| ทองแถม นาถจำนง ชวนหาเหง้ากลุ่มไท จากจ้วงกวางสี
ประวัติศาสตร์วัฒนธรรม | วันที่ 21 กันยายน 2559 | ผู้บันทึก: xers | ผู้ชม: 764

1-กลุ่มชาติพันธุ์จ้วง-Zhuang-壮族
ภาพชาวจ้วงจาก: jaijainoi pantip.com

ทองแถม นาถจำนง *ชวนหาเหง้ากลุ่มไท จากจ้วงกวางสี
โดย: ประชุมประทีปไศลภูลี้เขาบังภู
เมื่อ: 31 กรกฎาคม 2552

Lu-Xiao-Shing1

การบรรยายเรื่อง กลุ่มชนชาติจ้วง ช่วงแรก ดร.ลู่ เสี่ยว ฉิง อาจารย์สาวชาวจ้วง จากมณฑลกวางสี มีผลงานด้านวัฒนธรรมและภาษามากกว่าสิบเล่ม ตอนนี้ประจำสถาบันขงจื้อ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ทักทายในห้องเสวนาว่า

“กินงาย ยาซั้ง” ซ้ำอยู่สองสามครั้ง บางคนจับสำเนียงได้ว่า กินงาย คือ กินเที่ยง

อาจารย์ทองแถม นาถจำนง ทำหน้าที่แปลและบรรยายเสริมเฉลยว่า “กินงาย ยาซั้ง ก็ กินเที่ยงหรือยัง กินแลง ก็กินเย็น”

จากนั้นเธอได้ร้องเพลงจ้วงให้ฟัง สะท้อนถึงสมญานามชนชาติรักการขับร้อง แกะคำร้องเป็นคำๆ ให้รู้มีคำว่า ทา (ถา) คือ ตา น้ำทา ก็คือ น้ำตา, เขนเส้อ หรือแขนเสื้อ และเอ่ยคำอื่นๆ เช่น ดั๋ง(ลาวว่า ดัง) จมูก, แข่ว คือ ฟัน, หน่า คือ หน้า, บ่า ก็ บ่า, แขน มือ นิ้วมือ เสียงตรงกัน ส่วน อา กับ หนา ก็คือ น้องพ่อ น้องแม่ หรือ ขิม คือ เข็ม(เย็บผ้า) และ ก็(ก้อ) คำเชื่อม ก็ตรงกัน

ภาษาจ้วง-ไทย
ตารางภาษาจาก วิกิพีเดีย

อ.ทองแถม แปลบรรยายว่า คนจีนเรียกชนชาติจ้วง แต่เฉพาะกลุ่มของ ดร.ลู่ เรียกตัวเอง”ซ้ง” ตั้งแต่ ค.ศ.1830 นักวิชาการจีนเริ่มวิจัยเรื่อง จ้วง-ไท คนแรก คือ สาธุคุณสฺวี ซง สือ (Princeston.Shu) พ่อเป็นฝรั่งเศส แม่เป็นชาวจ้วง ต่อมา ศาสตราจารย์ฟาน หง กุ้ย มหาวิทยาลัยกวางสี พิมพ์เผยแพร่หนังสือชื่อ “เกิดจากบ้านเดียวกัน” และสรุปว่า จ้วงกวางสีกับไท เป็นพี่น้องกัน รวมถึงกวางตุ้งด้วย

สันนิษฐานว่า ก่อนคริสตศักราช 800 ปี จ้วงกับไท อยู่ด้วยกัน และเริ่มกระจายย้ายแยก เปรียบเหมือนต้นไม้ใหญ่ แตกกิ่งต่างกันไป ต่อมา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับมณฑลกวางสี ทำวิจัยในเมืองไทยครั้งแรก โดยสรุป จ้วงเป็นสาขาหนึ่งของกลุ่มชน ลั่ว, เยวี่ย, ซีโอว ที่มณฑลกวางสี เพิ่งแยกกันระหว่างศตวรรษที่ 3 ถึงศตวรรษที่ 6 และไปผสมกับเผ่าอื่น ๆ กระทั่งแยกออกจากกันชัดเจน

ต่อมา หวง ฉิน สง ศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับ “ลาว” และให้ข้อสันนิษฐานใหม่ใกล้เข้ามาอีกว่า จ้วง กับ ไท แยกกันประมาณคริสต์ศตวรรษที่ 600 ถึง 900

“ดร.ลู่” ทึ่ง สื่อภาษากับลาวอีสานได้

ดร.ลู่ อยู่เมืองไทยกรกฎาคมนี้ครบ 1 ปี มาถึงยังพูดไทยไม่ได้เลย นักเรียนให้พูดภาษาจ้วง เธอพูดคำเกี่ยวกับอวัยวะ นักเรียนบอกว่า อาจารย์ลู่ พูดลาว โดยเฉพาะ ดั๋ง กับ แข้ว

จ้วงมี แม่มด หมายถึง คนประทับร่างทรง ต้องขับลำ เล่นดนตรีให้เจ้าประทับร่างทรง และไปอ.กุมภวาปี เธอใช้ภาษาจ้วงคุยกับคนเฒ่าคนแก่สื่อกันได้ จึงคิดจะศึกษาวิจัยเปรียบเทียบวัฒนธรรมจ้วง กับลาวในภาคอีสานของไทย

ร่องรอยภาษา บอกที่มาประวัติศาสตร์ชนชาติ

ช่วงถัดมา อาจารย์ทองแถม บรรยายเดี่ยว พอสรุปได้ดังนี้ กลุ่มชนที่ใช้ภาษาคล้ายๆ จ้วงเหล่านี้ รวมเรียกกลุ่มภาษาไท-กะ-ได เมื่อก่อน นักภาษาศาสตร์จัดให้ปนกับกลุ่มภาษาชิโนธิเนตัน หรือภาษาฮั่น-ธิเบต ความเชื่อนี้นานนับร้อยปี จนประมาณ 10กว่าปีมานี่ เกิดทฤษฎีใหม่มาล้มทฤษฎีเก่า ความจริงภาษาไทกับจีน ไม่ควรอยู่ตระกูลเดียวกัน มีคำโดดน้อยคำเท่านั้นคล้าย แต่การเรียงคำ ไวยากรณ์ตรงกันข้าม

เช่น กงจี แปลว่า ผู้ไก่ แต่ไทเรียก ไก่ผู้ ภาษาฮกเกี้ยน(กวางตุ้ง)ยังมีร่องรอยโบราณตรงกับไทมากกว่า คือเรียก ไก่ผู้ เหมือนกัน

“ผมเชื่อทฤษฎีใหม่ คือ แยกกลุ่มภาษาไท-กะ-ได ออกจากภาษาจีน ใหญ่เท่ากัน ที่ดอกเตอร์ลู่ บอกมี 28 กลุ่มใน 6 ประเทศ ถ้าแบ่งย่อยลงไปมีเยอะกว่านั้น”

อาจารย์ทองแถม ยืนยันหนักแน่น และอธิบาย ไท-กะ-ได มาจากไหน? ภาษาเกาะไหหลำ และบางส่วนกวางตุ้ง รวมไต้หวันด้วย มีส่วนคล้ายภาษาเกาะอินโดนีเซีย และภาษาไทพอสมควร ที่แยกไปตามเกาะเรียก โปโตไท หรือไทดั้งเดิม กับแยกเป็นอีก 3 กลุ่ม คือ กลุ่มเหนือ กลาง และตะวันตกเฉียงใต้ของจีน ซึ่งเรียกรวมว่า ภาษาไท-จ้วง

กลุ่มเหนือ ตั้งแต่มณฑลกุ้ยโจว(กวางเจา) ถึงหูหนาน เกาะไหหลำ มีคำร่วมภาษาไทไม่ถึง 30 เปอร์เซ็นต์ เช่น เรียกตัวเอง กำ เรียก เสือ ว่า กุก แต่ จ้วง เรียก เสือ

นอกจากนี้ กลุ่มเหนือ ศัพท์การผลิตไม่ตรงกับกลุ่มอื่น แสดงว่ากลุ่มเหนือแยกจากกลุ่มกลาง และทางใต้ ไปก่อนจะรู้จักทำนา กลุ่มหลังเรียก ไถนา ดำนา ข้าว เหล้า กิน ตีเหล็ก เข็ม เหมือนกัน แสดงว่าสองกลุ่มนี้พัฒนาสังคมการผลิตเหมือนกัน

ทฤษฎีต้นกำเนิด ย่อมมีหลากหลายสำเนียง

ทฤษฎีนักภาษาศาสตร์เชื่อว่า จุดกำเนิดของภาษาอยู่ที่ไหนจะมีสำเนียงท้องถิ่นเยอะที่สุด ยกตัวอย่างเกาะอังกฤษ สำเนียงต่างกันทุกเมืองเลย แต่เมื่อไปตกที่อเมริกา ทั้งอเมริกาสำเนียงเดียวกันหมดเลย

“ที่กวางสี ไปครั้งแรก ผมแปลกใจนักศึกษาจ้วงเต็มไปหมด ทำไมพวกคุณไม่ใช้ภาษาตัวเอง พวกเขาบอกว่า คุยกันไม่รู้เรื่อง ข้ามอำเภอ ข้ามตำบลไป สื่อกันไม่รู้เรื่อง สำเนียงต่างกันมาก นั่นเป็นเหตุผลให้ใช้ภาษาฮั่นแทน”

ส่วนกลุ่มกลาง ที่กวางสี สำคัญเพราะเป็นต้นตอรากของภาษานี้ ส่วนแคว้นอัสสัม ตอนใต้อินเดีย และสิบสองปันนา ภาษาเป็นไทชัดเจนแล้ว แต่ที่กวางสีไม่เรียกตัวเองเป็นไท เรียกเช่น ผู้ซ้ง ผู้บ้าน ผู้นา ผู้จ้วง

ทั้งนี้ การให้สิทธิปกครองตนเองของชนชาติส่วนน้อย จีนต้องหาชื่อเรียกรวมเป็น “จ้วง” ทุกวันนี้กำลังจะลืมตัวเองไปแล้ว ก่อนนั้น รุ่นพ่อ รุ่นแม่ ที่เป็นผู้ไท (ผู้ไต่) ไม่พอใจ ไม่อยากเป็นจ้วง แต่ไม่ได้

ขณะที่ ทางเหนือของกวางสี เป็น ผู้ไญ หรือปู้ญี ก็ขอไม่ได้ แต่ ผู้ไญ กลุ่มที่กุ้ยโจว กลับได้เป็นชนชาติหนึ่งเลย ทั้งที่กลุ่มภาษาเดียวกัน ซึ่ง กลุ่มเหนือกวางสีขึ้นไป เช่น สุ่ย ต้ง มู่ เหล่า หมาว หนาน ใช้ภาษาไทยทั้งนั้น แต่ไม่ถูกจัดเป็นจ้วง

โยงพิสดาร “เสียมกก” ใช้ยุทธวิธีรบเหมือนไตนุง

มาถึง พวกนุง หรือไทนอง หมายถึง หนองน้ำ ยุคก่อนนครวัดเล็กน้อย(ตรงกับราชวงศ์ซ้องเหนือ) อยู่รอยต่อเวียดนาม ไทนุง พวกนี้เคยมีกำลังเข้มแข็ง รวบรวมคนยกไปตีจีน ยึดได้หนานหนิง ยกทัพไปตามแม่น้ำไปตีเมืองกวางเจา เป็นกบฏสั่นสะเทือนราชวงศ์ซ้องอย่างมาก ต้องส่งขุนพลใหญ่มาปราบ แต่กว่าจะปราบได้

โยงไปดูห้องสลักจารึกกองทัพเสียมกก ที่ปราสาทนครวัด อาจารย์ทองแถมบรรยายว่า ทหารที่อยู่หน้าถือโล่ใหญ่มาก ท่วมหัวคน ส่วนทหารข้างหลังถือหอกยาว หอกซัด ซึ่งช่วงราชวงศ์ซ้องเหนือ “หนง จึ เกา” ขุนพลของไทนอง ใช้ยุทธวิธีเดียวกันนี้สู้กับฮั่นได้ คือทหารหนึ่งหน่วยถือโล่บัง ข้างหลังซัดหอกใส่ทหารฮั่น จนแก้ไม่ตก พ่ายแพ้หลายครั้ง

มีบันทึกไว้ ต่อมา “ตี๋ ซิง” เป็นแม่ทัพ ให้ทหารม้าควบออกไปใช้ขวานสับใส่โล่ซ้ำ ๆ พลโล่นุงก็ยกโล่ไม่ขึ้น จากนั้นใช้เกาฑัณยิงก็แตกพ่าย ซึ่งคล้ายกับทหารโรมัน

“มาเห็นกองทัพสยามถือโล่อย่างนี้ จึงคิดว่าน่าจะรบลักษณะเดียวกับจ้วง ไม่เฉพาะภาษาเท่านั้นมีลักษณะร่วมกัน”

ดูเหมือน อ.ทองแถม จะถูกใจกับสันนิษฐานตัวเองมาก และเล่าต่อว่า ช่วงนั้น “หนง จึ เกา” ต้องหนีเข้าเขตยูนาน เดี๋ยวนี้เรียกเมืองก่วงหนาน นักประวัติศาสตร์บางคนสับสนเอาไปปนกับ ท้าวฮุ่ง แต่ความจริงเกิดก่อน ท้าวฮุ่ง ประมาณ 150 ปี

ฟันธง! คนเขียนสามก๊ก ผิด! เบ้งเฮก ไม่ใช่คนถ้ำ

ส่วน ที่จีนเรียก ไป่เยวี่ย(ชนเผ่าร้อยจำพวก) เป็นชื่อกลุ่มวัฒนธรรม ไม่ใช่ชื่อชนชาติ ซึ่งสรุปกลุ่มวัฒนธรรมไว้แล้ว 6 ข้อ ได้แก่ อาศัยบนเรือนเสาสูง, เชี่ยวชาญทางน้ำ, ตัดผมสั้น ชายสักร่างกาย, ทำนาข้าว, ยุคสำริดบูชากลองมโหระทึก, นิยมการฝังศพครั้งที่ 2

ทางกลุ่มเหนือ มีกลุ่มที่จีนเรียกว่า ต้ง (ทุง ท้ง คือ ทุ่งนา) เจ้าต้ง เป็นหน่วยปกครองย่อย เป็นเจ้าทุ่งนั่นเอง เจ้าทุ่งหลายๆ กลุ่ม อยู่ใต้การปกครองของผู้เป็นใหญ่อีกคน เป็นระบบศักดินาแบ่งกันปกครอง พวกต้ง คล้ายม้ง ทำเสื้อผ้าชนิดลื่นมันไม่เปียก ผ้าโพกหัวต้ง มีวัฒนธรรมพิเศษ มีสะพานลมฝน เป็นอัตตลักษณ์

ในเรื่องสามก๊ก คนเขียนอยู่ในสมัยราชวงศ์หมิง เข้าใจผิด เขียนให้ “เบ้งเฮก” หัวหน้าชนเผ่า เป็นพวก ต้งสู่ แปลว่า คนถ้ำ ในหนังทำให้อยู่ตามถ้ำ ซึ่งความจริงพวกเขาอยู่ตามทุ่ง

คที่ สฺวี ซง สือ จัดประชุมเรื่องจ้วงที่ฮ่องกง ประมาณ พ.ศ.2480 เศษๆ อาจารย์ธนิต อยู่โพธิ์ ไปร่วมด้วย ซึ่ง จิตร ภูมิศักดิ์ น่าจะได้ข้อมูลภายหลังเพียงเล็กน้อย หรืออาจได้จากวิลเลี่ยม เก็ดนี่ย์

“สฺวี ซง สือ ก็ผิด ผมยืนยัน ภายใต้การปกครองของฮั่น คนที่นั่นจะเล่าตำนานว่าเป็นเชื้อสายของคนที่มากับกองทัพ ตี๋ ฉิง ขุนพลที่เอาชนะ หนง จึ เกา ได้ เพราะไม่มีใครอยากบอกเป็นพวกแพ้ ไม่อยากเป็นคนกลุ่มน้อย ที่เขียนตามคำบอกเล่าของคนในวัยนั้น จึงเขียนว่าคนจ้วงมาจากเมือง ซานตุง ภาคเหนือมณฑลซานตุง ในหนังสือบอกเส้นทางอพยพด้วย ซึ่งเป็นไปไม่ได้” อ.ทองแถม ย้ำมั่นใจ

นอกจากนี้ มีการลากคำ ลากความ เช่น ต้งจู๋(จู๋แปลว่าชนชาติ) มาจากชื่อทะเลสาบต้งถิง (ซึ่งใหญ่มากในมณฑลหูหนาน) แล้วอพยพลงใต้ กับสาเหตุคนจ้วงโบราณปกปิดตัวเองไม่อยากเป็นชนกลุ่มน้อย อยากเป็นพวกเดียวกับฮั่น จึงทำให้บิดเบือนจากข้อเท็จจริง

“ยังมีการสันนิษฐานว่า จากปากน้ำแยงซีเป็นต้นบรรพชนไท ซึ่งไม่อยากเท้าความ แต่ที่แน่ๆ เอาแค่กวางตุ้ง กวางสี นี่แหละ ที่เกี่ยวข้องกับบรรพชนไท ถ้าเหนือกว่านั้น ไม่ยืนยัน” อาจารย์ทองแถม รวบรัด

ค้านทฤษฎีเหนือลงใต้ – เชื่อ ใต้ก็ขึ้นเหนือ

อาจารย์ทองแถม ตั้งคำถามแย้งตำนานและทฤษฎีเก่าว่า คนไทยในสยาม ในลาว แยกออกมาจากเดียนเบียนฟูจริงหรือ? หรือกระจายกันอยู่อย่างนี้นานมาแล้ว

ทั้งนี้สอดคล้องกับ สุจิตต์ วงษ์เทศ นักประวัติศาสตร์โบราณคดีชื่อดัง ว่า คนไทอยู่ที่นี่) แต่ไม่ปฏิเสธมีจ้วง มีไท ในพม่า แต่ยังยืนยันด้วยว่า จากกวางสี กวางตุ้ง ลงมาเวียดนาม ลาว ตอนเหนือ เป็นแถบกว้าง มีชนกลุ่มนี้อาศัยอยู่ตั้งแต่มนุษย์หิน ไม่ได้โยกย้ายมาจากที่ไหน แต่ไม่ใช่หมายถึงคนไทอยู่กรุงเทพ ซึ่งตอนนั้นยังเป็นทะเลอยู่

ส่วน อาจารย์ศรีศักร์ วัลลิโภดม นักประวัติศาสตร์โบราณคดีอีกท่านหนึ่ง ได้เขียนไว้เป็นเส้นรุ้ง เส้นแวง เลยว่า ชนเผ่าที่ต่อมาเป็นไท อยู่ถึงภาคเหนือของไทย ภาคอีสานตอนเหนือด้วย แต่ไม่ใช่ กรุงเทพ อยุธยา ภาคกลางเดี๋ยวนี้

อ.ทองแถม บรรยายต่อว่า หลังจากคนจีน เลิกเรียก “ไป่เยวี่ย” ก็เรียกรวมเป็น”เหล่า” (แต่จะเขียนเป็นเหลียว) ซึ่งทุกวันนี้อ่านผิด ที่จริงต้องอ่าน ลาว แต้จิ๋วก็เป็นเหล่า(ตั้งแต่มณฑลฮกเกี้ยนลงมา) จีนนิยมเรียกเปลี่ยนไปตามยุค ก่อนจะเรียกเหล่า ก็เรียกว่า หม่าน ตอนนี้สับสน เรียกเป็น เหมียว เป็น ม้ง เป็น เย้า

“กลุ่มเหนือ ผมจึงตัดไป ไม่ยอมรับเป็นต้นกำเนิดตระกูล จ้วง ไท ผมยังเจอหลักฐาน เพลงพื้นเมืองต้ง ร้องว่าอพยพจากกวางสีขึ้นไป ผมก็เอามายัน มีกลุ่มเคลื่อนจากกวางสีขึ้นไปต่างหาก นี่ยันทฤษฎีลงใต้…ต้องเข้าใจว่า นี่แหละการแยกห่างกันเป็นพันปี เมื่อไปรับอิทธิพลอยู่ใกล้ที่สุด จึงทำให้แตกต่างกัน ทางตะวันออกเฉียงใต้ รับฮินดู มหายาน เถรวาท จึงพัฒนามาเป็นอย่างเราทุกวันนี้ ต้องปลดล็อก นึกแค่ว่าแบบเถรวาทเป็นไทไม่ได้ ต้องย้อนไปถึงยุคสำริด กลองมโหระทึกสำริด แสดงถึงการบูชาแถน บูชากบ เขียด ความเชื่อเรื่องขุน หรือขวัญ นั่นแหละเป็นลักษณะร่วมกันของจ้วง-ไท ทั้ง ไป่เยวี่ย ตั้งแต่ฮกเกี้ยนลงมาถึงบ้านเราเมื่อสองสามพันปีแล้ว”

อ.ทองแถม ขยายอีกว่า พวกใต้เฉอะแฉะใกล้น้ำ ปลูกเรือนยกเสา จีนเรียกพวกนี้ว่า บ้านนก บางที่ใช้ที่ชันพิง ทำเสาอีกสองเสา(ภาพที่ยูนาน) แต่หมาวรับจีนมาก เราเรียกไทแข่ (ไทเค้อ ฮากกา นี่แหละ หมายถึง แขก มาเยือน) ถูกเรียกว่าไทจีน ไทยเจ๊ก นุ่งกางเกงแบบฮั่น

เรื่องบ้านยังโยงไปถึงอินโดนีเซีย เป็นชาวเกาะรุ่นสอง(ไม่ใช่เงาะ ปิ๊กมี่ ดั้งเดิม) ชาวเกาะลงไปถึงฝั่งลาวใต้ พวก ข่าจราย ข่าละอู วัฒนธรรมเดียวกับชนเผ่าเกาะอินโด

ภาคใต้ใกล้ชำนาญทางเรือ ต้องเปียกผมสั้น สักตัวเงือก ตะเข้ ตามตัว เชื่อว่าป้องกันสัตว์ร้ายทางน้ำได้

ภาคเหนือกินข้าว (ตงง้วน) ฝ่าง บาร์เล่ย์ ส่วนข้าวสาลีมาทีหลังทำแป้งบะหมี่ หมานโถวมีหลักฐานการทำนาข้าวเก่าแก่ที่สุดในมณฑลกวางสี เก่าปลายยุคหินเลย ปลูกข้าวเจ้าเมล็ดสั้น น่าจะเป็นพันธุ์เดียวกับข้าวเหนียว และสันนิษฐานว่า พันธุ์ข้าวขยายขึ้นไปๆ ถึง ซีอาน ในช่วงกี่ปีๆ นักวิชาการจีนทำไว้ชัดแล้ว

ซึ่งวัฒนธรรมข้าว กำหนดวิถีชีวิตทั้งหมดของคน ทั้ง 12 เดือนหรือฮีด 12 ต้องบูชากบ เขียด ใช้กลองมะโหระทึกเรียกฝนอุดมสมบูณ์ จากกวางสีลงมาถึงเรา ลักษณะร่วมกัน แต่กวางสีไม่มียิงบั้งไฟ (อาจถูกห้ามใช้ดินปืน เหตุผลด้านความมั่นคง) ส่วนสิบสองปันนา มีบั้งไฟ แต่ไทมาว ไม่มี จะมีโซนไท ลาว มาก

ร่องรอยวัฒนธรรมร่วม รอยต่อจีนใต้-เวียดนาม-ลาว คือกุญแจ

อ.ทองแถม บอกงานศึกษาจ้วงที่หนานหนิง ก้าวหน้าไปมากแล้ว มีเอกสารจำนวนมาก ชัดเจน แต่ควรจะศึกษาที่ช่วงไหนจึงจะได้ประโยชน์? จากนั้นเสนอว่า ต้องก่อนช่วง ฮินดู พุทธ เข้ามาเปลี่ยนวิถีชีวิตในสุวรรณภูมิ ดูได้จากตำนานอุรังคธาตุ พระพุทธเจ้ามาเทศน์โปรด ทำให้คนป่าเปลี่ยนใจ คนพื้นเมืองที่บ้านเชียง ตัวอย่างไทดำ ติดลาว ติดไทย ก็รับพุทธไว้ แต่ไทดำที่เวียดนาม ยังนับถือผีอยู่ นั่นแหละ ภูมิปัญญาร่วมคือ เรื่องขวัญ ที่เข้าหรือออกจากคนได้ จึงมีพิธีเรียกขวัญ มีแม่มด

นอกจากนี มีพิธีขอให้การเกษตรสมบูรณ์ ช่วยการบูชากลองมโหระทึก มีรูปตะวัน กบ หอย ก่อนทำนา เมื่อเกิดภัยน้ำท่วม ก็มีพิธีกรรมกลองมโหระทึกเช่นกัน การค้นคว้าเกี่ยวกับ มโหระทึกทำอะไรได้บ้าง ยังเป็นจุดอ่อนที่ต้องศึกษา

ซึ่งกลุ่มถูเหล่า(ผู้ไต่) ใต้มณฑลยูนาน มณฑลกวางสี ต่อชายแดนเวียดนาม จุดนี้แหละจะเป็นกุญแจไขคำตอบ ต่อชนชาติไท โดยศึกษาอย่างละเอียดจาก ภาษา เครื่องแต่งกาย พิธีกรรม โดยเฉพาะจะโยงถึงสามเหลี่ยมวัฒนธรรมสำริดได้

จากบ้านเชียงของไทย เตียน(อ.ฉู่ฉง คุนหมิง) กับดองซอนเวียดนาม เมื่อสองพันสามพันปีก่อน รูปคนสวมขนนก ตีกลองมโหระทึก แสดงลวดลายกิจกรรมวัฒนธรรมที่ตัวกลอง และสะท้อนกับการตีทำฆ้อง ในหมู่เกาะอินโดนีเซีย นี่ก็เป็นวัฒนธรรมมโหระทึก ไปถึง เกาะดาร์มากัสกา

ดังนั้น ยุคสำริด จึงยิ่งใหญ่มาก และถ้าศึกษาให้ละเอียดลึกซึ้ง ก็จะพบรากเหง้าเดียวกันได้ และนี่คือการสมานฉันท์ทางประวัติศาสตร์ด้วย

————————-
*นิทรรศการและเสวนาวัฒนธรรมจีน-ไทย หลายมิติ เสาร์ 18 กรกฎาคม 2552 โรงเรียนวัฒนธรรมและการศึกษาซีโน-ไท ชั้น 3 ตลาดบางลำพู ขอนแก่น ทั้งนี้ รูปส่วนใหญ่มาจากหนังสือ”จ้วงและไทในยูนาน” อ.สุมิตร ประดิพัทธ์

หมายเหตุ : ตอนหนึ่ง ดร.ลู่ เรียก ลาว เป็น ลาโว ส่วน อ.ทองแถม บอกจีนเรียกรวม ไป่เยวี่ย และเรียกใหม่อีกว่า เหล่าโวกว๋อ(เชื่อมาจาก ลาวกาว) ส่วนผู้เขียนเทียบเคียงว่า เขมรเรียกลาว เขียนอ่านผสมเสียงว่า โล + อา + โว = เลียว สำหรับ วัฒนธรรมเขมร เรียกการเข้าทรงว่า “เล่นมะม็วด” เพื่อรักษาป่วยไม่รู้สาเหตุ ด้วยการขับร้องเล่นดนตรีก่อนวิญญาณประทับร่างทรง ซึ่ง จ้วง ก็มีเช่นกัน แต่กลุ่มลาวเรียก”นางเทียม”

บทความที่เกี่ยวข้อง: 9 กลุ่มชนเชื้อสายไท ใน 56 ชนเผ่าในประเทศจีน


วรรณศิลป์ : สาส์นจากทางอีศาน 68
วรรณศิลป์ : บทบรรณาธิการทางอีศาน 68 : เมื่อต้องไถคันแทนาทิ้ง
นิตยสารทางอีศาน : 68
วรรณศิลป์ : ทางอีศาน 67 : ปิดเล่ม
วรรณศิลป์ : ทางอีศาน 67 จดหมาย
ประวัติศาสตร์วัฒนธรรม : โตเปี๊ยะ (ตัวฟ้าผ่า) ของจ้วง เจ้าฟ้าแผดขวานคำ ของไทอาหม
วรรณศิลป์ : สาส์นจากทางอีศาน 67
วรรณศิลป์ : ทางอีศาน 67 บทบรรณาธิการ : โจกโหลกฟ้า
นิตยสารทางอีศาน : 67
วรรณศิลป์ : ทางอีศาน 66 ปิดเล่ม : ประเทศไทยกับภาวะการเปลี่ยนแปลง

IsanGate.com somkhitsin.net nongbualumphunews.com อีสานดอทคอม สมาคมนักกลอนแห่งประเทศไทย ทองแถม นาถจำนง สำนักข่าวปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน สโมสรนักเขียนภาคอีสาน วารสารดินดีเจอร์นัล อีสานร้อยแปด ดอทคอม
เข้าระบบ | ออกระบบ
4498773  Views