| ทุ่งกุลาร้องไห้
ประวัติศาสตร์วัฒนธรรม | วันที่ 11 ตุลาคม 2559 | ผู้บันทึก: xers | ผู้ชม: 8,291

ทุ่งกุลาร้องไห้

ที่ตั้ง : ครอบคลุมพื้นที่ 13 อำเภอ 5 จังหวัด ได้แก่

จังหวัดมหาสารคาม พื้นที่ 193,890 ไร่
1. อำเภอพยัคฆภูมิพิสัย

จังหวัดสุรินทร์ พื้นที่ 575,933 ไร่
2. อำเภอชุมพลบุรี
3. อำเภอท่าตูม

จังหวัดร้อยเอ็ด พื้นที่ 986,807 ไร่
4. อำเภอปทุมรัตต์
5. อำเภอเกษตรวิสัย
6. อำเภอสุวรรณภูมิ
7. อำเภอโพนทราย
8. อำเภอหนองฮี

จังหวัดศรีสะเกษ พื้นที่ 287,000 ไร่
9. อำเภอศิลาลาด
10. อำเภอราษีไศล
11. อำเภอยางชุมน้อย

จังหวัดยโสธร พื้นที่ 64,000 ไร่
12. อำเภอค้อวัง
13. อำเภอมหาชนะชัย

ขนาดพื้นที่ : มีพื้นที่ประมาณ 2 ล้านไร่

ที่มาของชื่อ : ที่ได้ชื่อว่าทุ่งกุลาร้องไห้ เพราะมีเรื่องเล่าสืบกันมาว่า ชนเผ่ากุลาซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยจากเมืองเมาะตะมะ ประเทศพม่า ได้เดินทางมาค้าขายผ่านทุ่งแห่งนี้ ปกติแล้วชนเผ่ากุลาเป็นชนเผ่าที่มีความอดทนสูงมาก สู้งาน สู้แดด ลม ฝน แต่เมื่อได้เดินทางผ่านทุ่งแห่งนี้ ที่มีพื้นที่กว้างขวางเหลือประมาณ ต้องใช้เวลาเดินทางหลายวัน ไม่พบหมู่บ้านใด ๆ เลย น้ำก็ไม่มีดื่ม ต้นไม้ก็ไม่มีที่จะให้ร่มเงา มีแต่ทุ่งหญ้าเต็มไปหมด พื้นดินก็เป็นทราย เดินทางยากลำบากเหมือนอยู่กลางทะเลทราย ทำให้คนพวกนี้ถึงกับร้องไห้ ดังนั้น จึงได้ชื่อว่า “ทุ่งกุลาร้องไห้”

ทุ่งกุลาร้องไห้:
ทุ่งกุลาร้องไห้ บ้านขี้เหล็ก อ.ปทุมรัตต์ จ.ร้อยเอ็ด (ฝีมือ วิโรฒ ศรีสุโร สิงหาคม 2527)

อดีต : ในอดีต ทุ่งกุลาร้องไห้ในฤดูแล้ง พื้นที่ส่วนใหญ่จะแห้งแล้งมาก ส่วนในฤดูฝนน้ำจะท่วมทุกปี ใต้พื้นดินลงไปเป็นน้ำเค็ม ไม่สามารถทำการเกษตรได้

จากการศึกษาทางโบราณคดี พบแหล่งโบราณคดีในพื้นที่กว่า ๔๐๐ แห่ง โดยพบแหล่งโบราณคดีหนาแน่นในเขตอำเภอเกษตรวิสัยและอำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด รวมถึง ๑๒๘ แห่ง มีพัฒนาการมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ราว ๒,๕๐๐ ปี เป็นอย่างน้อย ต่อเนื่องสมัยประวัติศาสตร์วัฒนธรรมทวารวดี วัฒนธรรมเขมร (ก่อนเมืองพระนครและเมืองพระนคร) วัฒนธรรมล้านช้าง จนถึงสมัยรัตนโกสินทร์และพื้นถิ่นอีสาน

tungkula14

กลุ่มแหล่งโบราณคดีที่สำคัญได้แก่ เมืองโบราณเกษตรวิสัย แหล่งโบราณคดีบ้านเมืองบัว กลุ่มโบราณสถานเขมรบ้านกู่กาสิงห์ อำเภอเกษตรวิสัย กู่พระโกนา เมืองโบราณจำปาขัน อำเภอสุวรรณภูมิและอำเภอหนองฮี และกู่คันธนาม อำเภอโพนทราย จังหวัดร้อยเอ็ด ซึ่งหลักฐานเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความเจริญรุ่งเรืองในอดีตของพื้นที่ทุ่งกุลาแห่งนี้

ปัจจุบัน : ด้วยความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลออสเตรเลีย ได้ส่งเจ้าหน้าที่ผู้มีความเชี่ยวชาญในการพลิกผืนดินที่ไร้ประโยชน์ ให้สามารถทำประโยชน์ได้ด้วยการทำถนน สร้างอ่างเก็บน้ำที่มีอย่างเหลือเฟือในฤดูฝน ขุดคลองซอยอย่างถี่ยิบ แล้วผันน้ำเข้าสู่คลองซอย ผืนดินที่แห้งแล้งสีน้ำตาลก็เปลี่ยนเป็นสีเขียวเข้ม เต็มไปด้วยพืชพรรณธัญญาหาร ทุ่งกุลาร้องไห้ จึงถูกเรียกใหม่เป็น ทุ่งกุลาสดใส

tungkula04

ปัจจุบันทุ่งกุลาร้องไห้ได้รับการพัฒนาจากส่วนราชการ และหน่วยงานต่าง โดยเป็นที่ทำการของศูนย์พัฒนาที่ดินทุ่งกุลาร้องไห้ กรมพัฒนาที่ดิน บางแห่งก็ทำการเกษตรกรรม จนกลายเป็นแหล่งผลิตข้าวหอมมะลิที่ใหญ่ที่สุดในภาคอีสาน หรือบางแห่งก็ใช้ เป็นทุ่งเลี้ยงสัตว์ซึ่งนับแต่จะมีความอุดมสมบูรณ์ขึ้นเรื่อย ๆ
ศูนย์พัฒนาทุ่งกุลาร้องไห้ห่างจากที่ว่าการอำเภอสุวรรณภูมิ 6 กิโลเมตร เลยกู่พระโกนาไปเล็กน้อย

ความสำคัญ : เป็นแหล่งศึกษาทางโบราณคดี, เป็นแหล่งผลิตข้าวหอมมะลิ

นิทาน, ตำนาน ทุ่งกุลาร้องไห้ :

เมื่อหลายพันปีมาแล้วบริเวณทุ่งกุลาร้องไห้ที่เรารู้จักกันในปัจจุบันเป็นทะเลมาก่อน ในทะเลแห่งนี้มีได้สัตว์น้ำน้อยใหญ่อาศัยอยู่มากมาย ได้มีเมืองจำปานาคบุรี ที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของทะเลแห่งนี้

เจ้านครจำปานาคบุรี มีธิดาชื่อว่า นางแสนสี และยังมีหลานสาวอายุไล่เลี่ยกันชื่อว่า นางคำแพง หญิงสาวทั้งสองมีรูปร่างหน้าที่สวยสดงดงามเป็นที่ต้องตาต้องใจของชายทั้งหลาย ท้าวนครจำปานาคบุรี ได้จัดให้มีคนคอยเผ้าดูแลอย่างดี ผู้ดูแลชื่อว่า จ่าแอ่น ซึ่งจะคอยตามติดอยู่ทุกฝีก้าวไม่ว่าจะไปที่ไหนก็ตาม และในเมืองจำปานาคบุรีแห่งนี้ ได้มีนาคที่มีอิทธิฤทธิ์สูงอยู่ตนหนึ่ง ซึ่งหากมีชาวเมืองได้รับความเดือดร้อนก็จะให้ความช่วยเหลือ จนเมืองนี้ได้ชื่อว่า นาคบุรี

ในครั้งนั้นมีเมืองอยู่อีกเมืองหนึ่งที่มีชื่อว่าบูรพานครตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของทะเล ท้าวผุ้ครองนครมีโอรสชื่อว่า ท้าวฮาดคำโปง และมีหลานชายชื่อว่า ท้าวอุทร ทั้งสองได้ศึกษาเล่าเรียนวิชาการต่อสู้มา จึงจะลองวิชาโดยจะไปต่อสู้กับนาคที่เมืองจำปานาคบุรีตามคำสั่งของอาจารย์ เมื่อทั้งสองได้เดินทางไปถึงเมืองจำปานาคบุรียังไม่ทันได้ลองวิชา ทั้งสองหนุ่มกลับไปสนใจธิดาและหลานสาว ทั้งสองจึงพยายามที่จะติดต่อกับนางทั้งสองแต่ก็ถูกกีดกันจากจ่าแอ่นผู้ดูแล แต่ชายหนุ่มทั้งสองก็ยังคงพยายามต่อไป และได้รู้มาว่าทุกๆเจ็ดวันนางทั้งสองจะออกมาเล่นน้ำที่ทะเล

ต่อมาหญิงทั้งสองก็ออกไปเล่นน้ำ พร้อมด้วยบริวารตามปกติ ชายทั้งสองเห็นเป็นโอกาสอันดีจึงเสกผ้าเช็ดหน้าให้เป็นหงส์ทองไปขวางเรือไว้ นางอยากได้จึงให้จ่าแอ่นพายเรือตามไปเก็บ ยิ่งตามยิ่งลึกเข้าไปในทะเลแต่ก็ยังไม่สามารถจับ มารู้สึกตัวอีกครั้งก็อยู่กลางทะเลเสียแล้ว ท้าวทั้งสองเห็นจึงเอานางทั้งสองและบริวารขึ้นเรือของตนไป

เมื่อเจ้าเมืองจำปานาคบุรีทราบเรื่องเข้าจึงได้ไปขอให้นาคช่วย นาคจึงบรรดาลให้พื้นทะเลสูงตัวขึ้น น้ำทะเลเหือดแห้งไป เรือของท้าวฮาดคำโปงและท้าวอุทรไม่สามารถที่จะแล่นต่อไปได้ จึงเอาจ่าแอ่นไปซ่อนในป่า บริเวณดังกล่าวจึงมีชื่อเรียกว่า ดงจ่าแอ่น เอานางแสนสีไปซ่อนไว้อีกที่หนึ่ง จึงเรียกว่า ดงแสนสี และเอาหญิงหลานเจ้าเมืองไปซ่อนอีก จึงเรียกบริเวณนั้นว่า ดงป่าหลาน เมื่อน้ำในทะเลทั้งหมดแห้งเหือดไปสัตว์ต่าง ๆ ในทะเลก็พากันตายหมด นกทั้งหลายพากันไปกินซาก ซึ่งกินอยู่ประมาณครึ่งเดือนกว่า กุ้งหอยปูปลาในทะเลก็หมด ก็ได้พากันขี้ทิ้งกองรวมกันไว้เป็นกองใหญ่มาก จนเรียกบริเวณนั้นว่า โพนขี้นก

ท้าวฮาดคำโปง ท้าวอุทร นางแสนสีและนางคำแพง ติดอยู่กลางทะเลที่แห้งเหือดนั้น แต่ชายทั้งสองเกิดหลงรักนางแสนสี จึงเกิดการต่อสู่ขึ้น ท้าวฮาดคำโปงแพ้ถูกฆ่าตาย จึงกลายเป็นผีเฝ้าทุ่ง ในเวลากลางคืนจะกลายเป็นแสงไฟลอยตามหานางแสนสี ชาวบ้านแทบทุ่งกุลาร้องไห้เรียกว่า ผีโป่ง หรือ ผีทุ่งศรีภูมิ

ฝ่ายเจ้าเมืองจำปานาคบุรีเกิดความเห็นใจทั้งธิดาของตนและท้าวอุทรที่ต้องรอนแรมอยู่กลางทุ่งที่แห้งแล้ง จึงอภัยให้ท้าวอุทรหลังจากที่โกรธมานาน จึงมอบไพล่พลไปสร้างดงเท้าสาร หรือ เมืองเท้าสาร และยอมยกนางแสนสีให้เป็นมเหสีของท้าวอุทร

แหล่งข้อมูล :
วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
กลุ่มเผยแพร่และประชาสัมพันธ์
ศูนย์วิจัยและถ่ายทอดเทคโนโลยีทุ่งกุลาร้องไห้ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน
การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
– ตำนานจาก nithan.in.th

แผนที่จาก : lek-prapai.org

ภาพทุ่งนา และพิพิทธภัณฑ์ จากสารคดี,ภาพเด็กกับเกวียนจาก matichon.co.th


วรรณศิลป์ : ทางอีศาน 67 จดหมาย
ประวัติศาสตร์วัฒนธรรม : โตเปี๊ยะ (ตัวฟ้าผ่า) ของจ้วง เจ้าฟ้าแผดขวานคำ ของไทอาหม
วรรณศิลป์ : สาส์นจากทางอีศาน 67
วรรณศิลป์ : ทางอีศาน 67 บทบรรณาธิการ : โจกโหลกฟ้า
นิตยสารทางอีศาน : 67
วรรณศิลป์ : ทางอีศาน 66 ปิดเล่ม : ประเทศไทยกับภาวะการเปลี่ยนแปลง
ประวัติศาสตร์วัฒนธรรม : ๑๒ เดือนของไทมาว
วรรณศิลป์ : ทางอีศาน 66 : จดหมาย
บทกวี, ผญา, คำกลอน : ทางอีศาน 66 : ทำดีถวายไท้
วรรณศิลป์ : สาส์นจาก “ทางอีศาน” 66

IsanGate.com somkhitsin.net nongbualumphunews.com อีสานดอทคอม สมาคมนักกลอนแห่งประเทศไทย ทองแถม นาถจำนง สำนักข่าวปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน สโมสรนักเขียนภาคอีสาน วารสารดินดีเจอร์นัล อีสานร้อยแปด ดอทคอม
เข้าระบบ | ออกระบบ
4452953  Views