| เรื่องเล่า ปีกุน 2019 กับงานศิลปะรูปหมู ๆ รุ่นแรกของโลก
วรรณศิลป์ | วันที่ 4 มกราคม 2562 | ผู้บันทึก: chonniyom | ผู้ชม: 71

เรื่องเล่า ปีกุน 2019
กับงานศิลปะรูปหมู ๆ รุ่นแรกของโลก

“หมู” หรือ สุกร – ศูกร (शूकर) มีความหมายว่า “ลมหายใจที่ออกมาจากจมูกมีเสียงดัง” นับเป็นสัตว์ที่อยู่คู่กับมนุษย์มาตั้งแต่ยุคโบราณ ที่รู้จักกันดีก็คงเป็น “หมูป่า” (Wild Boar) (ที่ไม่ใช่หมูเลี้ยงสีชมพูดูน่ารักตามแบบที่พบเห็นในปัจจุบัน) ที่มีขนยาวตามตัว นิสัยดุร้าย ปราดเปรียวว่องไว มีเขี้ยวโค้งโง้งยาวข้างปาก ชอบขุดรูเป็นโพรงลงไปอาศัยอยู่ใต้ดิน อาศัยอยู่ทั่วโลกหลากหลายสายพันธุ์ ที่มนุษย์รู้จักหมูป่ามาตั้งแต่เริ่มมีวัฒนธรรม เพราะหมูป่าก็คือแหล่งอาหารสำคัญของมนุษย์มาตั้งแต่เริ่มล่าสัตว์ได้เอง มนุษย์ล่าหมูป่าทั้งเพื่อมาเป็นอาหาร เครื่องนุ่งห่ม เครื่องมือเครื่องใช้ และเครื่องรางของขลัง มาตั้งแต่ยุคบรรพกาลแล้วครับ

สำหรับหมูกับคนจีนนั้นมีความผูกพันกันมาอย่างยาวนาน ถึงขนาดที่ชาวจีนเอาตัวอักษรที่คำว่า “หมู” (สื่อ 豕) มาประกอบกับคำว่า “หลังคา” (เหมียน 宀) กลายมาเป็นคำว่า “บ้าน” (เจีย 家) โดยมีสำนวนกำกับ ว่า 无猪不成家 (อู๋-จุ-ปู้-เฉิง-เจีย) แปลว่า “ไม่มีหมู ก็ไม่เป็นบ้าน” เพราะในสมัยก่อน คนจีนเลี้ยงหมูกันทุกบ้าน เป็นทรัพย์สมบัติสำคัญอันดับแรกของบ้าน และยังเป็นตัวชี้วัดความร่ำรวยและยากจนของแต่ละบ้าน

คติความเชื่อเรื่องปี “นักษัตร” ที่กำหนดเอาสัตว์ 12 ชนิด มาใช้เป็นเครื่องหมายประจำปี อาจได้รับอิทธิพลมาจากจีนโบราณ ดังปรากฏในนิทานเก่าแก่เรื่อง “ไคเพ็ก” ที่กล่าวถึงการกำเนิดมนุษย์เป็นพี่น้องสิบสามคนและการกำหนดปีนักษัตรด้วยตัวสัตว์โดย “ฮี่หัว” นักปราชญ์ในยุคจักรพรรดิหวงตี้ (จักรพรรดิเหลืองในตำนาน ช่วง ประมาณ 4,600 ปี ที่แล้ว) เพื่อให้สามารถจดจำรอบปีที่หมุนเวียนไปได้ง่ายขึ้น

ในหลายวัฒนธรรมจีน ส่วนใหญ่เชื่อว่า หมูนั้นเป็นสัตว์มงคลให้โชคลาภ จะนำโชคดีมาให้แก่ธุรกิจการค้า รวมถึงการงานที่ทำอยู่ให้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี ในบางกลุ่มเชื่อว่าคนเกิดปีกุน เป็นคนที่เกิดมามีดวงในเรื่องโชคลาภติดตัวมาด้วย บ้านไหนมีคนเกิดปีกุน บ้านนั้นจะมั่งคั่งร่ำรวย กิจการเจริญรุ่งเรือง

หมูเป็นสัตว์ที่มีความกล้าหาญ มีน้ำใจ ซื่อตรง สุขุม จริงใจ ไม่มีเล่ห์เหลี่ยม ดังคำบรรยาย โดย อู๋เฉิงเอิน (吴承恩) กวีเอกในยุคราชวงศ์หมิง ผู้ประพันธ์เรื่องไซอิ๋ว ที่ได้หยิบเอาภาพลักษณ์ด้านบวก ของหมูมาบรรยายถึงนิสัยใจคอของ “ตือโป๊ยก่าย (猪八戒) มนุษย์ครึ่งหมูในงานประพันธ์ของเขาครับ

เครื่องรางรูปหมู – หมูป่า สามารถขับไล่ความชั่วร้าย ด้วยเพราะหมูนั้นมีรูปร่างหน้าตาที่น่าเกลียด วิญญาณชั่วร้ายจะหลบหลีกหนีเมื่อได้เห็นหมูป่า ส่วนในการเดินทางมีความเชื่อว่า “หากเห็นหมูทางซ้ายจะสำเร็จตามใจที่มุ่งหวัง เห็นหมูทางขวาทรัพย์สินจะงอกเงย เห็นหมูเปียกเปื้อนโคลนนั้นเชื่อกันว่าเป็นลางดี”

แต่ในวัฒนธรรมของจีนบางกลุ่มก็มีความเชื่อที่แตกต่างกันไปว่า หมูคือลางร้าย ตัวแทนของความยากจน ไม่นิยมให้หมูเข้ามาอาศัยในเรือนชาน เพราะหมูนั้นเป็นสัตว์สกปรก โง่ ขี้เกียจ ไม่อดทนลำบาก ตะกละ กินจุ วัน ๆ เอาแต่กิน ๆ นอน ๆ ใช้ชีวิตไปเรื่อยเปื่อย เพื่อรอวันที่จะถูกคนจับไปเชือดชำแหละ ทำเป็นอาหารในโรงครัวเท่านั้น

หมู – สูกร ยังปรากฏในเรื่องเล่าชาดก (Jataka) ทางพุทธศาสนาถึง 3 เรื่อง คือ “สูกรชาดก” (Sūkara-Jātaka) ที่ว่าด้วย หมูกับราชสีห์ (รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี) “วัฑฒกีสูกรชาดก” (Vaddhaki-Sūkara-Jātaka) และ “ตัจฉสูกรชาดก” (Taccha-Sūkara-Jātaka) ที่ทั้งสองเรื่องมีเนื้อหาคล้ายคลึงกันคือ เหล่าหมูป่าพร้อมใจกันสู้กับเสือ (สามัคคีคือพลัง)

แต่ก็ไม่เคยปรากฏ รูปศิลปะหรือประติมากรรมของหมู-หมูป่าในงานศิลปะในคติทางพุทธศาสนา ยาวนานมาจนถึงในปัจจุบัน คงด้วยเพราะในคติความเชื่อของพุทธนั้น หมูไม่ใช่สัตว์มงคล เป็นเพียงอาหารที่หาได้ทั่วไปในชีวิตประจำวันในยุคโบราณ จึงไม่มีความสำคัญที่จะนำมาประกอบงานศิลปะแต่อย่างใดครับ

ในศาสนาอิสลาม ชาวอิสลามจะทานเนื้อแพะและแกะโดยไม่ทานเนื้อหมู เพราะถือว่าหมูเป็นสัตว์ต้องห้าม ตามที่คัมภีร์อัล-กุรอานได้ระบุไว้ว่ามิให้บริโภค เพราะเนื้อสุกรสกปรกที่สุดในบรรดาเนื้อทั้งหลาย นอกจากนี้ยังห้ามบริโภคเนื้อสัตว์ที่ตายเอง สัตว์ที่ถูกฆ่าโดยมิได้เปล่งนามอัลลอฮฺ สัตว์ที่ตกลงมาตาย สัตว์ที่ถูกเชือดบนแท่นบวงสรวงและสัตว์ที่ตายจากการเสี่ยงทาย

ในคัมภีร์ไบเบิลเก่าในศาสนายูดายของชาวยิว ยังมีข้อห้ามในบทเวลวิติโก ว่า “ห้ามกินเนื้อหมู เพราะมันเป็นสัตว์แยกกีบและมีกีบผ่า แต่ไม่เคี้ยวเอื้อง จึงเป็นสัตว์ที่สร้างมลทินให้แก่เจ้าอย่ารับประทานเนื้อของสัตว์เหล่านี้เลย และเจ้าอย่าแตะต้องซากของมัน มันเป็นของมลทินแก่เจ้า หากใครรับประทานหรือแตะต้องซากอันไร้ชีวิตของสัตว์เหล่านี้ยอมเกิดสิ่งเลวร้ายตามมา”

ในคติความเชื่อฮินดู ก็มีข้อห้ามในเรื่องกินเนื้อหมูด้วยเช่นกัน คนในวรรณะจัณฑาลของอินเดียอาจกินหมูเป็นอาหารได้ แต่คนในวรรณะอื่น ๆ ถือว่าการกินเนื้อหมูเป็นเรื่องน่าละอาย หากผู้ใดก็ตามบริโภคเนื้อวัวและสุกร จะทำให้เกิดบาปเคราะห์แก่คนผู้นั้นรวมถึงครอบครัวและวงศ์ตระกูลได้ แต่ไม่มีข้อห้ามกินหมูป่าด้วยเพราะเหตุผลด้านสุขภาพครับ

คงด้วยเพราะชาวฮินดูในประเทศอินเดียกว่าเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์เป็นมังสวิรัติ โดยเฉพาะพวกวรรณะสูง มักนิยมทานแต่แป้ง ถั่วงาและนมเนย ส่วนที่ทานเนื้อสัตว์ก็ทานแต่ปลา เนื้อไก่และแกะ แต่ก็ยังคงมีบางกลุ่มยังนิยมกินเนื้อวัวตามประเพณีโบราณรวมทั้งกลุ่มชนอิสลามบางกลุ่ม แต่ก็มีจำนวนไม่มากนัก

เวลาไปเที่ยวอินเดีย เราจึงไม่เคยพบอาหารที่ประกอบขึ้นจากเนื้อหมูบนโต๊ะอาหารกันเลยครับ

*** ภาพศิลปะของหมูที่เก่าแก่ที่สุดในโลก ในตอนนี้ก็คงเป็นภาพเขียนบนผนังถ้ำ “อัลตามิรา” (Altamira) ทางภาคเหนือของประเทศสเปน อายุประมาณ 18,000-14,000 ปี ที่มีภาพของหมูป่าปะปนอยู่กับภาพ วัวไบซัน ม้า กวางเรนเดียร์ เป็นภาพเขียนเลียนแบบให้เหมือนของจริงตามธรรมชาติ โดยใช้ลายเส้นซ้อนเหมือนพยายามอธิบายว่าภาพสัตว์เหล่านั้นกำลังเคลื่อนไหว ไม่แข็งนิ่งอยู่กับที่ แต่ละภาพมีขนาดใหญ่ใกล้เคียงความเป็นจริง

สำหรับภาพสลักและประติมากรรมรูปหมู-สุกร ที่เก่าแก่ที่สุดนั้น อยู่ที่กลุ่มอาคารปริศนา “โกเบกลีเทเพ” (Gobekli Tepe) ใกล้กับเมืองชานลิอูร์ฟา (Sanliurfa) ทางตะวันออกเฉียงใต้ตุรกี ที่ได้รับการขนานนามในปัจจุบันว่า เป็นวิหารที่สร้างขึ้นจากความเชื่อของมนุษย์ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก มีอายุประมาณ 12,000 – 13,000 ปี กำแพงล้อมรอบบุผนังด้วยการเรียงหินเป็นรูปวงกลมและวงรี โดยใช้เสาหินรูปตัว T ขนาดใหญ่ ที่มีความสูงตั้งแต่ 3-6 เมตร วางล้อมรอบสลับเป็นจำนวนมาก

บนผนังของเสาใหญ่ มีภาพสลักนูนต่ำรูปสัตว์ทั้ง งู สุนัขจิ้งจอก วัว ควายป่า เป็ดป่า นกกระเรียน รูปสิงโต แมงป่อง รวมทั้งรูปของหมูป่าและภาพของสภาพแวดล้อม บนยอดเสายังมีรูปสลักลอยตัวของสิงโตและหมูป่า ในคติพลังอำนาจของสัตว์ป่าที่มีความแข็งแรง หรือสัตว์ร้ายที่น่าหวาดหวั่นในโลกยุคโบราณของมนุษย์ นำมาจัดรวมไว้ในวิหารที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อการบูชาอำนาจเหนือธรรมชาติ (Animism)

หลังยุคน้ำแข็ง 10,000 ปี ภาพหมูป่าทั้งในคติความเชื่อและศิลปะ ปรากฏให้เห็นในหลายวัฒนธรรมกระจายตัวอยู่ทั่วโลก อย่างภาพตราประทับรูปหมูป่า ที่พบจากเมืองคาฟาจาห์ (Khafajah) ในวัฒนธรรมอูรุก (Uruk) ในเมโสโปรเตเมีย อายุในราว 5,000 – 6,000 ปีที่แล้ว ภาชนะสำริดรูปหมูป่า ในยุคราชวงศ์โจว อายุในราว 3,000 ปีที่แล้ว หรือรูปหมูป่าเซรามิกชุบน้ำเคลือบสีสันงดงามในยุคราชวงศ์ถัง ช่วงพุทธศตวรรษที่ 12 เป็นตัวอย่าง

สำหรับคติและงานศิลปะในอินเดียนั้น หมูป่าเปรียบเสมือนอวตารแห่งพระวิษณุผู้ปกป้องโลก ที่ปรากฏในคัมภีร์วราหะปุราณะตามคติความเชื่อของฝ่ายไวษณพนิกาย ในเรื่อง “วราหาวตาร” (Cosmic Boar) ที่พระวิษณุอวตารเป็นหมูป่าเพื่อช่วยเทวีแห่งความงาม (นางภูมิเทวี) ที่เกิดขึ้นจากการเกษียรสมุทร แต่กลับจมลงไปใต้บาดาล (เพราะถูกหิรัญยักษาลักพา) พระวิษณุจึงอวตารเป็นหมูป่าเขี้ยวเพชรลงไปบาดาลช่วยเทวีขึ้นมา โดยรูปประติมากรรมนิยมทำท่าพระวราหะกำหลังยกเทวีขึ้นไว้บนแขน เหยียบนาคที่หมายถึงบาดาล คติเรื่องวราหะ – หมูป่านี้ เป็นที่นิยมมาตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ 10 ในอินเดีย ดังปรากฏภาพสลักพระวราหะในท่ามกลางหมู่เทพเจ้าและฤๅษี ในงานศิลปะยุคคุปตะที่ถ้ำอุทัยคีรี (Udayagiri) ใกล้เมืองโภปาล ในรัฐมัธยมประเทศ ตอนกลางของอินเดีย ภาพพระวราหะที่ถ้ำเอลโรล่า 26 ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 13 พระวราหะบนผนังคูหาถ้ำรอบวิมาน วิหารไกรลาสและถ้ำเอลโรล่าที่ 14 ศิลปะในช่วงราชวงศ์ราชฐากุต (Rashtrakuta) ราวพุทธศตวรรษที่ 15 และรูปประติมากรรมในศิลปะแบบปาละ พุทธศตวรรษที่ 16

รูปพระวราหะในร่างของหมูป่าที่โด่งดังที่สุดในโลก คงต้องเป็นที่ “วิหารวราหะ” (Varaha Temple) ในกลุ่มศาสนสถาน “ขชุราโห” (Khajuraha) ในรัฐมัธยมประเทศ รูปประติมากรรมหมูป่าหินทรายที่มีภาพของเหล่าเทพเจ้า เทวีและพระมุนีจำนวนมากสลักอยู่บนลำตัว สร้างขึ้นในช่วงราชวงศ์จันเทลละ ราวพุทธศตวรรษที่ 16 ครับ

คติและงานศิลปะรูปพระวราหะ (หมูป่า) จากคติวารหาวตารจากอินเดีย ยังได้ส่งอิทธิพลมายังวัฒนธรรมเขมรโบราณ ดังปรากฏเศียรพระวราหะในงานศิลปะสมัยนครวัด (ในความครอบครองของเอกชน) ราวพุทธศตวรรษที่ 17 และส่วนของลำตัวบุคคลเทินรูปเทวี ในศิลปะแบบบายน อีกรูปหนึ่ง แต่ก็พบเพียงจำนวนน้อยมาก

รูปหมูป่าในความหมายขององค์พระวิษณุ ยังปรากฏเป็นภาพสลักในคติของฝ่ายไศวะนิกาย ปรากฏในวรรณกรรม “ลิงโคทภวมูรติ” (Lingodbhava murti) ที่เล่าถึงเพื่อแสดงอำนาจที่เหนือกว่าพระพรหมและพระวิษณุมหาเทพ ที่ภายหลังจากการสร้างโลก พระวิษณุและพระพรหมเกิดวิวาทะกันว่า ผู้ใดเป็นใหญ่เหนือกว่ากัน พระพรหมอ้างว่าตนยิ่งใหญ่กว่า เหตุเพราะว่าเป็นผู้สร้างทุกสรรพสิ่งในท่ามกลางความว่างเปล่าของจักรวาล แต่พระวิษณุอ้างว่า ถึงพระพรหมจะเป็นผู้สร้าง แต่พระพรหมก็กำเนิดขึ้นจาก “สะดือ” ของพระองค์ จึงถือเป็นเพียงทารก ตนจึงยิ่งใหญ่เหนือกว่ามากนัก

ในขณะที่เกิดการวิวาทะจนถึงขั้นจะต่อสู้กันนั้น ได้ปรากฏเสาไฟขนาดใหญ่โผล่ขึ้นมาจากพสุธา ยืดสูงเสียดฟ้าขึ้นไปไม่สิ้นสุด พระวิษณุกับพระพรหมจึงหยุดต่อสู้กัน แล้วหันสนใจกับเสาไฟที่ผุดขึ้นมา ทั้งสองมหาเทพจึงตกลงกันว่า ถ้าใครพบโคนหรือยอดของเสาไฟนี้ก่อน ให้ถือว่ามหาเทพองค์นั้นจะยิ่งใหญ่เหนือกว่า พระพรหมจึงแปลงเป็น “หงส์” บินขึ้นไปหาส่วนยอด ส่วนพระวิษณุนั่นแปลงเป็น “หมูป่าเผือก” (เศวตวราหะ) ขุดทะลวงดินลงไปหาโคนเสา

ภาพสลักรูปพระวราหะ(หมูป่า) ประกอบมูรตินี้ อย่างที่ “วิมานไกรลาส” (Kailasa temple) เอลโรล่า ถ้ำที่ 16 ศิลปะในช่วงราชวงศ์ราชฐากุต อายุในราวในช่วงพุทธศตวรรษที่ 15 หรือ “วัดไอราเวเตชาวรา” (Airavateshwarar temple) เมืองดาราสุราม (Darasuram) ในรัฐทมิฬนาฑู อินเดียใต้ อายุในราวในช่วงพุทธศตวรรษที่ 17 ครับ

ภาพของหมูป่า ในคติ “ลิงโคทภวมูรติ” จากอินเดีย ปรากฏบนทับหลังชิ้นหนึ่งจากวัดอังคณา (Ang Khna) ศิลปะแบบไพรกเมง ราวปลายพุทธศตวรรษ 12 กลางซุ้มด้านบนเป็นภาพเอกมุขลึงค์ที่มีภาพของหงส์ – พระพรหมสี่พักตร์ อยู่ทางซ้าย และภาพของหมูป่ากับพระวิษณุ 4 กร อยู่ด้านขวา

ซึ่งก็อาจเป็นรูปของหมู ในงานศิลปะที่เก่าแก่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไปโดยปริยายครับ

นอกจากนี้ ยังปรากฏภาพของหมูป่าในคติ “กีรตะอรชุนมูรติ” (Kirātārjunīya Murti) อันเป็นเรื่องราว ที่พระศิวะ อวตารมาเป็นพรานภูเขานามว่า “กีรตะ – กีรตา” (Kirātā) เพื่อประลองฝีมือและคุณธรรมกับอรชุน โดยแข่งขันกันสังหารอสูรหมูป่า “มุกกะ” ดังปรากฏเป็นภาพสลัก ที่ “วัดไกรลาสนารถ” (Kailasanatha Temple) วิหารที่เก่าแด่ที่สุดของ “คันจิปุรัม” (Kanchipuram) ในรัฐทมิฬนาดู ศิลปะแบบราชวงศ์ปัลลวะ ราวพุทธศตวรรษที่ 12

ภาพหมูป่าในคติกีรตะอรชุนมูรติ ยังส่งอิทธิพลมาในวัฒนธรรมเขมรโบราณในกรอบลวดสี่เหลี่ยม โคปุระตะวันออกชั้นบน ปราสาทบาปวน อีกทั้งยังพบภาพสลักหมูป่าจากมูรตินี้บนทับหลังฝั่งทิศเหนือของปรางค์แดง ปราสาทหินพิมาย จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งมีอายุอยู่ในช่วงพุทธตวรรษที่ 16 และภาพสลักรูปหมูป่าในคติเดียวกันบนทับหลังปราสาทศรีขรภูมิ จังหวัดสุรินทร์ อายุในราวพุทธศตวรรษที่ 17

รูปศิลปะของหมูป่า ยังปรากฏเป็นภาชนะเคลือบสีแบบ “อังกอร์เลี่ยนเซรามิก” (Angkorian Glazed Ceramics) ในรูปแบบประติมากรรมรูปสัตว์ (Animal Style) อายุในราวพุทธศตวรรษที่ 17 อีกด้วย

ซึ่งรูปหมู (หมูป่า) ทั้งหมดที่พบในช่วง พุทธศตวรรษที่ 16 – 17 นี้ ก็คงเป็นงานศิลปะที่มีคติความเชื่อกำกับ เป็นครั้งแรก ๆ ของประเทศไทยด้วยครับ

*** เรื่องเล่าหมู ๆ รับปีกุนนี้ ก็ขอให้ท่านผู้อ่านได้ใช้ ได้เล่า เมื่อมีโอกาสไปท่องเที่ยว เห็นภาพสุกรที่ชอบหายใจเสียงดังตรงจมูกที่ตรงไหน ก็ขอให้ลองคิดถึงเรื่องเล่าเหล่านี้นะครับ

ขอกล่าวคำอวยพรสวัสดีปีใหม่ ปีกุน 2019 ที่ไม่หมู ๆ เพราะเป็นปีที่เหล่าหมู ๆ จะต้องเอาตัวให้รอด ดังข้อคิดจาก “สูกรชาดก” (รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี) ไม่เช่นนั้นก็อาจเป็นหมูผอมโซ กลายเป็นหมูอ่อนแอให้คนอื่นเขาเอาเปรียบได้

ถึงจะเป็นหมู ก็อย่ายอมแพ้ง่าย ๆ นะครับ

วรณัย พงศาชลากร
EJeab Academy
เพราะทุกที่มีเรื่องราวและเรื่องเล่า

ขอบคุณเรื่องราวจากเฟซบุ๊ก  EJeab Academies

เรื่องเล่า ปีกุน 2019 กับงานศิลปะรูปหมู ๆ รุ่นแรกของโลก… “หมู” หรือ สุกร – ศูกร (शूकर) มีความหมายว่า…

โพสต์โดย EJeab Academies เมื่อ วันจันทร์ที่ 31 ธันวาคม 2018

 


วรรณศิลป์ : รวมบทกวี “ทาง” – ปรีดา ข้าวบ่อ
วรรณศิลป์ : นักศึกษา จิตอาสา ประชาชนทั่วไป อนุโมทนาบุญร่วมกันประดับตกแต่งเมรุนกหัสดีลิงค์งานพระราชทานเพลิงฯ หลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ
วรรณศิลป์ : ทางอีศาน 81 : “เมรุนกหัสดีลิงค์” อริยะประเพณีในแผ่นดินอีสาน
วรรณศิลป์ : ตำนานความเชื่อ “นกหัสดีลิงค์”
วรรณศิลป์ : เชิญชื่นชมและรื่นรมย์ – อุทยานเด็กดี  ณ “บ้านสมณะ” บ.นาสีนวล ต.ตองโขบ อ.โคกศรีสุพรรณ จ.สกลนคร
วรรณศิลป์ : พบคนดีเรื่องดี ณ “บ้านสมณะ”
วรรณศิลป์ : “โครงการ วชร ๐๗๙ จิตพุทธอาสาตามศาสตร์พระราชา”
วรรณศิลป์ : สร้างปัญญา สังคม ด้วยมือตน
วรรณศิลป์ : CBT การท่องเที่ยวโดยชุมชน ผู้ไทบ้านห้วยหีบ ร่วมกับ สมาคมผู้ไทโลก
วรรณศิลป์ : ความเป็นมาของเชื้อสายของพระเจ้าอีศานวรมันที่ 1 เจ้ากษัตริย์ผู้ครองนครอีศานปุระ

IsanGate.com somkhitsin.net nongbualumphunews.com อีสานดอทคอม สมาคมนักกลอนแห่งประเทศไทย ทองแถม นาถจำนง สำนักข่าวปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน สโมสรนักเขียนภาคอีสาน วารสารดินดีเจอร์นัล อีสานร้อยแปด ดอทคอม
เข้าระบบ | ออกระบบ
5266158  Views