| “เมรุนกหัสดีลิงค์” อริยะประเพณีในแผ่นดินอีสาน
วรรณศิลป์ | วันที่ 25 มกราคม 2562 | ผู้บันทึก: chonniyom | ผู้ชม: 2,650

“เมรุนกหัสดีลิงค์” อริยะประเพณีในแผ่นดินอีสาน

โดย : ยุทธพงศ์ มาตย์วิเศษ

ขอบคุณภาพจากเฟซบุ๊ก ยุทธพงศ์ มาตย์วิเศษ 

ขอบคุณภาพจากเฟซบุ๊ก NidNoi Yodsayada

วันที่ ๒๙ มกราคม ๒๕๖๒ เป็นวันจัดพิธีพระราชทานเพลิงสรีระสังขารพระเทพวิทยาคม (หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ) โดยใช้ “เมรุนกหัสดีลิงค์” ตามอริยะประเพณีโบราณในการปลงศพพระมหาเถระ จึงเป็นโอกาสอันดีที่จะได้เปิดผ้าม่านกั้ง เกี่ยวกับพิธีปลงศพด้วยเมรุนกหัสดีลิงค์ซึ่งเป็นการสืบทอดอริยะประเพณีในแผ่นดินอีสาน

การปลงศพด้วยนกของชาวอุษาคเนย์

คติการปลงศพด้วยนกของชาวอุษาคเนย์ มีหลักฐานทางโบราณคดียืนยันได้ว่ามีมาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ดังปรากฏภาพพิธีกรรมส่งผีขวัญที่มีองค์ประกอบภาพที่สำคัญ คือภาพนกอยู่บนหน้ามโหระทึก ด้วยเหตุที่คนโบราณเชื่อว่า นกเป็นสัตว์ที่สามารถเดินทางไปบนฟ้า อันเป็นดินแดนที่มนุษย์ในยุคบรรพกาลเชื่อว่าเป็นที่ตั้งของเมืองแถน ซึ่งเป็นโลกศักดิ์สิทธิ์ในคติทวิภูมิ ก่อนที่คติไตรภูมิจากชมพูทวีปจะแพร่เข้ามาในดินแดนอุษาคเนย์เมื่อประมาณ พ.ศ.๑๐๐๐

ส่วนคติไตรภูมิที่รับเข้ามาในชั้นหลัง ได้กล่าวถึงการปลงศพด้วยนกของชาวอุตตรกุรุทวีปว่านกอินทรี นกกด หรือนกหัสดีลิงค์ จะเข้ามาคาบศพออกไปทิ้งยังที่อื่น สอดรับกันกับคติเรื่องนกส่งผีขวัญสู่เมืองฟ้าที่มีอยู่ก่อนได้อย่างลงตัว

จากภาพวาดงานพระเมรุสมเด็จพระเพทราชา ประมาณ พ.ศ.๒๒๔๗ – ๒๒๔๘ แสดงให้เห็นว่ามีการสร้างหุ่นนกอินทรียืนแท่นรับบุษบกนำหน้ากระบวนรูปสัตว์อื่น ๆ สะท้อนให้เห็นคติการปลงศพด้วยนกที่สืบต่อมาในสมัยอยุธยา

สำหรับวัฒนธรรมสองฝั่งแม่น้ำโขง ปรากฏร่องรอยการปลงศพด้วยนกทั้งในดินแดนเชียงรุ้ง เชียงทอง (หลวงพระบาง) เชียงใหม่ และในดินแดนอีสาน โดยมีการสร้างเมรุเป็นรูปนกหัสดีลิงค์

การสร้างเมรุนกหัสดีลิงค์ แต่เดิมจะสร้างเป็นนกขนาดใหญ่บนไม้ “แม่พะนอน” สำหรับชักลาก มีบุษบกหอแก้วบนหลังนกซึ่งมีหีบศพตั้งอยู่กลางหลังนกนั้น ลักษณะของเมรุนกหัสดีลิงค์ จะสร้างเป็นนกตัวใหญ่ มีหัวเป็นนก แต่มีงวงและงาเหมือนช้าง มีหางเป็นลายกนกเหมือนหงส์สามารถส่ายหัว ม้วนงวง กะพริบตา อ้าปากกระพือหู ขยับปีกได้เหมือนนกนั้นมีชีวิต

เมรุนกหัสดีลิงค์ อาชญาท่านธรรมบาล (ผุย ธมฺมปาโล) หลักคำเมืองอุบลราชธานี วัดมณีวนาราม วัดป่าน้อย พ.ศ.๒๔๖๔

เมรุนกหัสดีลิงค์ พระอริยกวี (อ่อน ธมฺมรกฺขิโต) เจ้าคณะใหญ่เมืองอุบลราชธานี พ.ศ.๒๔๔๖ ในบทความของ ดร.ฌอง บร็องก์

เมรุนกหัสดีลิงค์ปลงศพเจ้านาย

การปลงศพเจ้านายด้วยเมรุนกหัสดีลิงค์ในล้านนา ปรากฏในพงศาวดารโยนกว่าแรกมีขึ้นในใน พ.ศ.๒๑๒๑ หรือประมาณ ๔๔๐ ปีก่อน ความว่า “…ลุศักราช ๙๔๑๐ ปีขาล สัมฤทธิศก เดือนอ้าย ขึ้น ๑๒ ค่ำ นางพระยาวิสุทธิราชเทวีผู้ครองนครพิงค์เชียงใหม่ถึงพิราลัย พระยาแสนหลวงแต่งการศพทำเป็นพิมานบุษบก ตั้งบนหลังนกหัสดินทร์ขนาดใหญ่ รองด้วยแม่สะดึง เชิญหีบพระศพขึ้นไว้ในบุษบกนั้นแล้วฉุดชักไปด้วยแรงคชสารเจาะพังกำแพงเมืองไปถึงทุ่งวัดโลกก็กระทำฌาปนกิจถวายเพลิง ณ ที่นั้น เผาพร้อมทั้งรูปสัตว์และวิมานที่ทรงศพนั้นด้วย จึงเป็นธรรมเนียมลาวในการปลงศพเจ้าผู้ครองนครทำเช่นนี้สืบกันมา…”

ส่วนในแผ่นดินล้านช้าง แม้ไม่มีบันทึกว่ามีการปลงศพเจ้านายด้วยเมรุนกหัสดีลิงค์ตั้งแต่เมื่อใด แต่ปรากฏภาพถ่ายเมรุนกหัสดีลิงค์ในเมืองหลวงพระบางหลายงาน รวมทั้งรถเชิญโกศพระศพเจ้าเพชรราชที่ทำเป็นนกหัสดีลิงค์ ๓ หัว

ใน “ประวัติเมืองอุบลราชธานี” ที่ ดร.ปรีชา พิณทอง ได้ปริวรรตจากคัมภีร์ใบลาน ได้กล่าวถึงตอนท้าวคำผงจัดงานศพพระวอพระตาโดยใช้เมรุนกหัสดีลิงค์ความว่า “…เถิงเมื่อตาวันซ้ายยามดีใส่พระโกศ สองพ่อลูกยอตั้งใส่หลัง นกหัสดีลิงค์นกงวงคือช้าง ช่างเขาทำดีแท้หูตาคิ้วงวงหย่อน หลับมืนตีงงวกไปขวาซ้าย คือจักบินเองได้พือหางขยับปีก เต๋อปากง้ำงวงยื้อหยอกสาว…” จึงเกิดเป็นแบบแผนในการปลงศพเจ้านายสายเมืองอุบลราชธานีที่สืบเชื้อสายต่อมา โดยจะใช้เมรุนกหัสดีลิงค์ปลงศพเฉพาะอาญาสี่ ได้แก่ เจ้าเมือง ๑ อุปฮาด ๑ ราชวงศ์ ๑ ราชบุตร ๑ รวมถึงบิดามารดาและภรรยาของอาญาสี่เท่านั้น ต่อมาเมื่อยกเลิกระบบอาญาสี่ การใช้เมรุนกหัสดีลิงค์ในเมืองอุบลราชธานีสำหรับเจ้านายจึงถึงกาลเปลี่ยนแปลงไป

ญาแม่สุกัณ ปราบภัย เทียมนางสีดาเพื่อฆ่านกหัสดีลิงค์ พ.ศ.๒๔๔๖ ในบทความของ ดร.ฌอง บร็องก์

เมรุนกหัสดีลิงค์ปลงศพพระมหาเถระ

หลักฐานการเริ่มใช้เมรุนกหัสดีลิงค์ในการปลงศพพระมหาเถระเมืองอุบลราชธานี ปรากฏในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๕ เมื่อทรงส่งพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ไปเป็นข้าหลวงต่างพระองค์

ดร.ฌอง บร็องก์ ได้บันทึกเกี่ยวกับงานศพพระอริยกวี (อ่อน ธมฺมรกฺขิโต) เจ้าคณะใหญ่เมืองอุบลราชธานี ใน พ.ศ.๒๔๔๖ มีภาพรูปแบบเมรุนกหัสดีลิงค์ของพระเถระแรกมีในแผ่นดินอีสาน และเรื่องราวพิธีการฆ่านกหัสดีลิงค์ รวมทั้งภาพนางเทียมเจ้านางสีดา ซึ่งยังไม่พบในเอกสารอื่นใดที่เก่าไปกว่านี้

งานพระราชทานเพลิงพระอริยกวีด้วยเมรุนกหัสดีลิงค์และพิธีฆ่านกหัสดีลิงค์ด้วยเจ้านางสีดา ครั้งนั้น พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ เสด็จเป็นประธานในการจุดฟักแคได้กลายเป็นแบบแผนอริยะประเพณีในการปลงศพพระมหาเถระผู้ทรงคุณธรรมในเมืองอุบลราชธานีสืบต่อมา ดังปรากฏในพิธีศพของอาชญาท่านธรรมบาล (ผุย ธมฺมปาโล) พ.ศ.๒๔๖๔ และพิธีศพพระครูวิโรจน์รัตโนบล (บุญรอด นนฺตโรสมจิต) พ.ศ.๒๔๘๖ ซึ่งจะสังเกตได้ว่า พระมหาเถระผู้จะได้ปลงศพด้วยนกหัสดีลิงค์ในยุคแรกนั้นจะต้องเป็นหลักคำเมืองซึ่งมีตำแหน่งเทียบเท่าเจ้าคณะจังหวัด

ต่อมา เมื่อมีพระราชบัญญัติลักษณะการปกครองสงฆ์ ร.ศ.๑๒๑ ทำให้ “ญาท่าน” หรือ เจ้าคณะตำบล มีสถานะเป็นพระเถระชั้นผู้ใหญ่ตามไปด้วย เมรุนกหัสดีลิงค์จึงมีการนำมาใช้กับพระเถระตั้งแต่เจ้าอาวาสขึ้นไป

การสร้างเมรุนกหัสดีลิงค์จึงเป็นแบบแผนอริยะประเพณีในการปลงศพพระมหาเถระสืบต่อมา โดยมีธรรมเนียมว่า พระมหาเถระรูปใดเป็นผู้ทรงคุณธรรมอันประเสริฐ สมควรที่จะได้จัดพิธีพระราชทานเพลิงศพโดยสร้างเมรุนกหัสดีลิงค์เทินบุษบกหอแก้ว เพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงคุณอันประเสริฐแห่งพระมหาเถระรูปนั้น

นางสีดาฆ่านกหัสดีลิงค์

แม้ว่าในมิติทางวัฒนธรรม เมรุนกหัสดีลิงค์จะเป็นวัฒนธรรมร่วมของคนในลุ่มแม่น้ำโขงที่สืบทอดพิธีการปลงศพด้วยนกมาตั้งแต่ครั้งบรรพกาล แต่พบว่า เอกลักษณ์ที่แตกต่างเฉพาะในพิธีการปลงศพด้วยเมรุนกหัสดีลิงค์ของชาวอีสานคือ พิธีการ “ฆ่านกหัสดีลิงค์” ก่อนทำการเผา เป็นที่น่าสังเกตว่า ไม่มีพิธีการฆ่านกหัสดีลิงค์ในล้านนาและล้านช้าง อีกทั้งไม่มีการบันทึกเรื่องดังกล่าวไว้ใน “ประวัติเมืองอุบลราชธานี” ซึ่งกล่าวถึงการจัดการพิธีศพพระวอพระตา สืบมาจนถึงเจ้าเมืองอุบลราชธานีไว้อย่างละเอียด แต่ไม่มีการกล่าวถึงพิธีฆ่านกหัสดีลิงค์เลย จึงเป็นข้อสงสัยว่า “พิธีฆ่านกหัสดีลิงค์ไม่ได้มีมาแต่เดิมในเมืองอุบลราชธานีแต่น่าจะเกิดขึ้นในสมัยหลัง”

มุขปาฐะเรื่องนางสีดาฆ่านกหัสดีลิงค์มีหลายตำนาน ตำนานหนึ่งเล่าว่า นกหัสดีลิงค์บินมาจับคนที่ทุ่งหลวง ทุ่งปาง เมืองสุวรรณภูมิ เจ้าเมืองจึงให้ไปสืบหาผู้มีฝีมือในการฆ่านกหัสดีลิงค์ จนไปถึงเมืองตักศิลา เจ้าเมืองตักศิลาได้มอบศรให้เจ้านางสีดาผู้เป็นราชธิดา เจ้านางสีดาได้แผลงศรฆ่านกถึงแก่ความตาย เจ้าเมืองสุวรรณภูมิจึงเผานกนั้นและเกิดเป็นธรรมเนียมว่าเมื่อเจ้านายสิ้นชีวิต ให้สร้างเมรุรูปนกหัสดีลิงค์เพื่อถวายพระเพลิง

ส่วนตำนานฝ่ายจำปาศักดิ์กล่าวว่า ในระหว่างพิธีศพเจ้าเมืองเชียงรุ้งแสนหวีฟ้าหรือตักศิลา มีนกหัสดีลิงค์บินมาแย่งพระศพไป จึงมีเจ้านางสีดาบุตรีมหาราชครู นางมีฝีมือในการยิงธนู ได้ตามไปยิงธนูฆ่านกหัสดีลิงค์ตาย ชาวเมืองจึงได้ถวายพระเพลิงพร้อมกับซากนกหัสดีลิงค์นั้น จึงเป็นธรรมเนียมของเจ้านายเมืองอุบลราชธานีสืบแต่นั้นมา

ผู้เขียนพบว่า บทความของ ดร.ฌอง บร็องก์ ที่เขียนขึ้นใน พ.ศ.๒๔๔๗ ได้กล่าวถึงเรื่องราวของ ตำนานนกหัสดีลิงค์ไว้อย่างน่าสนใจ พอสรุปความ ได้ว่า

“…นางสุชาดามเหสีของพระอินทร์ได้ลง มาจุติเป็นพระราชธิดาของกษัตริย์เมืองตักศิลา ชื่อ “สีดา” เพื่อปราบนกหัสดีลิงค์ที่กำลังเข้ามา เข่นฆ่ามนุษย์และสัตว์โลก เมื่อนางอายุได้ ๑๕ ปี นกหัสดีลิงค์ตัวใหญ่ มีงาและงวงเหมือนช้าง ได้เข้ามาเข่นฆ่าผู้คน พระราชธิดาสีดาจึงอาสาไปสังหารนกหัสดีลิงค์ โดยนางได้ขอเครื่องประดับ ๕ อย่าง ขอเสนาบดีพร้อมทั้งทหาร ตะกร้า ดอกไม้ซ้อนเป็น ๗ ชั้น (บายศรี) และให้พราหมณ์ร่ายเวทสวดมนตร์พร้อมถวายเครื่องบูชาเทวดา จากนั้นพระอินทร์จึงลงมาประทานคันศรและลูกธนู พร้อมอวยพรให้นางมีชัยชนะ ในระหว่างการต่อสู้นางสีดาได้ยิงศรไปปักอกนกหัสดีลิงค์ร่วงตกลงมาตาย กษัตริย์ตักศิลาจึงยกเมืองให้พระราชธิดาสีดาครอบครอง พระนางครองเมืองได้ ๒ ปี จึงเสด็จกลับไปเป็นมเหสีพระอินทร์บนสวรรค์…”

เรื่องราวทั้ง ๓ เรื่อง แม้จะมีความแตกต่างกันในรายละเอียดแต่มีสาระสำคัญที่สอดคล้องกัน คือ นกหัสดีลิงค์เข้ามาสร้างความเดือดร้อน ผู้ฆ่า นกหัสดีลิงค์เป็นหญิง ชื่อ “สีดา” การฆ่านกหัสดี ลิงค์ใช้ลูกศรยิง

ในพิธีฆ่านกหัสดีลิงค์ก่อนการเผาศพเจ้านาย และพระมหาเถระเมืองอุบลแต่เดิมมา มีผู้ทำหน้าที่เจ้านางสีดาที่ปรากฏเป็นข้อมูลให้สืบค้นได้รายแรกคือ ญาแม่สุกัณ ปราบภัย มีภาพปรากฏ ในพิธีปลงศพพระอริยกวี (อ่อน ธมฺมรกฺขิโต) พ.ศ.๒๔๔๖ ปรากฏในบทความของ ดร.ฌอง บร็องก์

นางเทียมเจ้านางสีดาคนต่อมาคือ คุณยายมณีจันทร์ ผ่องศีล ได้ทำหน้าที่ฆ่านกหัสดีลิงค์ในยุคที่เมรุนกหัสดีลิงค์ได้คลี่คลายมาสู่พระเถระและสามัญชน อันเป็นยุคที่ช่างคำหมา แสงงาม เป็นนายช่างที่มีบทบาทสำคัญในการสร้างเมรุนกหัสดีลิงค์ให้กับพระเถระและสามัญชนทั้งในจังหวัดอุบลราชธานีและต่างจังหวัด

หลังจากการปลงศพช่างคำหมา แสงงาม ด้วยเมรุนกหัสดีลิงค์ใน พ.ศ.๒๕๓๓ แล้วคณะศิษย์ต้นอย่างช่างสวัสดิ์ ไปดง ช่างคล้าย บุญยู้ ผู้มีผีมือ ชั้นเยี่ยมต่างไม่มั่นใจนักเมื่อถูกถามว่า “จะทำนก หัสดีลิงค์ อีกไหม?” เพราะการสร้างมีพิธีกรรมที่เดิมพันด้วยชีวิต และทุนทรัพย์ที่สูง

ต่อมา พระครูสีลสาราภรณ์ (หลวงปู่สมสิทธิ์ รักขิตสีโล) เจ้าอาวาสวัดป่าสักดาราม บ้านท่าม่วง อ.เสลภูมิ จ.ร้อยเอ็ด มีดำริสร้างเมรุนกหัสดีลิงค์ ตามแบบแผนอริยะประเพณี ในพิธีพระราชทานเพลิงหลวงปู่ทองมา ถาวโร พ.ศ.๒๕๓๕ จึงได้รวบรวมคณะช่างบ้านท่าม่วง ฟื้นฟูการสร้างเมรุนกหัสดีลิงค์ ยึดแบบแผนการสร้างเมรุนกหัสดีลิงค์ เทินบุษบกหอแก้วตามขนบโบราณ แต่บุษบกหอแก้วทรงหลังคายอดปราสาทตามอย่างของช่างคำหมา แสงงาม โดยมีช่างคล้าย บุญยู้ เป็นผู้ให้ข้อมูลเชิงช่าง

ด้วยความจำเป็นที่จะให้มีพิธีฆ่านกหัสดีลิงค์ ตามอริยะประเพณีโบราณ ในพิธีพระราชทาน เพลิงหลวงปู่ทองมา ถาวโร พระครูสีลสาราภรณ์ จึงได้เดินทางไปเชิญนางเทียมเจ้านางสีดาที่จังหวัดอุบลราชธานี แต่เนื่องจากคุณยายมณีจันทร์ ผ่องศีล ได้เสียชีวิตลง ลูกหลานผู้สืบทอดยังไม่พร้อมที่จะไปประกอบพิธี จึงได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับพิธีฆ่านกหัสดีลิงค์ เครื่องคายที่ต้องใช้ และขั้นตอนในพิธีกรรม

พระครูสีลสาราภรณ์จึงได้สถาปนาเจ้านางสีดาเพื่อฆ่านกหัสดีลิงค์ โดยยึดแบบแผนตามอย่างจารีตโบราณที่ได้รับมอบจากนางเทียมเจ้านางสีดาเมืองอุบลราชธานี เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

ช่างคล้าย บุญยู้ และ ช่างสวัสดิ์ ไปดง สองครูบาใหญ่ ผู้สืบทอดฝีมือเมรุนกหัสดีลิงค์จากช่างคำหมา แสงงาม

“อินทรี” อักษรไทน้อยบนผ้าผะเหวดโบราณ วัดเกษม สีมา อ.ตระการพืชผล จ.อุบลราชธานี

นัยยะสำคัญแห่งความเป็นอริยะประเพณี

เมื่อเมรุนกหัสดีลิงค์ได้เปลี่ยนบทบาทจากเครื่องประกอบเกียรติยศของเจ้านายสายเมืองอุบลราชธานี มาสู่เครื่องแสดงพลังศรัทธาต่อพระมหาเถระผู้ละสังขาร พิธีปลงศพด้วยเมรุนกหัสดีลิงค์จึงเปลี่ยนความหมายจากจารีตประเพณีมาสู่ความเป็นอริยะประเพณี

เชื่อว่าแต่เดิมคงเรียกเมรุรูปนกที่มีงวงงานี้ว่า“นกหัสดีลิงค์” ดังที่ปรากฏในประวัติเมืองอุบลราชธานี รวมถึงฮูปแต้มในอีสาน ทั้งที่ปรากฏในสิม หรือในผ้าผะเหวด ต่างเขียนกำกับด้วยอักษรตัวธรรมหรือตัวไทน้อยว่า “หัสดีลิงค์” หรือ “หัสสาดีลิง” ทั้งสิ้นไม่ปรากฏ “สักกะไดลิง” “หัสสะไดลิง” ดังที่มีการใช้ในปัจจุบันแต่อย่างใดนอกจากนี้ ในหมู่ช่างผู้สร้างได้เรียกชื่อนกนี้อีกอย่างว่า “นกอินทรี” สอดรับกับความในผ้าผะเหวดโบราณ วัดเกษมสีมา อ.ตระการพืชผล จ.อุบลราชธานี บันทึกอักษรตัวไทน้อยกำกับรูป นกมีงวงงานี้ว่า นกอินทรี

พระครูสีลสาราภรณ์ (หลวงปู่สมสิทธิ์ รักขิตสีโล) ครูบาใหญ่นกหัสดีลิงค์ได้ให้อรรถาธิบายว่า “…ที่ว่านกอินทรีย์ เพราะอาการของนกที่ทำกลไกให้สามารถขยับได้ เปรียบเหมือน “อินทรีย์” คือร่างกายของเราที่ย่อมหวั่นไหว เมื่อตากระทบรูปหูฟังเสียง จมูกได้กลิ่น ลิ้นลิ้มรส กายสัมผัสเย็นร้อนอ่อนแข็ง ดังนั้น นกนี้จึงเรียกว่านกอินทรีล้อกับคำว่าอินทรีย์คือร่างกาย เมื่อเจ้านางสีดามาฆ่านกอินทรีให้ตายด้วย “ศร” ซึ่งเปรียบเหมือนการใช้ “คำสอน” ของพระพุทธเจ้าไปประหารกิเลสการฆ่านกอินทรีจึงเปรียบเทียบกับการที่พระมหาเถระได้ปฏิบัติตามพระธรรมคำสอน จนสามารถสงบระงับจากกิเลสที่มากระทบนั่นเอง การสร้างเมรุนกหัสดีลิงค์หรือเมรุนกอินทรีย์ จึงนิยมสร้างถวายแก่พระมหาเถระที่เป็นพระสุปฏิปันโนปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ เพราะเป็นเรื่องที่แฝงด้วยปริศนาธรรมเกี่ยวกับการเอาชนะกิเลส…”

การตีความเรื่องการฆ่านกอินทรีย์ด้วยศร ที่เปรียบเทียบกับการใช้พุทธธรรมคำสอนฆ่ากิเลสเป็นการตีความของพระครูสีลสาราภรณ์ ที่สอดรับกับบทบาทใหม่ของเมรุนกหัสดีลิงค์ที่ถูกนำมาใช้ในการปลงศพพระมหาเถระ ด้วยเหตุนี้ การปลงศพด้วยเมรุนกหัสดีลิงค์จึงเป็นอริยะประเพณีของชาวอีสาน ที่น้อมถวายพ่อแม่ครูอาจารย์ผู้ทรงคุณอันประเสริฐด้วยศรัทธา

พลวัตเมรุนกหัสดีลิงค์ในอีสาน

เมรุนกหัสดีลิงค์ซึ่งแต่เดิมเป็นแบบแผนประเพณีการปลงศพเฉพาะกลุ่มอาญาสี่ เมืองอุบลราชธานี และผู้ใกล้ชิดคือ บิดา มารดา และภรรยา เท่านั้น ต่อมาเมื่อสิ้นสุดระบบอาญาสี่ การปลงศพด้วยเมรุนกหัสดีลิงค์จึงคลี่คลายมาสู่การน้อมรำลึกถึงคุณธรรมอันประเสริฐของพระมหาเถระ ในตำแหน่งหลักคำเมือง ซึ่งเทียบเท่าเจ้าคณะจังหวัดในปัจจุบัน

ในช่วงหลัง พ.ศ.๒๕๐๐ มีการใช้เมรุนกหัสดีลิงค์แพร่หลายไปยังพื้นที่อื่น ๆ ในภาคอีสาน เช่น ร้อยเอ็ด ขอนแก่น มหาสารคาม และนครราชสีมา เป็นต้น โดยไม่ได้จำกัดเฉพาะการปลงศพของพระมหาเถระเท่านั้น แต่มีการใช้ในการปลงศพสามัญชนด้วย เช่น ในงานปลงศพของนายทองดี อัตถากร ชาวจีนบุตรเขยพระเจริญราชเดช (อุ่น ภวภูตานนท์ ณ มหาสารคาม) งานปลงศพของนายเคน แสงงาม และงานปลงศพของนายคำหมา แสงงาม

จะเห็นได้ว่า การใช้เมรุนกหัสดีลิงค์ในพิธีการปลงศพที่เดิมจำกัดเฉพาะในกลุ่มอาญาสี่ได้เลื่อนไหลมาสู่กลุ่มพระมหาเถระ จนกระทั่งถึงสามัญชนในที่สุด โดยไม่ได้จำกัดเฉพาะในเมืองอุบลราชธานี สะท้อนให้เห็นถึงการสืบต่อคติชนลุ่มน้ำโขงที่แฝงอยู่ในพิธีกรรม ที่เชื่อว่านกเป็นพาหนะนำผีขวัญของผู้คนในทุกชั้นวรรณะที่วายปราณขึ้นไปสู่เมืองฟ้า อันเป็นดินแดนสุคติภูมิหลังความตายตามความเชื่อของชาวอุษาคเนย์มาแต่ยุคบรรพกาล

นอกจากนี้ยังพบว่า มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของเมรุนกหัสดีลิงค์ในกลุ่ม ของช่างคำหมา แสงงาม ซึ่งแต่เดิมมีลักษณะเป็นนกหัสดีลิงค์เทินบุษบกหอแก้ว เป็นการสร้างหอแก้วครอบนกหัสดีลิงค์ ทั้งยังมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบเครื่องยอดบุษบกหอแก้วจากทรงโบราณอีสานที่มีปากขัน หลังคาลาด สองชั้นเชิงกลอน องค์ระฆังประกอบบันแถลงเป็นจตุรมุข เหนือองค์ระฆังทำเป็นบัลลังก์รองรับบัวกลุ่มและปลียอด โดยเปลี่ยนมาเป็นยอดปราสาทซ้อนชั้นอย่าง ศิลปกรรมภาคกลาง

การเปลี่ยนแปลงหน้าที่ของเมรุนกหัสดีลิงค์จากการใช้ในพิธีศพเจ้านาย คลี่คลายมาถึงการใช้กับสามัญชน ซึ่งปัจจุบันมุ่งเน้นไปที่การน้อมส่งสรีระสังขารของพระมหาเถระด้วยศรัทธา ตลอดทั้งการปรับรูปแบบโดยการนำศิลปกรรมไทยเข้ามาผสมผสานในเชิงช่าง สะท้อนให้เห็นถึงพลวัตของการใช้เมรุนกหัสดีลิงค์ในพิธีปลงศพที่มีนัยยะทางวัฒนธรรมผ่านงานศิลปกรรม ภายใต้เงื่อนไขของกาลเวลาและบริบทแวดล้อมที่เปลี่ยนไป

อย่างไรก็ตาม บนพลวัตและพัฒนาการของคติการปลงศพด้วยนกที่สืบต่อกันมาหลายพันปีจนกระทั่งตกผลึกเป็นเมรุนกหัสดีลิงค์ ที่หยัดยืนจนเกิดเป็นแบบแผนอัตลักษณ์ที่สำคัญในพิธีกรรมหลังความตายของชาวอีสาน ที่กำลังท้าทายต่อกระแสธารแห่งโลกาภิวัตน์ ที่มีเพียงชาวอีสานเท่านั้นที่จะเป็นผู้ตอบคำถามว่า

“เมรุนกหัสดีลิงค์” ควรค่าแก่การอนุรักษ์ และสืบทอดต่อไปหรือไม่ ในกาลปัจจุบัน ??? …

 

 

พญาปริสุทธเศวตหัสดีลิงค์ น้อมส่งพระเทพวิทยาคม (หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ)

ขอบคุณภาพจากเฟซบุ๊ก Sor Duhan

เชิญรับชม ตำนานนกหัสดีลิงค์ในพิธีศพ

รู้จัก นกหัสดีลิงค์ งานศิลปกรรมที่งดงามอลังการของเมรุลอยหลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ บอกเล่าเรื่องราวตำนานความเชื่อโดยครูช่าง อ.ยุทธพงษ์ มาตย์วิเศษ ที่สร้างแล้วเสร็จพร้อมสำหรับงานพิธีพระราชทานเพลิงศพครูใหญ่ของมหาวิทยาลัยขอนแก่น

ตำนานความเชื่อ "นกหัสดีลิงค์"

มารู้จักกับ นกหัสดีลิงค์ งานศิลปกรรมที่งดงามอลังการของเมรุลอยหลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ บอกเล่าเรื่องราวตำนานความเชื่อโดยครูช่าง อ.ยุทธพงษ์ มาตย์วิเศษ ที่สร้างแล้วเสร็จพร้อมสำหรับงานพิธีพระราชทานเพลิงศพครูใหญ่ของมหาวิทยาลัยขอนแก่น ในวันที่ 29 มกราคมนี้ ที่บริเวณพุทธมณฑลอีสาน จ.ขอนแก่น #นกหัสดีลิงค์ #หลวงพ่อคูณ #ThaiPBSศูนย์ข่าาวภาคอีสาน

โพสต์โดย Thai PBS ศูนย์ข่าวภาคอีสาน เมื่อ วันอังคารที่ 15 มกราคม 2019


วรรณศิลป์ : ศิลปินแห่งชาติ พุทธศักราช ๒๕๖๑ 
วรรณศิลป์ : หมาเก้าหาง..ดนตรีอีศานคลาสสิก
วรรณศิลป์ : ทางอีศาน 82 : เมืองนครจำปาศักดิ์ – ๓ –
วรรณศิลป์ : ทางอีศาน 82 : ศิลปะลพบุรี
วรรณศิลป์ : ทางอีศาน ๘๒ : (๘) ที่จุดเริ่มต้นคือที่สุดท้าย – ๑
วรรณศิลป์ : กราบพระธาตุพนม
วรรณศิลป์ : วิชาความรู้จะมีค่า ก็ต่อเมื่อถูกถ่ายทอด
วรรณศิลป์ : เทียวทางให้สุดเส้น อย่าถอยหลังให้คนย่ำ ตายกะตายหน่าพุ้น คนจั๊งญ่องว่าหาญ
วรรณศิลป์ : ประกาศระดมทุนพิมพ์หนังสือ “ภูมิบ้านนามเมือง คำใคร ไทย – มอญ – เขมร”
นิตยสารทางอีศาน : 82

IsanGate.com somkhitsin.net nongbualumphunews.com อีสานดอทคอม สมาคมนักกลอนแห่งประเทศไทย ทองแถม นาถจำนง สำนักข่าวปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน สโมสรนักเขียนภาคอีสาน วารสารดินดีเจอร์นัล อีสานร้อยแปด ดอทคอม
เข้าระบบ | ออกระบบ
5346872  Views