
Life Chronicle
บันทึกชีวิต
โดย “ควรครอง”
เบื้องหลังความเป็นวีรชนของพ่อ
– ครอง จันดาวงศ์ –
หลังจากพ่อเสียชีวิต ไม่ว่าจะอยู่ในป่าหรือออกจากป่าคืนเมืองแล้ว สหายเขตงานต่าง ๆ และสหายที่มีอุดมการณ์เดียวกัน ต่างแซ่ซ้องสดุดีต่อความเด็ดเดี่ยว ไม่กลัวตาย ไม่ยอมสยบหัวให้กับเผด็จการอย่างกล้าหาญของพ่อ ทำให้ฉันภูมิใจ เป็นเกียรติ อบอุ่นเสมอมา ขอขอบคุณอย่างจริงใจสหายทุกคนมา ณ ที่นี้ด้วย แต่ตัวฉันเองกลับรู้เรื่องราวของพ่อน้อยมาก จึงขอเขียนเพียงชีวิตในวัยเด็กที่ขาดพ่อมาเล่าให้ฟัง เบา ๆ สมอง
๑. วัยเด็ก
ฉันเกิดวันที่ 3 มกราคม 2487 ที่ บ้านหนองขอน อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร ในสมัยนั้น บ้านจะอยู่ห่างจากตัวอำเภอไปทางตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ 2 กิโลเมตร จากตัวตลาดอำเภอต้องเดินผ่านสนามบินเก่าสมัยเสรีไทยตอนสงครามโลกครั้งที่ 2 มั๊ง สนามบินเป็นเนินสูงหน่อย ๆ และโล่งกว้าง (ที่นี่แหละที่ จอมเผด็จการสฤษดิ์สั่งนำพ่อมายิงเป้า) มีแต่หญ้า ไม่มีต้นไม้ใหญ่เลย เดินพ้นเนินเป็นป่าละเมาะ มีทางรถม้าเก่าของพ่อ เดินตามทางรถม้าเข้าไปประมาณ 1 กิโลเมตร จะเจอท้องนา เดินผ่านทุ่งนาไปอีกประมาณครึ่งกิโลเมตรก็ถึงบ้าน จากริมสนามบินเข้าไปเป็นทางรถม้าที่ค่อนข้างกว้าง เดินได้สบาย ข้างทางเป็นป่าละเมาะ มีต้นลูกเล็บแมวให้ได้เก็บกินเล่น ๆ หลังเลิกเรียน

บ้านที่อยู่อาศัยจึงตั้งอยู่กลางนาและล้อมรอบด้วยทุ่งนา ป่าไม้ พ่อเป็นคน ”ญ้อ” เมืองสกลนคร ไปร่ำเรียนครูที่เขตการศึกษาเมืองอุดรธานี พร้อมกับนายเตียง ศิริขันธ์ ที่ถือเป็นเสี่ยวกัน หลังเรียนจบมาเป็นครูใหญ่โรงเรียนบ้านอะไรจำไม่ได้ แต่ขึ้นต่อ อ.สว่าง นั่นแหละ สมัยนั้น พ่อนับว่าเป็นคหบดีที่พอมีอันจะกิน จึงมีม้า มีรถม้า มีทางรถม้าเข้าบ้าน แต่รถม้าฉันเกิดไม่ทัน เห็นแต่ม้า
พ่อเป็นคนโรแมนติกไม่เบา แม้บ้านจะอยู่ในป่า ท่ามกลางทุ่งนาป่าดง แต่สร้างเป็นบ้านชั้นครึ่งที่ใช้พื้นที่มากพอควร หน้าบ้านทำเป็นซุ้มเถาว์ไม้เลื้อย มีสวนหย่อม ปลูกดอกฟอร์เกตมีน๊อต ชบา บานชื่น ดาวเรือง บานไม่รู้โรย ใบปากเป็ด เป็นต้น ที่ซุ้มประตูติดป้ายชื่อว่า “บ้านครองสวัสดิ์” เพราะพ่อชื่อ ครอง นามสกุลจันดาวงศ์ แม่ชื่อ แตงอ่อน นามสกุล พงษ์สิทธิศักดิ์ ซึ่งเป็นนามสกุลเจ้าเมืองสว่าง ญาติ ๆ ของแม่จึงสวย ๆ ทุกคน แม่ของยายหรือเรียกว่า ยายทวด มาแต่งงานกับคนจีน ยายเลยเป็นลูกครึ่ง ยายจึงยิ่งสวยจนมีคนทาบทามไปประกวดนางงาม ก๋งไม่ชอบ พอพ่อเจอแม่ ชอบแม่ มาขอกับก๋ง ก๋งรีบยกให้ทันที ตอนนั้นแม่อายุแค่ 15 เอง แต่แม่ก็รักพ่อมาก ทนทุกข์ทรมานทุกอย่าง สละความสุขของตัวเอง ทนทุกข์ยากลำบากเลี้ยงลูกเพียงลำพัง เพื่อให้พ่อไปเคลื่อนไหวตามทางที่ตัวเองชอบอย่างเต็มที่โดยไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลัง แล้วพ่อก็ได้รับการติดคุกและถูกยิงเป้าเป็นสิ่งตอบแทน จากครอบครัวที่มีอันจะกินกลายเป็นครอบครัวที่ไม่มีจะกิน
พ่อกับแม่มีลูก 3 คน คนโตชื่อ วิทิต (พี่ปาน) คนที่ 2 ชื่อธำรง (พี่พิชัย) คนที่ 3 ชื่อ ควรครอง (หมอไพร) เป็นคนเล็ก เป็นลูกสาวด้วย พ่อจึงรักมาก เลยทะนุถนอมหน่อย ไม่ยอมให้รู้เรื่องอะไรเลย

สมัยเด็ก ๆ ข้างบ้านมีต้นฝรั่งให้ฉันและพี่ ๆ ปีนทางต้นไปเก็บกินแล้วปีนลงทางยอดต้นฝรั่งบนหลังคาบ้าน บางครั้งก็เล่นบาร์คู่บาร์เดี่ยวกับพี่ ๆ ฉันเลยทะโมนเหมือนเด็กผู้ชาย สมัยนั้นเรียกเท่ ๆ ว่า เหมือนทอมบอย เพราะต้องทำตามและเล่นกับพี่ชายตลอด
เลยหน้าบ้านไปประมาณ 4 เมตรมีบ่อน้ำ (ที่บ้านเรียกว่า น้ำส่าง) เป็นบ่อที่มีตาน้ำ แม้ทางอีสานจะขาดน้ำในหน้าแล้ง แต่ที่บ้านไม่เคยขาด เพราะน้ำในบ่อนี้ซึมออกมาให้ได้ดื่มใช้ตลอดทุกฤดูกาล ทิศเหนือของบ้าน มียุ้งข้าวสำหรับเก็บข้าวเปลือกไว้กินทั้งปี ข้าง ๆ ยุ้งมีครกกระเดื่องสำหรับตำข้าว เพราะสมัยนั้นยังไม่มีโรงสี จะกินข้าวทีต้องตำกันเอง ข้าง ๆ ยุ้งข้าวมีเล้าไก่ เลี้ยงไก่ด้วยข้าวเปลือกหรือรำข้าวที่ตำข้าว ฝัดข้าว จะมีปลายข้าวและรำหล่นลงพื้นให้ไก่ได้กินเป็นอาหาร ไข่ไก่จึงเป็นอาหารประจำของบ้าน นาน ๆ จะกินเนื้อไก่บ้าง รอบ ๆ มีที่ดินสำหรับทำสวนผัก ข้าง ๆ สวนผักมีลานสำหรับนวดข้าว
ขอบอกความลับว่า ลานสำหรับนวดข้าวทำกันอย่างไร ฉันเห็นพวกพี่ป้าน้าอากับพ่อ ช่วยกันเอาขี้ควายผสมดินโคลน น้ำ และฟางข้าวมาราดบนพื้น เกลี่ยให้ราบจนทั่ว แล้วปล่อยให้ความร้อนจากแสงแดดช่วยทำให้แห้งราบเรียบยิ่งกว่าพื้นซีเมนต์ในสมัยนี้ เพื่อเตรียมเป็นที่วางฟ่อนข้าว เมื่อเกี่ยวข้าวเสร็จตากจนแห้งแล้วจึงหาบฟ่อนข้าวในนามาวางเรียงเป็นชั้น ๆ ที่ลานนวดข้าว กองสูงเป็นพะเนิน เก็บจากนาหมดแล้วจึงเริ่ม”ตี”ข้าว เพื่อให้เมล็ดข้าวออกจากรวง แล้วนำข้าวเปลือกไปเก็บในยุ้ง ส่วนฟางข้าวเก็บไว้เลี้ยงควาย ในช่วงที่ตีข้าวยังไม่เสร็จ ต้องนอนเฝ้าข้าว พี่ ๆ จะนำฟางมาทำเป็นซุ้มนอน อุ่นดีมาก เพราะสมัยนั้นช่วงเดือนตุลาคมถึงมกราคมอากาศจะหนาวมาก กลางคืนยิ่งหนาว คนจน ๆ อย่างเราผ้าห่มมีน้อย ถ้านอนซุ้มกองฟางจะอุ่นดีมาก
ต่อจากลานนวดข้าวจะเป็นสวนมะม่วงแนวยาวประมาณ 20 กว่าเมตร แซมด้วยฝรั่ง มะเฟือง มะพร้าว หน้ามะม่วงกินไม่หวาดไม่ไหว ทิศเหนือคือหลังบ้าน ข้าง ๆ สวนมะม่วง มีสระน้ำกึ่งธรรมชาติ เพราะเดิมเป็นหนองน้ำอยู่แล้ว เพียงแต่พ่อนำไม้มาตัดเป็นท่อน ๆ ใหญ่ประมาณต้นขาคน ปักเรียงต่อกันเป็น 2 แถว เป็นคันคูคั่นหนองน้ำห่างกันเมตรครึ่งแล้วใช้ดินถมกั้นเป็นคูน้ำ ให้เดินได้สะดวก กลายเป็นสระน้ำ 3 แห่ง ด้วยเหตุนี้จึงเรียกชื่อว่า “บ้านหนองขอน” ที่ตื้น ๆ ใช้ดำนา ส่วนที่ลึกปล่อยให้เป็นที่ปลาธรรมชาติอยู่อาศัย เมื่อต้องการก็ไปวางเบ็ด หรือยกยอ (บ้านเรียกสะดุ้ง) เอาปลามากิน มีจอกแหน บัวสาย สาหร่ายน้ำจืด (บ้านเรียกเทา เอามาลาบกินอร่อยมาก) เป็นอาหารที่ไม่ต้องซื้อหา หน้าหนาวจะมีนกเป็ดน้ำจำนวนมากมาเล่นน้ำหาปลากิน โตมาฉันจึงรู้ว่านกเป็ดน้ำเหล่านี้หนีหนาวมาจากทางขั้วโลกเหนือ หน้าหนาวผิวน้ำในสระจะมีหมอกบาง ๆ ลอยเหนือน้ำ ถ้าลงไปอาบน้ำจะรู้สึกอุ่น
สมัยนั้น ต้นไม้ใหญ่น้อยยังเยอะ ป่ายังรกมาก ตอนหัวค่ำมีเสียงหมาป่าหอน น่าเสียวไส้มาก ธรรมชาติยังสวยงาม ท้องทุ่งนารอบ ๆ บ้านในช่วงดำนาเสร็จไม่นาน ต้นข้าวเริ่มติดรากใบข้าวเริ่มเขียวขจีไปทั่ว เวลาลมพัดเบา ๆ ยอดข้าวจะไหวเอนลู่ตามสายลมเป็นระลอกคลื่น แสนสวยงาม พอข้าวตั้งท้องจะส่งกลิ่นหอมโชยปกคลุมไปทั่ว รวงอ่อนของข้าวแต่ละต้นแข่งกันชูสลอนชี้ฟ้าอวดโฉมรับแสงแดด พอเมล็ดข้าวเต่งเต็มเมล็ด รวงข้าวโค้งก้มต่ำคารวะผืนดิน พอเมล็ดข้าวสุกจะสีทองเหลืองอร่ามครอบคลุมไปทั่วท้องทุ่ง ยามต้องแสงทองตอนตะวันจะลับฟ้างดงามเหลือพรรณนา เมื่อตะวันเริ่มจะลับทิวไม้ ทอแสงเรื่อเรืองแดงชมพูทาทาบขอบฟ้าทิศตะวันตกสวยงามชวนหลงใหล บ้านฉันเรียกว่าช่วง ‘ผีตากผ้าอ้อม’ จากนั้นรัตติกาลก็รุกไล่แสงเหล่านี้นำความดำมืดเข้าแทนที่ บ้านนาที่สร้างบ้านตามท้องนาของตัวเอง ค่อนข้างห่างไกลกัน ท่ามกลางความมืดจึงมองเห็นแสงไฟวิบวับริบหรี่เรือนรางจากแสงกะบอง (เป็นขี้ไต้ ที่ทำด้วยไม้ผุผสมกับน้ำมันยางนา) เป็นเครื่องมือให้ความสว่างแก่พวกเราชาวชนบทอีสาน เป็นบ้านนาที่ชวนให้หลงใหลใฝ่ฝันถึงคนึงหาในวัยเด็กอย่างไม่มีวันลืมเลือน
ด้วยอารมณ์เช่นนี้จึงมีเนื้อร้อง ทำนองเพลง จากนักแต่งเพลงที่ไพเราะและนักร้องเสียงดีที่สะท้อนสภาพสังคมชนบทเหมาะในยุคนั้นมากมาย สามารถรับฟังจากวิทยุทรานซิสเตอร์ นักร้องที่ฉันชอบมาก ๆ ในสมัยนั้น คือ ทูล ทองใจ, นริศ อารีย์, ชรินทร์ นันทนาคร, 3 ศักดิ์, วงจันทร์ ไพโรจน์, ผ่องศรี วรนุช, สมศรี ม่วงศรเขียว เป็นต้น สำหรับเพลงบ้านนาที่ชอบ เช่น ทุ่งรวงทอง “ทุ่งเอ๋ยทุ่งรวงทอง เห็นข้าวออกรวงน่ามอง ดุจแสงทองสีแห่งศรัทธา…” “ค่ำแล้วตะวันลับทิวไม้ไป ฝากแสงเรื่อเรืองวิไลชวนให้เหม่อใจฝันใฝ่ครวญ… มืดแล้วบ้านนาใต้ไฟเลือนลาง…” เป็นต้น หรือร้องเกี้ยวสาวก็ไม่พ้นบ้านนา เช่น “น้องเป็นราชินีบ้านนา สวยโสภากว่าน้องนางใด พี่ใคร่ยลโฉมโนมพรรณ แหนงใจใครหนอปั้น จิตรกรสวรรค์ช่างเสกสรรน้องมาหรือไร…” ซึ่งเป็นเพลงที่หนุ่มร้องจีบฉันในตอนอยู่ ม.5 (สมัยนี้ก็คง มศ.2) และหลาย ๆ เพลงที่เปิดทรานซิสต์เตอร์ไป ร้องตามไป นอนฟังตามเถียงนา หรือไม่ก็บนหลังควาย แสนสุขใจ
พอเข้าสู่หน้าแล้ง ท้องนาจะแตกระแหง กลางคืนฉันกับเพื่อนเด็ก ม.ต้น ประมาณ 11-12 ปีพากันจุดกระบอง (ขี้ใต้) นี่แหละไปหาจับเขียดตัวเล็ก ๆ ตามร่องดินที่แตกระแหงเพื่อนำมาแกงอ่อมเขียดในวันรุ่งขึ้น พอเห็นว่าดึกพอควรจึงมารวมกลุ่มกัน ดูว่าใครได้มากได้น้อย เย้าแหย่หยอกล้อกันดูว่าจมูกใครดำกว่ากัน เอามือที่ดำ ๆ จากขี้กะบองป้ายหน้าหยอกล้อกัน หน้าตามอมแมมไปตามกัน มีความสุขสนุกสนานตามประสาเด็กบ้านนา ความสุขเหล่านั้นยังตราตรึงในความทรงจำของฉัน ฉายให้เห็นยังกับเครื่องอัดเทปอัดไว้แล้วมาดูได้ใหม่ให้คิดคำนึงอยู่มิรู้ลืมจนทุกวันนี้
ในช่วงอายุ 5-6 ขวบ ใช้ขีวิตบ้าน ๆ อยู่กับแม่ พี่ปานกับพี่พิชัย พี่พิชัยเป็นคนที่เฮี้ยวที่สุดในบ้าน มีวีรกรรมเยอะ เช่นตอนพ่อเลี้ยงม้า กำลังป้อนหญ้าม้าอยู่ พี่เดินไปแหย่ข้างหลังม้า เลยโดนม้าดีดเอา กระเด็นไปไกลเป็นเมตร เจ็บตัวตามระเบียบ อีกครั้งหนึ่ง แหย่วัวแม่ลูกอ่อน วัวแม่ลูกอ่อนมันจะหวงลูกมาก พี่เขาเข้าไปแหย่ลูกวัว แม่วัวโกรธไล่ขวิด คิดว่าตัวเองวิ่งหนีทัน แต่เจ้ากรรมไปสะดุดล้ม แม่วัวตามทัน มันใช้เขาขวิดบนหลังบินเวลานาน ฉันต้องรีบเรียกผู้ใหญ่ให้มาไล่แม่วัวไปถึงรอดมาได้ หยอดน้ำข้าวไปหลายวัน อีกครั้งหนึ่งเลี้ยงควายในทุ่งนากับฉัน พี่อุ้มฉันขึ้นนั่งบนหลังควาย แล้วตัวเองขึ้นบนตอไม้กระบก แล้วอวดกับฉันว่า คอยดูนะจะบินขึ้นหลังควายให้ดู 1-2-3 หวือ ตุบ แอ๊ก ปรากฏว่าเลยหลังควายไปนอนแอ้งแม๊งบนพื้นนา เจ็บร้องโอดโอยจนผู้ใหญ่ต้องมาช่วย
ครั้งหนึ่งตอนฉันอายุยังไม่ถึงเกณฑ์เรียน พ่อไม่ได้อยู่บ้านไม่รู้ไปไหน ตอนหลังจึงรู้ว่าพ่อติดคุกในข้อหากบฏแยกดินแดน วันนั้นแม่หาบผักดอง (ส้มผัก ภาษาบ้านฉัน) ไปแลกข้าวกับชาวบ้านเพราะเราไม่มีแรงงานทำนา ไม่มีข้าวกิน เลยหาของไปแลกข้าว ตามประเพณีบ้านฉัน อยู่ ๆ มีรถยีเอ็มซีของทหารวิ่งปุเลงปุเลงฝุ่นตลบตามทางรถม้าเดิมมาจอดหน้าบ้าน ทหารติดปืนครบครันเต็มรถกระโดดลงมา ต่างรีบเอาเครื่องมือลงมารื้อหลังคา งัดฝาบ้าน งัดพื้นบ้าน จากนั้นก็ขุด ๆ ๆ ๆ เหมือนค้นหาอะไรในพื้นดินใต้ถุนบ้านนั้น ขุดจนดินขึ้นมากองเป็นพะเนิน ไม่เจออะไร เสร็จก็ปัดตูดขึ้นรถกลับไปโดยไม่ทำให้กลับเหมือนเดิม เล่นเอาฉันกับพี่สองคนยืนงงกัน คืนนั้นต้องนอนข้างกองดินนั่นแหละ แถมมารู้ตอนหลังว่าตำรวจกักตัวแม่ไว้ที่สถานีตำรวจ ค่ำมืดแล้วแม่ถึงไม่กลับมาหาเรา ข้าวไม่ได้กิน ที่นอนก็ไม่มี มีเพื่อนบ้านมาช่วยดู รุ่งเช้าตำรวจถึงปล่อยแม่กลับมา กลับมาตัวเปล่า กระบุง (ตะกร้าที่เอาผักดองไปแลกข้าวมากิน) ถูกตำรวจยึดไป แม่มีฝีบวมตุ่ยที่แขน เจ็บปวดมาก ตอนนั้นชาวบ้านที่อยู่ใกล้เคียงเอาข้าวมาให้กิน จึงรอดไปอีก 1 วัน จากนั้นชาวบ้านช่วยกันจัดการกับสิ่งระเกะระกะและช่วยซ่อมแซมบ้านขึ้นใหม่ ถึงได้มีบ้านคุ้มหัวกัน
จากบ้านนาที่แสนอบอุ่นสวยงามกลายเป็นผืนนาที่รกร้างว่างเปล่า เพราะพ่อถูกจับ ขาดแรงงานผู้ชาย ชีวิตอันทุกข์ระทมได้เริ่มต้นขึ้น
(ปรดติดตามตอนต่อไปฉบับหน้า)



