เวทีพี่น้อง
นิตินันท์  เปลื้องไทสงค์
 
#เสียงแคนจากลมหายใจชีวิต
ถอดรอยชีวิต “พ่อสมบัติ สิมหล้า” หมอแคนผู้สืบทอดภูมิปัญญาอีสาน
ในแผ่นดินอีสาน เสียงแคนมิได้เป็นเพียงเสียงดนตรี หากเป็นเสียงแห่งวิถีชีวิต เป็นภาษาของหัวใจ และเป็นลมหายใจของวัฒนธรรมที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น
แคนถือเป็นเครื่องดนตรีพื้นบ้านที่อยู่คู่กับสังคมอีสานมาอย่างยาวนาน ทั้งในงานบุญประเพณี งานมงคล การละเล่นพื้นบ้าน ตลอดจนการแสดงหมอลำที่เป็นเอกลักษณ์ของภูมิภาค เสียงแคนจึงไม่ได้ทำหน้าที่เพียงสร้างความไพเราะ หากยังเป็นสื่อกลางที่เชื่อมโยงผู้คนเข้ากับรากเหง้าทางวัฒนธรรม เป็นเสียงแห่งความทรงจำที่บอกเล่าเรื่องราวของผู้คนบนผืนแผ่นดินอีสานมาอย่างยาวนาน
การเดินทางตามรอยภูมิปัญญาพื้นบ้านครั้งนี้ นำพาผมมาพบกับบุคคลผู้หนึ่งที่ได้รับการยกย่องจากลูกศิษย์และผู้คนในวงการดนตรีพื้นบ้านว่าเป็น “หมอแคนเทวดา” “หมอแคนอัจฉริยะ” และ “หมอแคนนิ้วทองคำ”
ท่านคือ “พ่อสมบัติ สิมหล้า” ครูภูมิปัญญาผู้มีลูกศิษย์ลูกหากระจายอยู่ทั่วประเทศ
การได้มาพบพ่อสมบัติในครั้งนี้ เกิดขึ้นจากคำแนะนำของพ่อครูทรงศักดิ์ ปทุมสินธุ์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดงดนตรีพื้นบ้านอีสาน ผู้กล่าวกับผมว่า
“ถ้าอยากรู้เรื่องแคน ให้ไปหาพ่อสมบัติ สิมหล้า”
และเมื่อได้มานั่งสนทนา ได้ฟังเสียงแคน และได้รับฟังเรื่องราวชีวิตของท่านด้วยตนเอง จึงเข้าใจได้ทันทีว่าทำไมชื่อของพ่อสมบัติจึงได้รับการเคารพจากผู้คนจำนวนมาก
พ่อสมบัติเล่าว่า ท่านเริ่มเรียนรู้การเป่าแคนตั้งแต่อายุเพียง 6 ขวบ แต่กว่าจะเป่าได้อย่างแท้จริงก็ต้องใช้เวลาจนถึงอายุราว 10 – 11 ปี
ผู้ที่ถ่ายทอดวิชาให้ไม่ใช่ใครอื่น หากเป็น “พ่อโป่ง สิมหล้า” บิดาของท่านเอง ซึ่งเป็นหมอแคนที่มีชื่อเสียงในอดีต
สมัยนั้นการเรียนแคนแตกต่างจากปัจจุบันอย่างสิ้นเชิง ไม่มีตำรา ไม่มีโน้ตดนตรี ไม่มีสื่อการสอน ทุกอย่างอาศัยเพียงการฟัง การจดจำ และการฝึกฝนอย่างหนัก
เด็กชายสมบัติในวันนั้นต้องเฝ้าสังเกตการวางนิ้วของผู้เป็นพ่อ ฟังเสียงทีละท่อน จดจำทีละลาย และนำกลับไปฝึกด้วยตนเอง
“ผู้ใดจำได้ก็ได้ ผู้ใดจำบ่ได้ก็ต้องเริ่มใหม่”
คือหลักการเรียนรู้ของหมอแคนรุ่นเก่า
นอกจากการจดจำทำนองแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดคือการฝึกลมหายใจให้สัมพันธ์กับลิ้นแคน เพราะแคนเป็นเครื่องดนตรีที่ต้องอาศัยทั้งการหายใจเข้า หายใจออก ควบคู่กัน
พ่อสมบัติเล่าว่า การฝึกในช่วงแรกนั้นยากลำบากอย่างยิ่ง ต้องใช้เวลานานหลายเดือนกว่าจะควบคุมลมและจังหวะได้
ผู้เฒ่าผู้แก่ในสมัยก่อนมักให้ลูกหลานออกไปฝึกในสถานที่เงียบสงบ ห่างไกลผู้คน เพื่อให้เกิดสมาธิอย่างแท้จริง
“ให้ไปนั่งเป่าผู้เดียว อยู่ห่างคน ห่างเสียงรบกวน”
คำสอนง่าย ๆ นี้ กลายเป็นรากฐานสำคัญที่หล่อหลอมให้พ่อสมบัติกลายเป็นหมอแคนผู้มีสมาธิ และความละเอียดอ่อนทางดนตรี
กว่าจะเป่าแคนได้คล่อง เข้าใจจังหวะอย่างแท้จริง ต้องใช้เวลานานเกือบครึ่งปี
เมื่อเริ่มมีความชำนาญ บิดาจึงถ่ายทอดลายแคนพื้นฐานสำคัญ ได้แก่ ลายใหญ่ ลายน้อย สุดสะแนน ลายสร้อย และโป้ซ้าย ซึ่งถือเป็นหัวใจของการเป่าแคนแบบดั้งเดิม
พ่อสมบัติไม่ได้เติบโตมาเพียงในครอบครัวหมอแคนเท่านั้น แต่ยังอยู่ท่ามกลางครอบครัวศิลปินพื้นบ้าน พี่สาวของท่านหลายคนเป็นหมอลำ มีส่วนเกี่ยวข้องกับคณะหมอลำชื่อดัง “เพชรวังไฮ” ในอดีต
บรรยากาศของเสียงลำ เสียงแคน และศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน จึงเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตมาตั้งแต่วัยเยาว์
อย่างไรก็ตาม เส้นทางชีวิตของหมอแคนในอดีตไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ
หลังจากเริ่มเป่าแคนได้ พ่อสมบัติในวัยเพียง 11 – 12 ปี ได้ออกเดินทางพร้อมญาติผู้ใหญ่ไปเป่าแคนตามตลาด และชุมชนต่าง ๆ
ท่านเล่าอย่างตรงไปตรงมาว่า ในยุคนั้นหลายคนเรียกสิ่งที่ทำว่า “การขอทาน” แต่สำหรับเด็กชายผู้รักเสียงแคน มันคือหนทางในการดำรงชีวิตและเรียนรู้โลกกว้าง
จากตลาดในอำเภอบอระบือ สู่มหาสารคาม ร้อยเอ็ด กาฬสินธุ์ มุกดาหาร และอีกหลายพื้นที่ในภาคอีสาน
ทุกเช้าเด็กชายคนหนึ่งจะนั่งเป่าแคนอยู่ตามตลาดสด ผู้คนที่เดินผ่านไปมาต่างหยุดฟัง บ้างให้กำลังใจ บ้างหยิบยื่นเงินเล็ก ๆ น้อย ๆ ด้วยความเอ็นดู
ค่ำคืนหลายครั้งต้องอาศัยตลาดสด หรือสถานที่สาธารณะเป็นที่พัก
แม้จะเป็นชีวิตที่ลำบาก แต่ก็เป็นโรงเรียนชีวิตที่สำคัญที่สุด
เสียงแคนไม่เพียงสร้างรายได้ หากยังพาให้เด็กชายสมบัติได้เรียนรู้ผู้คน เรียนรู้สังคม และเรียนรู้คุณค่าของความอดทน
จนวันหนึ่ง โชคชะตาก็พาท่านไปพบกับหมอลำชื่อ “วิรัตน์ ม้าแข่ง”
เมื่อได้ฟังการเป่าแคนของเด็กหนุ่มจากบอระบือ หมอลำผู้นั้นมองเห็นแวว และชักชวนให้ไปอยู่ด้วย
พ่อสมบัติจึงได้เข้าไปใช้ชีวิตอยู่ที่วัดดงเค็ง อำเภอประทาย จังหวัดนครราชสีมา
สถานที่แห่งนั้นเปรียบเสมือนศูนย์รวมของศิลปินพื้นบ้าน หมอลำจากหลายพื้นที่ มีผู้คนเดินทางเข้ามาเรียนรู้ศิลปะการลำและดนตรีพื้นบ้านอยู่ตลอดเวลา
พ่อสมบัติใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นนานถึง 5 ปี
ช่วงเวลานั้นเปรียบเสมือนมหาวิทยาลัยชีวิต ที่ทำให้ท่านได้เรียนรู้ทั้งการลำ การเป่าแคน และภูมิปัญญาของครูบาอาจารย์รุ่นก่อนอย่างลึกซึ้ง
จากเด็กชายผู้เริ่มต้นด้วยการฟังและจดจำเสียงแคนทีละท่อน ค่อย ๆ เติบโตเป็นหมอแคนผู้สร้างสรรค์ลายแคนอันเป็นเอกลักษณ์ของตนเอง
ลายแคนหลายบทที่ท่านคิดค้นและถ่ายทอด ถูกนำไปใช้ในการแข่งขันจนได้รับรางวัลระดับประเทศ  กลายเป็นมรดกทางดนตรีที่ลูกศิษย์จำนวนมากยังคงนำไปสืบทอดจนถึงปัจจุบัน
ทุกวันนี้ พ่อสมบัติยังคงทำหน้าที่ครูภูมิปัญญา ถ่ายทอดองค์ความรู้เรื่องแคนให้แก่ผู้สนใจและลูกศิษย์จากหลากหลายพื้นที่ ด้วยความเชื่อว่าศิลปวัฒนธรรมจะคงอยู่ได้ก็ต่อเมื่อมีผู้เรียนรู้และสืบทอดต่อไป
สำหรับพ่อสมบัติ แคนไม่ใช่เพียงเครื่องดนตรี แต่เป็นมรดกทางจิตวิญญาณ เป็นศาสตร์และศิลป์ที่บรรพบุรุษฝากไว้ให้ลูกหลานดูแลรักษา
เรื่องราวชีวิตของพ่อสมบัติ สิมหล้า จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของหมอแคนคนหนึ่ง
แต่เป็นเรื่องราวของความเพียร ความอดทน และพลังของภูมิปัญญาพื้นบ้านที่ถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น
เสียงแคนที่ก้องกังวานอยู่ในวันนี้ จึงไม่ได้เกิดจากลมหายใจเพียงชั่วครู่ หากเกิดจากการสั่งสมประสบการณ์ ความมุ่งมั่น และการอุทิศชีวิตทั้งชีวิตให้กับศิลปวัฒนธรรมอีสาน
ตราบใดที่ยังมีครูภูมิปัญญาอย่างพ่อสมบัติ สิมหล้า คอยถ่ายทอดองค์ความรู้ให้คนรุ่นหลัง เสียงแคนแห่งแผ่นดินอีสานก็จะยังคงกังวานอยู่ในหัวใจของผู้คน และบอกเล่าเรื่องราวของรากเหง้าทางวัฒนธรรมสืบต่อไปไม่รู้จบ

WP2Social Auto Publish Powered By : XYZScripts.com