จาก “บารายปราสาทสระกำแพงน้อย” ในแผ่นดินศรีชยวรมัน สู่ “แหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์แห่งการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช ๒๕๖๒” ในแผ่นดินพระทรงธรรม

203

พระฉายาลักษณ์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๑๐
(ขอบคุณภาพจากสำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี)

จาก “บารายปราสาทสระกำแพงน้อย” ในแผ่นดินศรีชยวรมัน

สู่ “แหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์แห่งการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

พุทธศักราช ๒๕๖๒” ในแผ่นดินพระทรงธรรม*

* บทความเรื่องนี้เรียบเรียงขึ้นเพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในมหามงคลการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช ๒๕๖๒ โดยเรียบเรียงขึ้นก่อนการจัดงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ระหว่างวันที่ ๔ – ๖ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๒ ในการเรียบเรียงครั้งนี้ผู้เขียนได้ใช้พระปรมาภิไธยล่าสุดของพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ ๑๐ แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ คือ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร รวมถึงการใช้คำราชาศัพท์บางคำด้วย

“พลโทวีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชกระแสทรงชมเชยผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดที่ได้จัดพิธีพลีกรรมตักน้ำศักดิ์สิทธิ์ ตามที่รัฐบาลมอบหมายให้กระทรวงมหาดไทยดำเนินการเพื่อนำไปประกอบพิธีเสกน้ำพระพุทธมนต์ ณ พุทธเจดีย์สถาน และทูลเกล้าฯ ถวายในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกตามโบราณราชประเพณี เสร็จเรียบร้อยอย่างสมพระเกียรติ”

“ในนามของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี รู้สึกสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดไม่ได้ โดยขอเชิญชวนทุกภาคส่วนหลอมรวมใจกันจัดพระราชพิธีให้สำเร็จลุล่วงสมบูรณ์ในทุกขั้นตอน ด้วยความรักสามัคคีเป็นหนึ่งเดียว และทุ่มเทอย่างสุดกำลังเพื่อให้เกิดสิริมงคลแก่ประเทศชาติและประชาชนสืบไป”

(ที่มาของข่าวในพระราชสำนัก : https://workpointnews.com)

ปวงข้าพระพุทธเจ้าในร่มพระบารมีต่างน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้

สระน้ำหรือบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์วัดเทพปราสาทสระกำแพงน้อย ขณะจัดพิธีพลีกรรมตักน้ำศักดิ์สิทธิ์ มีการปรับภูมิทัศน์ใหม่ในปีมหามงคล พุทธศักราช ๒๕๖๒ (ขอบคุณภาพจากสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดศรีสะเกษ)

ในวัฒนธรรมไทยปัจจุบัน พระราชประเพณีการสืบราชสมบัติมีการทำให้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยกฎมณเทียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พุทธศักราช ๒๔๖๗ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรง “สมมติ” เจ้านายพระองค์ใดเป็นรัชทายาทได้ และในรัฐธรรมนูญ พ.ศ.๒๕๓๔ มีการกำหนดว่าผู้สืบราชสมบัติเป็นพระราชธิดาก็ได้ โดยความเห็นชอบของรัฐสภา ซึ่งยังปรากฏในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน (พ.ศ.๒๕๖๐)

เมื่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เสด็จสู่สวรรคาลัยในวันที่ ๑๓ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๕๙ ท่ามกลางความโศกเศร้าอาลัยอย่างใหญ่หลวงของคนไทยทั้งมวล ต่อมาในวันที่ ๑ ธันวาคม นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ในนามประชาชนชาวไทยได้กราบบังคมทูลสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จขึ้นทรงราชย์ ตั้งแต่วันที่ ๑๓ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๕๙ ทรงพระนามว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร เป็นรัชกาลที่ ๑๐ ในพระบรมราชจักรีวงศ์ ขอทรงพระเจริญ

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ตั้งการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ระหว่างวันที่ ๔ – ๖ พฤษภาคม ๒๕๖๒ เพื่อความเป็นสวัสดิมงคลแก่บ้านเมือง ซึ่งเป็นที่ปีติยินดีแก่ประชาชนทั่วหล้า ถือเป็นเหตุการณ์สำคัญและศักดิ์สิทธิ์อย่างยิ่งที่จะต้องจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ของชาติ

แหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ตามโบราณราชประเพณี ที่ใช้ในพระราชพิธีของพระมหากษัตริย์ตั้งแต่อดีตสืบต่อกันมายาวนานจนถึงปัจจุบัน ได้แก่ สระศักดิ์สิทธิ์ทั้งสี่แห่งเมืองสุพรรณบุรี ประกอบด้วย สระแก้ว สระคา สระยมนา สระเกษ เป็นสระน้ำโบราณอยู่ในปริมณฑลเดียวกัน ตั้งอยู่ที่บ้านท่าเสด็จ ตำบลสระแก้ว อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี อยู่ใกล้กับลำน้ำท่าว้า ลำน้ำสายเก่าของแม่น้ำสุพรรณบุรี จนกระทั่งภายหลังในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ได้เริ่มตักน้ำศักดิ์สิทธิ์ เพื่อใช้การพระราชพิธีสำคัญต่าง ๆ จากจังหวัดสำคัญ ๆ จนกระทั่งถึงรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร จึงได้มีการตักน้ำในพื้นที่ทั้ง ๗๗ จังหวัด ไปรวมกับน้ำจากแม่น้ำสายประวัติศาสตร์ที่ สำคัญของไทยทั้ง ๕ สาย คือ แม่น้ำป่าสัก แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำบางปะกง แม่น้ำราชบุรี และ แม่น้ำเพชรบุรี รวมเรียกว่า “เบญจสุทธคงคา” เพื่อนำไปทำน้ำสรงมุรธาภิเษกและใช้ในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช ๒๕๖๒

ในพื้นที่ของจังหวัดศรีสะเกษ ได้มีการใช้พื้นที่ของบารายหรือสระน้ำศักดิ์สิทธิ์บริเวณปราสาทสระกำแพงน้อย ภายในวัดเทพปราสาท สระกำแพงน้อย ซึ่งมีศาสนสถานสำคัญ คือ ปราสาทหินวัดสระกำแพงน้อย ตั้งอยู่ที่บ้านกลาง ตำบลขะยุง อำเภอเมืองศรีสะเกษ ห่างจากตัวจังหวัด ๘ กิโลเมตร อยู่ด้านขวามือติดถนนบนเส้นทางสายศรีสะเกษ – อุทุมพรพิสัย ปราสาทหินสระกำแพงน้อยประกอบด้วยปรางค์และวิหารก่อด้วยศิลาแลง สันนิษฐานว่าปราสาทหินแห่งนี้เดิมเป็นศาสนสถานมาก่อน แล้วต่อมาในพุทธศตวรรษที่ ๑๘ รัชสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ อาจมีการบูรณะ หรือสร้างเพิ่มเติมขึ้นมาใหม่ สังเกตได้จากการมีสถาปัตยกรรมแบบบายนอยู่ด้วย สิ่งก่อสร้างดังกล่าวเรียกกันในสมัยนั้นว่า “อโรคยศาล” หมายถึง สถานพยาบาลหรือสุขศาลา (สุขตาลัย) ประจำชุมชนนั่นเอง มีสระน้ำทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้ากรุด้วยศิลาแลงเป็นขั้นบันไดลงไปทั้งสี่ด้านอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ถือได้ว่าเป็นสระน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่มีมาตั้งแต่ยุคพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ ดังที่ภราดร ศรปัญญา และคณะ ได้รจนาไว้ว่า “สระกำแพง คือบารายศิลากั้น, เป็นขั้นขั้น ทอดตะพัง ขังน้ำได้, ทั้งคนอยู่ คนผ่าน สำราญใจ, เป็นที่พัก รักษาไข้ ระหว่างทาง”

จากที่กล่าวมา ปราสาทสระกำแพงน้อย ถือว่าเป็นศาสนสถานที่เกิดจากพระราชกรณียกิจด้านการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ ทรงบำเพ็ญพระองค์เป็นผู้อุปถัมภ์พระพุทธศาสนา เช่นพระเจ้าอโศกมหาราชแห่งราชวงศ์โมริยะในอินเดีย คือทรงเผยแผ่พระพุทธศาสนา ทรงก่อสร้างศาสนสถาน ศิลาจารึก ศาลาพักแรมทาง โรงพยาบาลในดินแดนต่าง ๆ มากมาย

ผู้เขียนในฐานะผู้ศึกษาประวัติศาสตร์เห็นว่าท่านอาจทำพระองค์ให้มีบทบาทมากกว่าพระเจ้าอโศกในประวัติศาสตร์อินเดียเสียด้วยซ้ำไป พระเจ้าอโศกมหาราชทรงอุปถัมภ์พุทธศาสนาลัทธิเถรวาทหรือหินยาน ซึ่งส่วนใหญ่จะมุ่งสอนให้บุคคลช่วยตนเองเป็นข้อใหญ่ โดยผู้อื่นนั้นมิอาจจะช่วยเหลือได้ แต่ในขณะเดียวกันก็สอนให้บุคคลมีจิตเมตตากรุณาต่อผู้อื่น การที่พระเจ้าอโศกทรงกระทำสิ่งเหล่านี้ก็เพื่อแสดงถึงความมีพระทัยเมตตากรุณาต่อประชาชน เพื่อทำให้ประชาชนเลื่อมใสพระพุทธศาสนาและอำนวยความสะดวกสบายแก่ประชาชนอีกโสดหนึ่งด้วย ส่วนพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ นั้นทรงอุปถัมภ์พุทธศาสนาเช่นเดียวกันแต่เป็นลัทธิมหายาน ประกอบด้วยพระพุทธเจ้าหลายพระองค์และพระโพธิสัตว์ผู้ซึ่งยังไม่ยอมเข้าสู่นิพพาน แต่จะคอยช่วยเหลือสรรพสัตว์สู่นิพพานก่อน แล้วพระองค์จะเสด็จตามไปเบื้องหลัง

จากความสำคัญดังกล่าว จะเห็นได้ว่าความศักดิ์สิทธิ์ของปราสาทหินสระกำแพงน้อยและบารายได้มีมาตลอดรัชสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ ซึ่งอาจใช้เป็นน้ำที่ใช้ประกอบพิธีกรรมเพื่อการรักษาในสถานที่แห่งนี้ จนกระทั่งภายหลังอาณาจักรเขมรโบราณเสื่อมอำนาจ พื้นที่แถบนี้ก็ร่วงโรยรกร้างไป จนกระทั่งมีการตั้งบ้านแปงเมืองในอาณาบริเวณจังหวัดศรีสะเกษในปัจจุบัน ได้แก่ยุคเมืองศรีนครลำดวน เมืองขุขันธ์ จนถึงเมืองศรีสะเกษในปัจจุบัน เรื่องราวเล่าขานความศักดิ์สิทธิ์ของปราสาทสระกำแพงน้อยและบารายยังคงเล่าสืบต่อกันมา รวมทั้งมีปรากฏในหลักฐานประเภทต่าง ๆ ด้วย ภายหลังปราสาทแห่งนี้ได้เป็นส่วนหนึ่งของวัดเทพปราสาทสระกำแพงน้อยมาจนถึงปัจจุบัน

ในสมัยรัตนโกสินทร์ มีการนำน้ำจากสระน้ำศักดิ์สิทธิ์นี้ไปใช้ในพิธีกรรมต่าง ๆ เช่น พิธีเสกน้ำพระพุทธมนต์ทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๘๐ พรรษา ๕ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๕๐ และในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๗ รอบ ๕ ธันวาคม ๒๕๕๔ โดยในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ได้นำน้ำศักดิ์สิทธิ์ไปประกอบพิธีทำน้ำอภิเษกเจริญพระพุทธมนต์ในวันจันทร์ที่ ๘ เมษายน ๒๕๖๒ และมีการเวียนเทียนสมโภชน้ำอภิเษกในวันอังคารที่ ๙ เมษายน ๒๕๖๒ ณ วัดมหาพุทธาราม พระอารามหลวง เพื่อใช้ในการงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช ๒๕๖๒ ต่อไป

การศึกษาเรื่องแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ในจังหวัดศรีสะเกษที่ถือเป็นตัวแทนหนึ่งของปัญจมหานทีที่ไหลมาจากสระอโนดาตที่ป่าหิมพานต์ นับว่าเป็นแนวทางหนึ่งของการเรียนรู้โบราณราชประเพณีอันทรงคุณค่าของชาติ เพื่อร่วมกันเชิดชูสถาบันพระมหากษัตริย์ให้ มั่นคงสถิตสถาพรตลอดกาลนาน

นายวีระศักดิ์ วิจิตร์แสงศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ ขณะประกอบพิธีเสกน้ำอภิเษกที่วัดมหาพุทธราม พระอารามหลวง (ขอบคุณภาพจากสำนักงานวัฒนธรรม จังหวัดศรีสะเกษ)

*****

“พวกเราบรรดาพสกนิกรที่จะได้พบเห็นพระราชพิธีครั้งนี้ตื่นเต้นเป็นพิเศษ เพราะนอกจากจะเป็นโอกาสที่จะได้สำแดงความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ที่ทรงรับพระบรมราชาภิเษกแล้ว ยังเป็นวาระที่จะได้พบเห็นพระราชพิธีสำคัญที่ส่องสะท้อนให้เห็นความเจริญทางวัฒนธรรมของชาติไทยที่มีมาหลายร้อยปีด้วย และผมมีความภูมิใจที่ทางรัฐบาลและทางจังหวัดฯ ได้ให้ความรู้ประชาชนในท้องถิ่นจากการเสวนา “เสวยราชสมบัติกษัตรา” ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ หรือสถาบันของ “คนของพระราชา ข้าของแผ่นดิน” เพราะราชภัฏคือสถาบันที่เป็นที่พึ่งของท้องถิ่นตามพระราโชบาย ร.๑๐ และได้นำน้ำศักดิ์สิทธิ์จากจังหวัดศรีสะเกษไปเป็นส่วนหนึ่งของพระราชพิธีดังกล่าวด้วย”

ขอพระองค์ทรงพระเจริญ

ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม

ข้าพระพุทธเจ้า

นายสิริชัย ศรีชัย

ประธานสมาพันธ์นิสิตนักศึกษา
มหาวิทยาลัยราชภัฏ กลุ่มภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

“ตามโบราณราชประเพณี การเป็นพระมหากษัตริย์โดยสมบูรณ์จะทรงรับการบรมราชาภิเษกเฉลิมพระปรมาภิไธยเป็นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อันเป็นพระราชพิธีสำคัญยิ่ง แสดงให้เห็นถึงวัฒนธรรมอันงดงามและคติความเชื่อเรื่องจักรพรรดิราชที่ปรากฏให้เห็นในพิธีกรรมของชนชั้นนำที่สืบเนื่องมาตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนปลาย และเป็นการเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ให้ทรงพระเกียรติยศสูงสุดสมกับที่ทรงเป็นพระมิ่งขวัญของปวงชนชาวไทยตลอดกาล”

ขอพระองค์ทรงพระเจริญ

ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม

ข้าพระพุทธเจ้า

นายอดิศักดิ์ องอาจ

นักศึกษาสาขาวิชาสังคมศึกษา
คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ

อ้างอิง/ภาพประกอบ

กระทรวงวัฒนธรรม. (๒๕๖๒).ประมวลองค์ ความรู้พระราชพิธีบรมราชาภิเษก. กรุงเทพฯ: รุ่ง ศิลป์การพิมพ์.

ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้อง ถิ่นอันเป็นเอกลักษณ์จังหวัดศรีสะเกษ. (๒๕๓๕). อุบลราชธานี: ยงสวัสดิ์อินเตอร์กรุ๊ป.

ภราดร ศรปัญญา; และคนอื่น ๆ. (๒๕๕๗). บทกวีนิพนธ์ : แผ่นดินศรีสะเกษ. อุบลราชธานี: ยง สวัสดิ์อินเตอร์กรุ๊ป.

ภราดร ศรปัญญา; และคนอื่น ๆ. (๒๕๕๘). ศรีสะเกษ จังหวัดของเรา เล่ม ๑ : ประวัติศาสตร์

สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม. อุบลราชธานี:ยงสวัสดิ์อินเตอร์กรุ๊ป.

ภราดร ศรปัญญา; และคนอื่น ๆ. (๒๕๖๑). ปราสาทสระก􀄞ำแพงน้อย. ขอนแก่น: คลังนานา วิทยา.

สัมฤทธิ์ ศรีบูรณ์. (มปป.). แหล่งศิลปกรรม จังหวัดศรีสะเกษ. อุบลราชธานี: อุบลกิจออฟเซทกา รพิมพ์.

เสวยราชสมบัติกษัตรา. (๒๕๖๒). เอกสารเผย แพร่ของสำนักพิมพ์มติชนในงานเสวนาเสวย ราชสมบัติกษัตรา. ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ วันที่ ๒๗ มีนาคม ๒๕๖๒.

วัดเทพปราสาทสระกำแพงน้อย อำเภอเมืองฯ จังหวัดศรีสะเกษ

สำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี

สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดศรีสะเกษ

สัมภาษณ์นายสิริชัย ศรีชัย ณ คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ, วันศุกร์ที่ ๑๒ เมษายน ๒๕๖๒.

สัมภาษณ์นายอดิศักดิ์ องอาจ ณ คณะ ครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ, วันศุกร์ที่ ๑๒ เมษายน ๒๕๖๒.

https://workpointnews.com

ttp://isan.tiewrussia.com

 

ขอบพระคุณคณะกรรมการดำเนินงาน คณาจารย์และผู้ที่ให้ข้อมูลและคำแนะนำ

ผศ.ดร.ประดิษฐ ศิลาบุตร ที่ปรึกษาอธิการบดี มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ

ดร.คนึงชัย วิริยะสุนทร คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ

ดร.ชนมน สุขวงศ์ คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ

นายสิริชัย ศรีชัย ประธานสมาพันธ์นิสิต นักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏกลุ่มภาคตะวันออก เฉียงเหนือ

นายอดิศักดิ์ องอาจ นักศึกษาสาขาวิชา สังคมศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏ ศรีสะเกษ

 

 

นิตยสาร “ทางอีศาน” ฉบับที่ ๘๕ 

ฉบับก้าวสู่ปีที่ ๘ ประจำเดือนพฤษภาคม ๒๕๖๒

นิตยสารรายเดือนของชาวอีสานและคนไททุกภูมิภาค

ลึกซึ้งรากเหง้า เข้าใจปัจจุบัน รู้ทันอนาคต

หนังสือแนะนำ



บทความที่คุณอาจจะสนใจ

WP Facebook Auto Publish Powered By : XYZScripts.com