มัณฑเลย์…สะพานข้ามกาลเวลา ตอนที่ ๑

“ชุมชนใกล้สะพานอูเบ็ง ริมทะเลสาบ ตองตามัน เชลยศึกจากอยุธยาครั้งกรุงแตกใน พ.ศ.๒๓๑๐ ได้ถูกกองทัพของหงสาวดีกวาดต้อน เข้ามา เชลยจำนวนหนึ่งได้มาเป็นพลเมืองและ มาตั้งรกรากอยู่ที่นี่ หนึ่งในจำนวนนั้นมีบรรพชิต รูปหนึ่งเคยเป็นพระเจ้าแผ่นดินของอยุธยาในช่วง เวลาสั้น ๆ นามว่า พระเจ้าอุทุมพร หรือที่เรียก กันภายหลังว่า ขุนหลวงหาวัด พระองค์เคยช่วย ให้อยุธยารอดพ้นจากกองทัพพม่าในศึกอลอง พญา ทำให้บ้านเมืองสงบได้อีก ๗ ปีก่อนจะมา เสียกรุงให้กับพระเจ้ามังระ พระราชโอรสของ พระเจ้าอลองพญา…” แทบทุกครั้งที่หน้า ประวัติศาสตร์ไทยมักจบลงที่การเสียกรุง ศรีอยุธยาให้กับพม ่า อย่างไม่สามารถจะ เปลี่ยนแปลงได้แต่ครั้งนี้คือการได้มาไกลกว่า เดิมตามเส้นทางสองขาของเชลยศึก

ดิฉันได้มามัณฑเลย์สองครั้ง ครั้งแรกเป็น เวลาที่พม่าเปิดประเทศใหม่ๆ ในเดือนธันวาคม ช่วงฤดูหนาวกับอีกสามปีต่อมาในเดือนสิงหาคม ช่วงฤดูฝน สิ่งที่น่าประทับใจของสถานที่นี้คือการได้รอชมอาทิตย์อัศดงท่ามกลางผืนน้ำที่มี สะพานไม้ทอดยาวผู้คนสองฟากฝั่งยังคงเดินไป มา ทันทีที่แสงบนท้องฟ้าค ่อยหรี่ลง ท้องฟ้า เปลี่ยนเป็นสีส้มห่มคลุมลงมา ความอบอวลช่าง ประหลาด พอไปกระทบกับหัวใจของคู่รักที่มา ยืนใกล้กันสบตากัน พาให้รัศมีนัยน์ตาของคนมี ความรักเรืองรอง บรรยากาศนี้อยู่ในช่วงฤดู หนาวในวันท้องฟ้าแจ่มใสอีกครั้งที่เดิม ในฤดูฝน ยามเย็นบนสะพานไม้อูเบ็ง สะพานไม้สักที่ยาว ที่สุดในโลก มีฝนตกปรอยๆ ท้องฟ้าครึ้ม ลมพัด แรงมาก ผู้คนยังคงเดินไปมาขวักไขว่ ความ แจ่มใสของผู้คนยังคงสัมผัสได้ราวกับเป็นสายลม สีหน้า แววตา รอยยิ้ม เสียงหัวเราะหยอกล้อกัน

ดิฉันไม่อาจบอกได้ชัดแจ้งว่าบรรยากาศ ของผู้คนที่เดินไปมา ได้เกิดเป็นมุมมองที่ มหัศจรรย์ได้อย่างไร การมาครั้งที่สอง มีเวลา เดินข้ามไปอีกฟากหนึ่งของสะพาน เห็นว่าเป็น ชุมชนแบบทั่วไป มีบ้านเรือน ร้านขายของชำ เล็กๆ มีวัดเจดีย์บรรยากาศพ้นจากสะพานโดย รวมเหมือนตัดขาดจากบรรยากาศชวนฝันนั้น แต่ สิ่งที่ชัดเจนของการมาที่นี่ทั้งสองครั้ง คือเราได้ เห็นจังหวะชีวิตของผู้คนที่เดินสวนทางกันไปมาได้เห็นวัฒนธรรมที่เป็นรากเหง้าในวิถีชีวิต ภาพ ของผู้หญิงนุ ่งซิ่นวางของบนศีรษะเดินตัวปลิว ชายวัยกลางคนนุ่งโสร่งจูงจักรยานรุ่นเก่า รู้สึก เพลินกับการมองลวดลายทานาคาบนแก้มทั้ง เด็กและผู้ใหญ่ ที่เด่นสะดุดตาเป็นจีวรสีเหลือง ของภิกษุที่มองเห็นเป็นระยะ พระพม่าเท่าที่ สังเกตดูหลายท่านรู้สึกได้ทันทีว่าเป็นผู้ใฝ่รู้มี ความแจ่มใส อัธยาศัยไมตรีดีท่านกระตือรือร้น เวลามีนักท่องเที่ยวฝรั่งซักถามอย่างสนใจในเรื่อง ราวต่างๆรวมถึงเรื่องพุทธศาสนาครั้งหนึ่งขณะ ที่เราเดินตามกันถ่ายรูปไปช้าๆ บนสะพาน ภิกษุ รูปหนึ่งท่านเอ่ยทักทายถามว่าเป็นคนไทยใช่ไหม ท่านถามสารทุกข์สุกดิบเรื่องน้ำท่วมใหญ่ใน ประเทศไทย ท่านบอกว่าดูจากข่าวเห็นว่าน้ำ ท่วมเยอะมาก

 

 

 

บางช่วงของสะพานจะมีแม่ค้านำสินค้ามา วางขาย เป็นพวกผลไม้และขนม ที่ดูแปลก เหลือบมองไปที่พื้นมีกรงไม้สองอัน ในกรงมีนก ฮูก ทราบมาว่านกฮูกเป็นสัตว์มงคลของพม่าซึ่ง เราจะเห็นได้จากของที่ระลึกที่จะทำเป็นนกฮูก หลากหลายแบบ ด้วยวัสดุที่แตกต่างกันไป มี ตั้งแต่ทำด้วยกระดาษ ทำเป็นกระปุกเครื่องเขิน มองไกลออกไปยังผืนน้ำ มีเรือรับจ้างลำ เล็กหลายลำพานักท่องเที่ยวชมทิวทัศน์ ในเงา ของน้ำมีภาพสะท้อนของเจดีย์ที่มองเห็นไกล ลิบ ๆ ใกล้กับสะพานช่วงน้ำตื้น มีชาวประมง พร้อมอวนและอุปกรณ์กำลังสาละวนกับการหา ปลา

ไม่ไกลนักจากที่ตรงนี้มีสถูปองค์หนึ่งใน บริเวณสุสานล้านช้างสันนิษฐานจากคำบอกเล่า ของชาวบ้านที่ตรงกับนักวิชาการประวัติศาสตร์ พม่าและพระสงฆ์ว่า น่าจะเป็นสถูปบรรจุ พระบรมอัฐิของพระเจ้าอุทุมพร ในข่าวของ ไทยรัฐ ได้รายงานว่าในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๖ ทางการพม่าได้อนุญาตให้ไทยส่งนัก โบราณคดีไปขุดค้นหาหลักฐาน เพราะหลังจาก ระหว่างทางบนสะพานอูเบ็งมีของกินเล่นจำหน่าย รถม้าจอดรับนักท่องเที่ยวที่เมืองอังวะ นี้จะถูกรื้อออกตามโครงการพัฒนาเมืองใหม่ ใน เวลาต่อมาจึงเกิดโครงการอนุสรณ์สถานพระ มหาเถระพระเจ้าอุทุมพร นำโดยสมาคม สถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์พร้อมทีม งาน ร่วมกับสมาคมมิตรภาพพม่าไทย ตามข่าว ไทยรัฐวันที่ ๒๐ มีนาคม พ.ศ.๒๕๕๗ ในที่นี้ได้ แยกโครงการนี้กับการรอการพิสูจน์ยืนยันตาม หลักวิทยาศาสตร์ ว่าเป็นสถูปของพระเจ้า อุทุมพรจริงหรือไม่ ที่น่ายินดีคือเพิ่งมีการค้นพบ หลักฐานใหม่เพิ่มเติม เป็นพระพุทธรูปสมัย อยุธยาที่มีตัวอักษรโบราณเขียนกำกับไว้จึงคาด การณ์ว่าในบริเวณนี้น่าจะเคยเป็น “วัดอโยธยา”

เรื่องราวของพระเจ้าอุทุมพรมีอยู่ว่า แต่ เดิมพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ (สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๓) ตั้งพระทัยมอบราชสมบัติให้ พระเจ้าอุทุมพร พระราชโอรสองค์น้องด้วยเห็น พระปรีชาสามารถมากกว่าพระเจ้าเอกทัศน์ซึ่ง เป็นพระเชษฐา ครั้นเมื่อทรงสวรรคต พระเจ้า อุทุมพรได้ครองบัลลังก์เพียงแค่๓ เดือนก็ถูกแย่ง ชิงจากพระเจ้าเอกทัศน์ด้วยความที่ไม่อยากให้ เกิดการนองเลือดฆ่ากันระหว่างพี่น้องและ บริวาร พระองค์จึงออกผนวช ครั้นพระเจ้าเอก ทัศน์ครองราชย์ได้ไม่นาน พระเจ้าอลองพญาได้ ยกทัพมาล้อมกรุงศรีอยุธยาช่วง พ.ศ.๒๓๐๒- ๒๓๐๓ พระเจ้าอุทุมพรขณะทรงผนวช ได้ถูก เรียกร้องจนต้องลาผนวชมาบัญชาการรบ ผล ของการรบครั้งนี้พระเจ้าอลองพญาได้ถอยทัพ กลับไปและสวรรคตระหว่างทาง

เมื่อศึกสงบ พระเจ้าเอกทัศน์ได้ทรงทวง บัลลังก์คืน ไม ่ยินยอมให้พระเจ้าอุทุมพรพระ อนุชาได้ครองราชย์พระเจ้าอุทุมพรทรงยินยอม กลับไปผนวชอีกครั้ง จนได้สมญาว่า “ขุนหลวง หาวัด” ต่อมาอีกไม่กี่ปีพระเจ้ามังระ พระ ราชโอรสของพระเจ้าอลองพญาได้ยกกองทัพมา ล้อมกรุงศรีอยุธยาอีกครั้ง ด้วยความเพียร พยายามปิดล้อมถึงปีครึ่ง ใช้วิธีการต่างๆ กรุง ศรีอยุธยาจึงแตกใน พ.ศ.๒๓๑๐ พระเจ้าเอก ทัศน์สวรรคต พระเจ้าอุทุมพรขณะทรงผนวชกับ เจ้านาย ขุนนาง และผู้คนเป็นจำนวนมาก ถูก กวาดต้อนไปพม่า

ถึงตรงนี้ในใจดิฉันคิดว่า ท่ามกลางผู้คนที่ มองเห็น อาจจะมีใครสักคนที่มีบรรพบุรุษเคยอยู่ กรุงศรีอยุธยา กาลเวลาผ่านไปก็ย่อมที่จะ กลมกลืนกันไปไม่อาจแบ่งแยก

สำหรับคนที่มาเที่ยวมัณฑเลย์แล้วลองจัดโปรแกรม จะพบว่าวันเดียวสามารถไปได้หลายเมือง เช่นวันแรกมาลงที่สนามบินนานาชาติมัณฑเลย์ ช่วงเช้าช่วงบ่ายสามารถไปชมตำหนักไม้สักที่วัดชเวนันดอจอง พระตำหนักไม้สักที่งดงามวิจิตรเพียงหลังเดียวของพระราชวังมัณฑเลย์ ที่เหลือรอดจากการทิ้งระเบิดจากของฝ่ายสัมพันธมิตรในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง จากนั้นเข้าชมพระราชวังมัณฑเลย์ที่สร้างจำลองขึ้น มาใหม่ทั้งหมด ครั้นถึงช่วงเย็นสามารถข้ามไปเมืองอมรปุระระยะทาง ๑๒ กิโลเมตรไปเดินเที่ยวสะพานอูเบ็ง วันรุ่งขึ้นตื่นเช้าตีสี่ไปเข้าร่วมพิธีล้างพระพักตร์พระมหามัยมุนีพระพุทธรูป ทองคำองค์สำคัญของเมือง พอตอนสายก็เลียบ แม่น้ำอิรวดีไปเที่ยวเจดีย์มิงกุนและชมระฆังยักษ์ ที่เมืองสะกายจากนั้นก็ไปท่าเรือเพื่อข้ามฟากไป นั่งรถม้าชมชนบทของเมืองอังวะ

ชื่อเมืองต่าง ๆ ที่ผุดขึ้นมาในช่วงเวลาใกล้ ๆ กัน ในอดีตเมืองเหล่านี้ล้วนเคยเป็นราชธานีหรือ เมืองหลวงของพม่าในยุคราชวงศ์คองบอง ช่วง พ.ศ.๒๒๙๕ – ๒๔๒๘ โดยเรียงลำดับการเป็น เมืองราชธานีเริ่มจากเมืองชเวโบ เมืองสะกายเมืองอังวะเมืองอมรปุระ (เคยเป็น ๒ สมัย) และเมืองมัณฑเลย์ ราชธานีสุดท้ายของระบอบ กษัตริย์ของพม่า จากนั้นมาพม่าถูกอังกฤษ ปกครองแล้วมาได้เอกราชในปีพ.ศ.๒๔๙๑ (นับรวมเวลาที่อังกฤษปกครองพม่าตั้งแต่บางส่วน จนถึงทั้งหมดคือ ๑๒๔ ปี)

ที่มัณฑเลย์นี้ไปเดินชมสถานที่แห่งหนึ่ง แล้วค้างคาใจชวนคิดไม่รู้จบ นั่นคือพระราชวังมัณฑเลย์ซึ่งของเดิมที่เป็นพระราชวังไม้สักแกะสลักทั้งหลัง มีตำหนักใหญ่เล็กกระจายกันหลายหลัง พร้อมหอคอยสูงทรงกลมมีบันไดเวียนขึ้นไปอีกหลังหนึ่ง พระราชวังมัณฑเลย์ที่สร้าง จำลองขึ้นใหม่และเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมได้ให้ความรู้สึกแบบการเดินชมพิพิธภัณฑ์ขนาดใหญ่อลังการ ขณะเดินขึ้นไปทีละขั้นบนหอคอยใจก็นึกถึงฉากหนึ่งในประวัติศาสตร์หน้าสำคัญที่สุดหน้าหนึ่งก่อนการล่มสลายของระบอบกษัตริย์ของพม่า จากหนังสือเรื่องราชินีศุภยาลัภ จากนางกษัตริย์สู่สามัญชน โดย แฮโรลด์ ฟีลดิ้งฮอลล์

“หลังจากทหารยามทูลพระราชินีว่า เห็นกองเรืออังกฤษใกล้ชายฝั่งจากการมองกล้องส่องทางไกล พระราชินีศุภยาลัภที่ทรงครรภ์ ทรงไต่ช้า ๆ ขึ้นบันไดเวียนสูงชันของหอคอยเพื่อให้ประจักษ์กับสายตาตนเอง ภาพที่ทหารอังกฤษหลายพันนายเดินแถวมุ่งหน้ามายังพระราชวัง ดูเหมือนจะเป็นนาทีที่พระนางได้เผชิญความจริงของชีวิต

“…แล้วจู่ ๆ พระนางก็ทรุดพระวรกายหมอบซบพระพักตร์ลงกับพื้น ทรงกันแสง พระเกศารุ่ยร่าย น้ำพระเนตรอาบพระพักตร์ ผู้คนที่เห็นต่างเดินหลบไปจนไม่เหลือใครอยู่ในบริเวณนั้นอีกนอกจากพระราชินีและพวกเรา (นาง กำนัล) พระนางหยัดตัวขึ้นมาในท่าคุกเข่ายก พระหัตถ์ทุบพระอุระ ร้องฟูมฟายเสียงดังว่า พระนางคนเดียวที่นำความหายนะมาสู่พระเจ้าอยู่หัวและแผ่นดิน ข้า-ข้าคนเดียวที่นำ ความพินาศมาสู่พระเจ้าอยู่หัวสวามีของข้า และราษฎรของข้า เพราะข้า-ข้าคนเดียวเท่านั้น”

เหมือนเป็นการเที่ยวตามรอยจากสิ่งที่ได้อ่าน แม้ภาพจะไม่มาปรากฏตรงหน้าด้วยเส้นกั้นของฉากใหม่ ๆ รอบกายที่เปลี่ยนไป แต่ทว่าความลึกลับของจินตนาการ กลับดึงฉากนั้นมาฉายซ้ำแล้วซ้ำอีก พ.ศ.๒๔๒๘ กองทัพอังกฤษบุก เข้ามายึดพระราชวัง จัดการกวาดทรัพย์สมบัติของมีค่าปลดพระเจ้าธีบอออกจากบัลลังก์ เนรเทศพระองค์พร้อมพระราชินีศุภยาลัภกับพระธิดาสี่พระองค์ไปอยู่ที่เมืองรัตนคีรีประเทศอินเดีย ตั้งแต่นั้นมาพระราชวังมัณฑเลย์ก็กลายเป็นวังที่ไร้กษัตริย์และทรัพย์สมบัติเหลือให้คน จดจำจากบันทึกของอังกฤษเรื่องความโหดเหี้ยมอำมหิตของพระนางศุภยาลัภว่าเป็นผู้สั่งการ สังหารหมู่พระญาติพระวงศ์จำนวนมากมายเพื่อให้พระสวามีคือพระเจ้าธีบอได้ขึ้นครองราชย์

จากนั้นมาอีกหกสิบปีช่วงสงครามโลกครั้งี่สอง ในวันที่ ๒๐ มีนาคม พ.ศ.๒๔๘๘ กองทัพญี่ปุ่นได้เข้าไปยึดพระราชวังมัณฑเลย์โดยก่อนหน้าอังกฤษนำไปใช้ในกิจการกองทัพให้ชื่อว่า ป้อมดัฟเฟอริน พอญี่ปุ่นเข้าไปใช้บ้าง กองทัพ อากาศของฝ่ายสัมพันธมิตร นำโดยอังกฤษและอเมริกา ได้นำฝูงบินมาทิ้งระเบิดใส่พระราชวังมัณฑเลย์จนย่อยยับด้วยแรงระเบิดและเปลวเพลิง

หากย้อนดูช่วงเวลาใกล้เคียงกันนั้น กรุงเทพฯก็โดนทหารฝ่ายสัมพันธมิตรบินมาทิ้งระเบิดใส่ฐานทัพของทหารญี่ปุ่น อย่างที่เราคุ้นเคยในเวลาดูหนังละครจากบทประพันธ์เรื่องคู่กรรมของทมยันตีจุดที่ระเบิดจากท้องฟ้าทิ้งลง มากลางกรุงเทพฯช่วง พ.ศ.๒๔๘๕-๒๔๘๘ มี ๕ จุดใหญ่คือ สถานีรถไฟบางซื่อ โรงพยาบาล ศิริราช สถานีรถไฟบางกอกน้อย สะพานพุทธ และย่านพระราม ๖ ซึ่งไม่ได้ไกลจากพระบรมมหาราชวังหรือวัดวาอารามสถานที่สำคัญเครื่องบินที่มาทิ้งระเบิดมี ๒ แบบคือบี-๒๔ และบี-๒๙ มีทั้งการมาทิ้งระเบิดในเวลากลางวันและกลางคืน ระเบิดที่ฝ่ายสัมพันธมิตร ทิ้งลงมากลางกรุงเทพฯ มีประมาณ ๑๘,๖๐๐ ลูก ทำให้มีผู้เสีย ชีวิตประมาณ ๑,๙๐๐ คน บาดเจ็บประมาณ ๓,๐๐๐ คน อีกทั้งอาคารบ้านเรือนเสียหายเป็น จำนวนมากหลายพันหลัง ปัจจุบันก็ยังมีข่าวว่าพบลูกระเบิดที่ยังตกค้างอยู่โดยไม่ระเบิดทันทีในช่วงนั้น โดยวันที่ ๒ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๗ เกิด เหตุที่ร้านรับซื้อของเก่าที่ซอยลาดปลาเค้า ๗๒ ได้เกิดระเบิดมีผู้เสียชีวิต ๘ รายผู้เชี่ยวชาญตรวจ สอบพบว่าเป็นระเบิดสมัยสงครามโลกครั้งที่สองที่คาดว่าเครื่องบินทิ้งลงมาไปตกลงในบริเวณพื้นน้ำหรือโคลน ทำให้ระเบิดไม่ทำงาน แต่วงจรภายในและดินระเบิดยังใช้การได้ล่าสุดในวันที่ ๑๙ มีนาคม พ.ศ.๒๕๖๑ ในพื้นที่ก่อสร้างใกล้สะพานกรุงธนหรือสะพานซังฮี้ฝั่งพระนครขณะกำลังลงเสาเข็ม ได้พบระเบิดฝังกระจายอยู่ในดินลึกประมาณ ๑.๕ เมตร หน่วยเก็บกู้ระเบิดนำขึ้นมาได้ ๙๘ ลูกตรวจสอบเบื้องต้นเป็นระเบิดซ้อมทิ้งจากอากาศชนิด BDU 33 ไม่มีสะเก็ดระเบิด ผลิตจากประเทศสหรัฐอเมริกา แล้วตอนนี้ใครจะรู้ว่ากลางเมืองหลวงของไทยยังมีระเบิดที่ โปรยจากอากาศฝังจมในโคลนอีกกี่ลูก

สงครามโลกครั้งที่สองที่ป ระเทศมหาอำนาจไปรบกันในประเทศอื่นเป็นสงคราม ที่เลวร้ายมาก สำหรับประเทศไทยแม้ว่าระเบิด ไม่ได้ทำลายสถานที่สำคัญที่สุด แต่จำนวนคนบาดเจ็บล้มตายมีเป็นจำนวนมาก สำหรับพม่า สมบัติของชา ติมรดกทางวัฒนธรรมสถาปัตยกรรมพระราชวังไม้สักอันสง่างามบนพื้น พิภพ เป็นสงครามที่คนพม่าไม่ได้รบกับใครเลย เป็นคนอื่นชาติอื่นมาใช้สถานที่ก่อความพินาศอับปางแล้วก็จากไป เคยมีประโยคที่ดิฉันอ่านผ่านตามาแล้วสะดุดใจ เขากล่าวไว้ว่าอย่าได้หาความยุติธรรมกับสงครามและความรัก

แม้ว่าเรื่องเหล่านี้จะผ่านไปมากกว่าเจ็ดสิบปี จนผู้คนจำนวนมากคิดไปว่าจบไปแล้วเหมือนหนังสือจบเล่ม แต่ความจริงคือทุกวันนี้นาทีนี้ มันยังไม่จบสถานการณ์ของไทย พม่า และอีกหลายประเทศในภูมิภาคนี้ที่เคยมีเครื่องบินชาติ มหาอำนาจมาบินอยู่บนท้องฟ้า ความเสี่ยงใน ฉากเหล่านี้ยังมีอยู่ตลอดเวลา ถ้าประเทศไม่มี เสถียรภาพทางการเมือง ผู้นำไม่ฉลาดทันเล่ห์เหลี่ยม ผู้คนไม่มีสติปัญญา เรื่องราวเหล่านี้จะกลับมาอีก

นั่นจึงเป็นที่มาว่าทำไมนักท่องเที่ยวทุกคน จึงได้พากันมาที่วัดชเวนันดอจอง เพื่อมาดูพระตำหนักไม้แกะสลักเก่า ๆ หลังหนึ่งพระตำหนักแห่งนี้รอดมาได้เพราะได้มีการขนย้ายมาจากพระราชวังมัณฑเลย์เพื่อนำมาถวายแก่วัด ครั้ง แรกที่ดิฉันได้ไปมัณฑเลย์ได้แต่มองผ่านรั้วเข้าไป ไม่สามารถเข้าไปชมได้ตามปกติเนื่องจากที่วัดแห่งนี้มีงานสำคัญของทางการพม่า ได้มีการอัญเชิญพระเขี้ยวแก้วมาจากประเทศจีนให้ ประชาชนได้เข้ามาสักการะภายในวิหารของวัด ทำให้มีประชาชนเข้ามากราบสักการะอย่างมากมายทั่วทุกสารทิศ ซึ่งถ้าเปิดให้คนจำนวนมากเข้าไปเดินพร้อม ๆ กันในพระตำหนักไม้ที่ตั้งอยู่ใกล้เคียง อาจจะเกิดความเสียหายได้

แม้การไปพม่าครั้งแรกจะพลาดการเข้าชมพระตำหนักไม้สักอย่างใกล้ชิดแต่การได้ต่อแถวเข้าไปกราบพระเขี้ยวแก้วพร้อมกับพุทธศาสนิกชนชาวพม่าก็เป็นช่วงเวลาที่น่าจดจำ พร้อมกับได้มุมมองแบบไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อนในชีวิต พระเขี้ยวแก้วคือพระบรมสารีริกธาตุของ พระพุทธเจ้าเมื่อมาสถิตอยู่บนแผ่นดินนี้คนพม่า ทำให้ดิฉันรู้สึกว่าพระพุทธเจ้าอยู่ที่นี่ อยู่ตรงนี้มีทหารเป็นจำนวนมากมาคอยดูแลประชาชนมาคอยอารักขาพระพุทธเจ้ามีการตรวจเข้มไม่ให้นำสิ่งของใด ๆ ติดตัวเข้าไป

ครั้งนั้นเดินไปรอบแรก ดิฉันได้แค่สังเกต หน้าประตูที่มีทหารจำนวนมากตั้งด่านตรวจอยู่ทางเข้า เพราะไม่ให้นำสิ่งใดติดตัวเข้าไป จึงเห็นตรงพื้นดินบริเวณทางเข้ามีกระเป๋าสตางค์หลายใบวางไว้แบบไม่กลัวหาย ส่วนพวกกระเป๋าหิ้วก็เห็นแขวนกันไว้แถว ๆ นั้นหลายใบ การเข้าไปเขาตรวจเข้มแยกชายหญิงสำหรับผู้หญิงต้องนุ่งซิ่นด้วย ก็ได้คนขับรถเป็นธุระพาไปเช่าผ้าซิ่น

จากนั้นก็เดินไหลตามผู้คนเข้าไปรอบนี้ไม่เหมือนเดิมตรงที่นุ่งซิ่น ความที่ไม่เคยนุ่งก็เลยขลุกขลักเนื่องจากเป็นนักท่องเที่ยวจึงไม่ควรไปไหนโดยไม่มีพาสปอร์ตติดตัว จึงนุ่งซิ่นแบบประหลาดโดยนุ่งทับกางเกงขายาวที่พับขาขึ้นมา สตางค์กับเอกสารก็ซ่อนไว้ที่กระเป๋ากางเกง ทีนี้ ยิ่งเดินยากเข้าไปอีก เดิน ๆไป ผ้านุ่งก็ขยับหลุด ได้คนพม่าใจดีมีน้ำใจมาช่วยจัดช่วยนุ่งผ้าลำบาก ไม่ใช่เล่น เท่านั้นไม่พอ ช่วงผ้าหลุดทำตั๋วเข้าชม สถานที่แบบเที่ยวทั้งวันรวมสองเมืองคือมัณฑเลย์และอังวะที่เพื่อนฝากไว้หายไปอีกหนึ่งใบจากที่กลัวหายเลยหายจริง พอดีว่าช่วงตรวจเนื้อตัวทหารหญิงเค้าไม่ได้เรียกดูตั๋วและไม่ได้เพ่งเล็งอะไรจึงผ่านเข้าไปได้ง่าย

เมื่อเข้าไปในโถงห้องที่ประดิษฐานพระเขี้ยวแก้ว มองไปทางใดได้เห็นและสัมผัสได้กับความศรัทธาของผู้คน เนื่องจากมีคนหลั่งไหลมาเป็นจำนวนมาก แต่ละคนจึงมีเวลาเพียงแค่เดินเรียงแถวผ่านเข้าไปใกล้แท่นประดิษฐานพระ เขี้ยวแก้วในผอบกันเพียงชั่วครู่เท่านั้น เพียงเท่านี้แต่ละคนต่างรู้สึกตื่นเต้นปีติยินดีอย่างสุดซึ้งถึง แม้จะเป็นชาวพุทธและชอบทำบุญ

แต่ความรู้สึกอย่างนี้เป็นสิ่งที่ดิฉันรู้สึกได้ทันทีว่า ตนเองเข้าไม่ถึงสิ่งที่อยู่ในใจในแววตาของพวกเขา

นิตยสาร “ทางอีศาน” ฉบับที่ ๗๔
ปีที่ ๗ ประจำเดือนมิถุนายน ๒๕๖๑
นิตยสารรายเดือนของชาวอีสานและคนไททุกภูมิภาค
ลึกซึ้งรากเหง้า เข้าใจปัจจุบัน รู้ทันอนาคต

หนังสือแนะนำ



บทความที่คุณอาจจะสนใจ

WP2Social Auto Publish Powered By : XYZScripts.com