หมาเก้าหาง..ดนตรีอีศานคลาสสิก

“อยากเห็นศรีสะเกษ….ในมุมนี้บ้าง”  (ตอน  หมาเก้าหาง…  ดนตรีอีศานคลาสสิก)

มีใครเคยได้ยินเรื่องราวความเป็นมาของ “หมาเก้าหาง” บ้างไหมครับ ?  คำว่า “หมาเก้าหาง”อาจจะไม่ใช่คำที่คนทั่ว ๆ ไปคุ้นเคยมากนัก  แต่หมาเก้าหางนั้นมีความสำคัญในเชิงวัฒนธรรม  ความเชื่อ  ความศรัทธา  ที่สืบทอดต่อกันมาแต่โบราณ  เรื่องราวของหมาเก้าหางจะมีความสัมพันธ์กับวิถีชีวิตของผู้คนอย่างไร  เราไปค้นหาคำตอบพร้อมๆกันครับ

ผมได้ยินคำว่า  “หมาเก้าหาง”  ครั้งแรกในชีวิตก็เมื่อครั้งเดินทางไปศูนย์รวมใจ  ทางไท  ทางธรรม  ทางพอเพียง  บ้านหัวงัว  ตำบลยางตลาด  อำเภอยางตลาด  จังหวัดกาฬสินธุ์  เมื่อวันที่ 3 – 4  มีนาคม 2561 เพื่อไปร่วมงาน  พัฒนาศักยภาพนักสื่อสารชุมชน  “รู้เท่าทันสื่อใหม่  เขียนอย่างไรไม่ตกยุค”   จัดโดยนิตยสารทางอีศานร่วมกับโครงการสื่อสารสาธารณะเพื่อเสริมพลังชุมชนภาคอีสาน

เชื่อไหมครับว่า  คำถามแรกที่มันโลดแล่นอยู่ในสมอง  ณ  ตอนนั้นคือ  คำว่าหมาเก้าหาง  มันคืออะไรกันแน่  มันมีความเป็นมาอย่างไร  ทำไมหมาต้องมีเก้าหางด้วย  ผมรีบค้นหาข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตทันที  และพอทราบโดยคร่าวๆว่า  หมาเก้าหางนั้นเป็นนิทานพื้นบ้านที่เกี่ยวข้องกับการก่อกำเนิดของข้าว

 

           

มีงานเขียนเรื่องข้าวหอมมะลิ  ของคุณพัทธนันท์ โอษฐ์เจษฎา  ที่ตีพิมพ์ในวารสารวัฒนธรรมรายสามเดือน ของกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ปีที่ 53 ฉบับที่ 4 ประจำเดือนตุลาคม – ธันวาคม 2557หน้า 5-6
ตำนานการกำเนิดของข้าว   ซึ่งเล่าโดย  คุณตาทา ครองยุทธ ผู้เฒ่าชาวบ้านสวายสอ ตำบลตูมใหญ่ อำเภอคูเมือง จังหวัดบุรีรัมย์

จากเอกสารคุณตาทาเล่าว่า  “คราวหนึ่งนั้น หมาขี้เรื้อนเก้าหางได้ไปขโมยข้าวลงมาจากสรวงสวรรค์ และในระหว่างนั้นมีเทวดาองค์หนึ่งเกิดรู้ทันได้เอามีดไล่ฟัน หมายจะฟันคอให้ขาดแต่พลาดไปโดนหางแปดหาง หมาขี้เรื้อนที่ตอนนี้มีหางเหลืออยู่แค่เพียงหางเดียว พยายามดิ้นรนเอาชีวิตรอด                  

จนกระทั่งกลับมาถึงหมู่บ้าน  พร้อมกับเมล็ดข้าวเปลือกที่ติดอยู่ตามพวงหางที่เหลืออยู่ของมัน  คนในหมู่บ้านเมื่อเห็นเมล็ดข้าวจึงพากันเอาไปปลูกคนละเมล็ดสองเมล็ด กระทั่งข้าวที่ปลูกนั้นงอกงามแตกกอต่อรวงกลายเป็นข้าวเหนียวข้าวเจ้าให้พวกเรากินกันจนทุกวันนี้ “


หมาเก้าหางนอกจากจะเป็นเรื่องเล่าต่อ ๆ กันแบบนิทานพื้นบ้านในอดีตแล้ว  ในยุคปัจจุบัน  อ.ปรีดา  ข้าวบ่อ  ได้นำเรื่องราวทั้งหมดไปเขียนเป็นบทกวีและใช้ชื่อบทกวีนี้ว่า  “หมาเก้าหาง”    

“สายตำนานนำร่องสองฝั่งโขง   หนึ่งเรื่องราวสาวโยง หมาเก้าหาง”  

เป็นนิทานพื้นบ้านสานเส้นทาง   บรรพบุรุษสรรค์สร้างถากถางมา  

 

ยุคปู่สังกะสาย่าสังกะสี   กินทุกอย่างกลอยมันมีที่ดงป่า        

ครั้นลูกหลานเกิดมากเกินพึ่งพา    ต้องช่วยหาพันธุ์ผักหญ้ามาปลูกกัน

 

ปู่ย่าส่งหมาเก้าหางดั้นเมฆฟ้า ลอบใช้หางจุ่มแนวกล้ายุ้งสวรรค์  

นำมาปลูกตามไร่นาสารพัน   จึงได้ทันเลี้ยงพี่น้องทั้งป้องปาย  

 

วีรกรรมบรรพหมาอ่าองอาจ   เปรี้ยง! สายฟ้าเทวาฟาดปาดหางหาย

โทษขโมยหางแปดเส้นกระเด็นกระจาย  เหลือหางเดียวกระดิกดายในวันนี้ 

 

คนจึงต้องสดุดีวีระหมา   มุดน้ำเต้าเกิดมาไม่ประสาประสี  

ภักษาหารมังสาหารบรรดามี   สัตว์พืชพลีชีวีเลี้ยงเฮาเอย”

 

เรื่องราวของบทกวีที่  อ.ปรีดา  ข้าวบ่อ  ได้ประพันธ์ไว้อย่างงดงามนั้น  ยังคงทำหน้าที่สื่อเรื่องราวของวัฒนธรรมคนอีสานไปอีกก้าวหนึ่ง  เมื่อวงดนตรีที่ชื่อว่า  “วงหมาเก้าหาง”  ได้นำบทกวีนี้ไปประพันธ์ทำนองและเรียบเรียงดนตรีขึ้นมาใหม่  โดย  น้องซัน  ปรัชญา  นันธะชัย (หัวหน้าวง)  และสมาชิกวงหมาเก้าหาง  ประกอบด้วย  น้องอุ้ม วิมลรัตน์ (แคน)  น้องเชษ ธัญเทพ (พิณ)  น้องเบส ไพโรจน์ (กีตาร์)  น้องเทิด ธีรศักดิ์ (จิมเบ้) น้องนัท นัทพงศ์ (ไข่ โปงลาง) โดยใช้ชื่อเพลงเดียวกันกับบทกวีว่า  เพลงหมาเก้าหาง

 

วงดนตรีหมาเก้าหางเป็นวงดนตรีแบบอีสานคลาสสิก  ที่มีความโดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์เฉพาะคือ  มีการหยิบเอาเครื่องดนตรีพื้นบ้านอีสานมาบรรเลงร่วมกันกับเครื่องดนตรีสากล  ถือว่าเป็นมิติใหม่อีกมิติหนึ่งของวัฒนธรรมดนตรีร่วมสมัย  มีการนำเอาเครื่องดนตรีสากลอย่างกีตาร์โปร่ง  เครื่องดนตรีของชาวอัฟริกันอย่างจิมเบ้  มาบรรเลงร่วมกันกับเครื่องดนตรีพื้นบ้านอีสาน  เช่น  พิณ  แคน  ซอ  โหวด  ปี่ภูไท

บทเพลงหมาเก้าหาง  ถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของคนอีสาน  ที่ซ่อนเงื่อนไขของการสร้างสังคมให้เกิดความกล้าหาญและการทำสิ่งที่ดีงามเพื่อส่วนรวม  อย่างเช่นวีรกรรมของหมาเก้าหาง  นอกจากนั้นแล้วเพลงหมาเก้าหางยังบ่งบอกถึงตัวตนของคนอีสานโดยแท้ว่า  คนอีสานนั้นต้องเป็นคนที่อ่อนน้อม  รู้จักตอบแทนบุญคุณต่อผู้มีพระคุณ

 ดนตรีอีศานคลาสสิกของวงหมาเก้าหาง  “ยังเทียวทางบ่สุดเส้น…”  ยังคงทำหน้าที่เผยแพร่งานวัฒนธรรมของคนอีสานอยู่ต่อไป  เป็นไปได้ไหมครับว่า  ถ้าเรานำเรื่องราวของหมาเก้าหางไปบรรจุไว้ในหลักสูตรของโรงเรียน  แล้วครูนำเรื่องราวเหล่านี้ไปสอนให้กับเด็กๆนักเรียน  วัฒนธรรมที่ทรงคุณค่าเหล่านี้ก็จะยังคงอยู่คู่บ้านคู่เมืองเราต่อไปตราบนานเท่านาน  เห็นด้วยกับผมไหมครับท่าน…

 

หนังสือแนะนำ



บทความที่คุณอาจจะสนใจ

WP Facebook Auto Publish Powered By : XYZScripts.com