เรื่องสั้น: มื้อเย็นของคนยาก

0

มื้อเย็นของคนยาก

ทางอีศานฉบับที่๗ ปีที่๑ ประจำพศจิกายน ๒๕๕๕
คอลัมน์: เรื่องสั้น
column: Short story
ผู้เขียน: ทัศนาวดี

เสียงร้องไห้ของลูกทำเอาเขาต้องชะงักมือขณะล้วงควานลงในถังขยะ หันมามองลูกชายที่กำลังโดนตำรวจรักษาความปลอดภัยของร้านทองฟาดฝ่ามือเข้าบ้องหู เขาตกตะลึงตาเหลือกลานงุนงงกับเหตุการณ์ในนาทีวิกฤตนั้น พอร่างเล็ก ๆ นั้นสะบัดดิ้นหลุดจากพันธนาการก็ถลันเข้ามากอดขาเขาหมายพึ่งพา ส่งเสียงร้องจ้าดังขึ้นกว่าเดิมน้ำตาแตกพร่าบ่าลงอาบพวงแก้มหม่น ร่างอันกระตุกสะอื้นแรง ๆ นั้นพลอยทำให้ขาของเขาสั่นไหวไปด้วย

…เกิดอะไรขึ้น…เขาก้มมองดูลูกชายแล้วเหลือบไปยังนายตำรวจแบบไม่เต็มตา จะว่ามันเข้าไปขโมยทองหรือเพชรนิลจินดาก็ไม่เห็นอะไรติดมือมันออกมานี่นา คนกำลังพลุกพล่านออกอย่างนั้น แถมตู้เพชรตู้ทองก็ไม่อยู่ในตำแหน่งที่เด็กอย่างมันจะล้วงเอาได้ง่าย ๆ ที่สำคัญ ลูกไม่เคยมีนิสัยเช่นนี้ เขาเลี้ยงมันมากับมือ ทำไมจะไม่รู้

ขณะคิดสับสน… เสี่ยหรือเถ้าแก่เจ้าของร้านก็ก้าวอาดๆออกมาพร้อมตำรวจนายนั้น

“ไอ้เด็กเวร…ขี้ครอกเอ๊ย ! มึงรู้ไหมว่า นั่นตัวละเท่าไหร่ เป็นล้านเชียวนั่น” เถ้าแก่ชี้หน้าที่นองไปด้วยน้ำตา แล้ววาดนิ้วเดียวกันนั้นกลับไปยังตู้ปลา ซึ่งบัดนี้ลูกสาวกำลังยืนปลอบเจ้า ‘มังกรแดง’ ของรักของหวงด้วยอาการตื่นตระหนก

“มันบุกเข้าไปตบตู้ปลาเสี่ยเขา โดนบ้องหูแค่นี้น้อยไป มึงทำไมปล่อยลูกเข้าไปเพ่นพ่านฮึ ! เกิดปลาเสี่ยตกใจไม่กินอาหารและป่วยตาย ใครจะรับผิดชอบหา ! ปลาราคาเป็นล้าน ติดคุกกี่ปีจึงจะพอโทษ” ตำรวจลูกจ้างรีบรับลูกด้วยการตะคอกซ้ำตีหน้าเครียดขมึงตึง

โดยไม่รอให้เจ้าทุกข์กล่าวโทษอะไรอีก เท้าข้างที่ลูกชายกอดซบอยู่ก็ดีดสะบัดอย่างสุดแรงเกิดร่างน้อย ๆ นั้นกระเด็นไปตามแรงเหวี่ยง ร่วงลงไปกระแทกทางเท้า นอนจุกร่างงองุ้ม เลือดซึมออกมาตรงบริเวณข้อศอกซึ่งลื่นไถลไปตามพื้น

“ไอ้ชาติหมา…ทำไมมึงไม่ตายซะ” เขารี่เข้าไปดึงร่างลูกขึ้นมาพร้อมฟาดฝ่ามือเข้าบ้องหูอีกข้างเด็กน้อยแผดเสียงร้องไห้ขึ้นอีกคำรบ ดวงตาบนใบหน้าที่อาบด้วยคราบด่างดำบอกถึงความหวาดหวั่นตกใจสุดขีด

“จับเอามันไปไหนก็ไป ไอ้ลูกหมานี่” เขาหันมากล่าวเสียงสั่นสะท้าน ขณะนิ้วมือยังคีบอยู่บนหูลูกชาย

ตำรวจนายนั้นมองหน้าเสี่ยร้านทอง เป็นเชิงเปิดทางให้อำนาจพิพากษา

“มึงพาลูกไปให้พ้น ไอ้เศษเดน อย่ามาหากินแถวนี้อีก ไป๊…” เสี่ยชี้นิ้วตะโกนขณะพ่นลมออกจากปอดเสียเต็มอำนาจ

“ไปสิ…ท่านปรานีแล้วยังโอ้เอ้…เดี๋ยวกูอุ้มทั้งพ่อทั้งลูก” ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์สำทับตาม สายตาหลายต่อหลายคู่ของคนผ่านทางและลูกค้าร้านทอง พากันจับจ้องอยู่ที่สองพ่อลูกด้วยความหมายอันยากจะอธิบาย

เสียงฝ่ามือฟาดเขากลางหลังลูกในไส้ดังติดกันอีกสองฉาด ส่งร่างน้อย ๆ ที่กำลังสะอื้นไห้ฮัก ๆ กระดอนกระเด็นเกือบล้มคว่ำ พอตั้งหลักได้ก็สับเท้าออกไปไกลห่างการลงทัณฑ์ เขารีบก้มลงฉวยถุงปุ๋ยขึ้นพาดบ่าแล้วสาวเท้างุด ๆ ตามติดไป

“นี่จ่า ปล่อยมันเข้ามาในร้านได้ยังไงหือ…” เสี่ยหันมาเล่นงานลูกจ้างในชุดสีกากี

“มันปนเข้ามากับลูกค้า ผมนึกว่ามันเป็นลูกเป็นหลานของพวกเขาน่ะครับ ต้องขอโทษทีครับ” เสียงตำรวจนายนั้นแสดงถึงความนอบน้อม พร้อมกับค้อมตัวลงยอมรับผิด

“เด็กสกปรกมอมแมมออกอย่างนั้น มันจะเป็นลูกพวกที่เข้ามาเลือกซื้อทองได้ยังไง จ่าต้องคิดอ่านให้ไวกว่านี้ เด็กชั้นสวะ มันไม่รู้ค่าอะไรหรอกเกิดมันทุบตู้ปลาพังล่ะ เกิดปลาตายล่ะ” เสี่ยพ่นคำตำหนิออกมาเป็นชุด ส่ายหน้าหงุดหงิดไม่สบอารมณ์

“ครับ ๆ ท่าน ต่อไปผมจะระวังให้มากกว่านี้” จ่าตำรวจผงกหัวหงึก ๆ เหมือนกิ้งก่า ตัวลีบเล็กลงไปถนัด

“อโรวานาแดงนี้ นำเข้าจากอินโดโดยตรง ซื้อมาในราคาห้าแสนแปด ตอนนั้นมันยาวแค่ไม้บรรทัด เดี๋ยวนี้เห็นไหม มันโตขึ้นเกือบสองเท่าแล้ว มีคนเขาให้เป็นล้าน พวกเราดูแลมันยิ่งกว่าทอง รักมันยิ่งกว่าเพชร” พอพร่ำพรรณนาจบ เสี่ยก็บ่ายหน้าอันบอกบุญไม่รับ เดินหันกลับเข้าไปสมทบลูกสาวซึ่งยืนเกาะตู้ปลาอยู่ไม่ห่าง นี่ถ้าเจ้ามังกรแดงเป็นคน คงอุ้มขึ้นแนบอกแล้ว ลูกค้าซึ่งบัดนี้เหลืออยู่ในร้านสามสี่คน ต่างหันไปมองเจ้าสมบัติล้ำค่าซึ่งลอยนิ่งในตู้สี่เหลี่ยมขนาดใหญ่นั้นเช่นเดียวกับลูกจ้างพนักงานขายที่ยืนขึ้นมองด้วยอาการเงอะงะแบบทำอะไรไม่ถูก มังกรแดงล้ำค่ารับลูกอารมณ์เจ้าของด้วยการทำเฉยเมย ไม่รีบไล่งับกินกุ้งฝอยที่เพิ่งถูกปล่อยลงไป

“มันตื่นตกใจน่ะป๊ะป๋า อีกหน่อยคงปกติ” ลูกสาวพูดขึ้น สายตายังคงจับอยู่ที่เจ้ามังกรแดงซึ่งเชื่อกันว่ามันเป็นปลาที่นำโชคลาภ พาอำนาจบารมีมาให้เจ้าของ

“อือ..คงไม่เป็นไร เกล็ดมันยังคงแดงวาววับขวัญเอ๊ยขวัญมา…ลูกพ่อ” เสี่ยค่อยยิ้มออก

นายจ่าตำรวจถอยออกมานั่งที่เก้าอี้ประจำตำแหน่ง พลางมองไปยังตู้ปลา นึกย้อนไปเหตุการณ์เมื่อครู่แล้วหรุบตาลง ปล่อยความคิดล่องไหลสับสนวนเวียน

ภาพสองพ่อลูกยังคงติดอยู่ในรู้สึก หัวใจทั้งสี่ห้องโต้แย้งกันเพื่อหาข้อสรุปว่า…แท้จริงแล้วสิ่งที่กระทำลงไปนั้นเกิดจากอะไรกันแน่…หน้าที่หรือความถูกต้องชอบธรรม สมเหตุสมผลหรือเกินเลยไป

โอ…หน้าที่…หน้าที่…

แล้วเจ้ามังกรแดงยาวไม่ถึงสองฟุตที่เกล็ดแดงเพลิงของมันทอแสงวาววับอยู่ในตู้นั่นล่ะ…ราคาค่างวดมันถึงหลักล้านเชียวหรือ…จริงหรือ…?

จริงสิ…คงจะจริง…ราคามันกำหนดเอาจากความรู้สึกของคนตีค่า ค่าที่มากเสียยิ่งกว่า… อย่าว่าแต่ชีวิตสองพ่อลูกนั่นเลย แม้แต่ตัวจ่าเองก็เถอะ…

อีกส่วนของใจ สั่งให้สมองปล่อยความคิดอันซุกในซอกหลืบลึกออกมาว่า…ไอ้เสี่ยนี่…แม่ง! รวยซะเปล่า…โง่ชิบหาย…บ้าบอสิ้นดี กะอีแค่ปลาปากยื่นตัวเดียว แม่ง…โมเมได้ว่าเป็นล้าน..

อีกใจบอก…เออ…คิดได้แต่พูดไม่ได้ว่ะ…มันเรื่องของโลกคนรวยเขา…หุบปาก…!

เด็กน้อยวิ่งพลางร้องไห้พลาง เขาจ้ำอ้าวกวดไล่ตามหลังลูกพร้อมร้องสั่งให้หยุด โดยไม่สนใจสายตาใคร ณ ที่นี่ เขาเป็นคนข้างถนนเป็นคนที่โดนรังเกียจเหยียดหยามอยู่วันยังค่ำ

“มึงหยุดนะ หนีไปอีกกูหักคอทิ้งจริง ๆ ไอ้ลูกหมา” เขาตะโกนก้อง กึ่งเดินกึ่งวิ่ง ลูกชายชะงักเท้า หันมามองด้วยใจลังเล จากนั้นจึงข่มกลั้นความหวาดหวั่นทั้งมวล หยุดยืนตามคำสั่ง มืออีกข้างกุมข้อศอกที่อาบไปด้วยเลือด

“เดี๋ยวก็หอบใจขาดตายหรอก วิ่งไปชนคนอื่นเขา ซวยอีก” เขาถลึงตาใส่ มือด้านสากหนาตะปบเข้ากลางหลังลูก ออกแรงดันไปด้วยกัน เด็กน้อยพยายามสะกดเสียงสะอื้นให้ลอดออกมาน้อยที่สุด

“ไปล้างหน้าล้างตาที่คลอง รอที่นั่น พ่อจะไปซื้อข้าวให้กิน เลิกร้องซะ ลูกผู้ชาย เรื่องแค่นี้ไกลหัวใจนัก” เขาลดเสียงลง พลางผละมือจากกลางหลังมาลูบหัวลูก เด็กน้อยรู้สึกเย็นวาบ น้ำตาทะลักไหลออกมามากเกินควบคุมไหว หากแต่เสียงสะอึกสะอื้นนั้นค่อย ๆ จางหายไป และเงียบได้ในที่สุด

…อยากกลับบ้าน…ใจมันปรารถนาจะหลุดปากบอกพ่อยิ่งนัก แต่กลัวอารมณ์พ่อเดือดขึ้นอีกรอบ มองสันมือที่ยกขึ้นป้ายปาดน้ำจากเบ้าตาแล้วเคืองใจนัก เพราะมือข้างนี้แท้ ๆ ที่ทำให้ต้องประสบเคราะห์กรรมในวันนี้

พ่อใหญ่…แม่ใหญ่…เด็กน้อยครวญคร่ำในอกคิดถึงทุ่งนาป่าข้าว คิดถึงเพื่อน ๆ ที่นั่นสุดจิตสุดใจ

“นั่งรออยู่นี่แหละ” เขาวางถุงปุ๋ยลง แล้วเดินเลาะคลองขึ้นสะพานเล็ก ๆ นึกเสียใจกับเหตุการณ์เมื่อครู่ สงสารลูกก็สงสาร หัวใจเหมือนถูกเหล็กแหลมกระหน่ำทิ่มแทง

…ทำไมกูต้องมาเจอแต่ไอ้พวกคนรวยใจหมา…เขากัดฟันผ่อนลมหายใจ ย้อนไปถึงการที่ต้องระหกระเหินออกจากบ้าน ต้องหอบลูกจูงเมียมาตายเอาดาบหน้า แสนเสียดายที่นาซึ่งถูกยึดเพราะไปกู้เงินวิ่งเต้นไปทำงานเมืองนอก แต่โดนต้มโดนหลอกเสียหมดเนื้อหมดตัว สู้อุตส่าห์บากหน้าไปไหว้วอนขอผ่อนผันผัดเวลาแต่ก็ไร้ผลนายทุนเงินกู้เจ้าใหญ่ประจำอำเภอเผยสันดานหน้าเลือด ส่งคนเข้ามาไล่ที่ยึดครอง เหลือเพียงบ้านหลังเล็กไว้ให้พ่อตาแม่ยายได้ซุกหัวนอน และอาศัยรับจ้างทำไร่ทำนาพึ่งพาญาติพี่น้องไปพอให้ข้ามเดือนข้ามปี จะกลับไปหาพ่อแม่ตัวเองก็เป็นไปไม่ได้แน่นอน ลำพังการหาเลี้ยงหลานพิการสองคนที่พ่อแม่มันไม่รับผิดชอบนั่นก็หนักหนาสาหัสเกินพอแล้ว แถมมีข่าวว่าที่นาตั้งแต่ครั้งบรรพบุรุษซึ่งน้องเขยเอาไปจำนองกำลังจะถูกยึด…

อึดอัด…อับอายผิดหวังนักแล้ว จึงได้พาครอบครัวหลบลี้หนีจากคำนินทามาที่นี่

โอหนอ…ชะตาชีวิตต้องมาดิ่งล่มจมดับเพราะความหน้าเลือดของมนุษย์เดินดินด้วยกัน

ข่าวคันกั้นน้ำพังกระพือขึ้นก่อนเข้าวันใหม่เล็กน้อย น้ำไหลบ่าจากทุ่งรังสิตเอ่อล้นเข้าท่วมพื้นที่ของกรุงเทพฯอย่างรวดเร็ว เสียงตะโกนโหวกเหวกปลุกผู้คนแตกตื่นขึ้นกลางดึก ต่างสลัดความงัวเงียลนลานหอบลูกจูงหลานและขนของหนีน้ำกันจ้าละหวั่น ทรัพย์สินมีค่าที่พอหยิบฉวยได้ก็หอบอุ้มติดไม้ติดมือออกมาอย่างทุลักทุเล มันเป็นเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดว่าจะเกิดขึ้นอย่างปัจจุบันทันด่วน ที่ใครต่อใครก็ไม่ได้เตรียมการรับมือทั้งนั้น

ไม่เว้นแม้แต่…

“เร็ว ๆ ช่วยกันหน่อย” เสี่ยร้องสั่งเมียกับลูกอีกสองคนที่ต่างพยายามเร่งกวาดสร้อยแหวนกำไลลงกระเป๋า นึกโกรธตัวเองที่ชะล่าใจกับเหตุอุทกภัยในครั้งนี้ คิดถึงลูกจ้างพนักงานขายทั้งสองคน นี่ถ้าสั่งให้นอนเฝ้าร้านคงได้ช่วยกันแบ่งเบา

“หาไฟฉายไว้ น้ำจะท่วมปลั๊กแล้ว เดี๋ยวเขาตัดไฟ ยุ่งเลย” ลูกชายปากคอสั่น ตะโกนออกมาโดยไม่รู้ว่าเจาะจงไปที่ใคร ทุกคนต่างตกอกตกใจทำอะไรงก ๆ เงิ่น ๆ เหมือนคนเสียสติ ได้แต่วิ่งพล่านลุยน้ำที่ทะลักขึ้นมาใกล้ถึงระดับบั้นเอวเพื่อช่วยกันเก็บกวาดทองลงกระเป๋า ลูกสาววิ่งขึ้นข้างบนตาเหลือกลานควานหาไฟฉาย ทุกสิ่งอย่างดูชุลมุนวุ่นวายภายใต้นาทีฉุกละหุก โดยลืมไปว่า…

และ…พลัน…ที่นึกขึ้นได้…

“เฮ้ย ! ชิบหายแล้ว” เสี่ยร้องสุดเสียง ร่างสูงใหญ่ของลูกชายลื่นไถลเซไปอีกด้าน ดวงตาเสี่ยเหลือก ถลน เมื่อเห็นลูกปะทะโครมเข้ากับตู้สมบัติล้ำค่า เสี้ยววินาทีแห่งความเป็นความตายนั้น มือข้างหนึ่งควานคว้าเกาะขอบตู้ด้านบนหมายคืนการทรงตัว ส่งผลให้มันพลิกคว่ำเทกระจาดลงน้ำไป

“ตูม !”

เขาและลูกเดินย่ำลุยฝ่ามวลน้ำมาตามเส้นทางซึ่งน่าจะเรียกเสียใหม่ว่า “คลองวิภาวดีรังสิต” ร่องบ่าของเด็กน้อยสะพายข้อง ในนั้นมีปลาอยู่เกือบครึ่งค่อน เขาเองไม่คิดมาก่อนเหมือนกันว่าจะได้หว่านแหบนถนน เครื่องมือหาอยู่หากินครั้งพ่อแม่ที่ติดมาจากบ้านนอก เคยแต่พาลูกออกไปจับปลาตามคลองใกล้เพิงพักพอได้ลดรายจ่าย

สองมือลูกชายหอบอุ้มเอาถุงยังชีพที่ได้รับแจกมาไว้มั่น ส่วนเขาขึ้นแหไว้ ส่ายตาลุยน้ำสวบ ๆ นำหน้า บัดนี้เพิงพักใต้ทางด่วนอันตรธานไปแล้วพร้อมกับการอพยพตัวเองของศูนย์ปฏิบัติการบรรเทาอุทกภัย ครอบครัวคนเก็บของเก่าขายต่างพากันโยกย้ายขึ้นไปพักพิงข้างบน ซุกตัวนอนอัดกันอยู่ตามไหล่ทางหรือช่องว่างของรถที่จอดเรียงรายเป็นแถวยาวเหยียด

ชั้นล่างของร้านรวงริมทางต่างปิดเงียบร้างไร้ผู้คน มีบ้างที่ติดอยู่บนชั้นสองชั้นสามเพราะไม่ยอมย้ายออกไป บนพื้นที่ซึ่งเคยเป็นถนนมีแต่เรือ และรถบรรทุกขนาดใหญ่ที่เคลื่อนตัวอย่างเชื่องช้าเพื่อรับส่งคน รวมทั้งพาหนะในรูปลักษณ์ต่าง ๆ ที่ถูกดัดแปลงมาให้สามารถลอยน้ำได้

เขามองดูภาพที่ไม่นึกไม่ฝันว่ามันจะปรากฏขึ้นแก่ตามาก่อนเลยในชีวิต เมืองฟ้าเมืองสวรรค์กลับมาจมลงใต้ผืนน้ำ บางครั้งเขาหลุดเสียงหัวเราะ ทั้งในอารมณ์เวทนาและสมน้ำหน้าเมื่อเห็นขยะลอยฟ่องล่องไหลไปตามกระแสน้ำ มีฝูงลูกอ๊อดของคางคกแหวกว่ายซุกซนเป็นก้อนสีดำเริงร่าระริกระรี้เล็ดลอดเข้าไปยึดพื้นที่ชั้นล่างของตึกแถว

เขาและลูกอาศัยความเคยชินไต่ไปตามแนวเนินของเกาะกลางถนน เพื่อมุ่งกลับไปยังที่พักข้างบน ดวงตะวันบ่ายคล้อยลง ลูกชายเขาก้มลงใช้มือข้างที่เหลือจากภาระวักน้ำขึ้นลูบหน้า

“มาส่งมา พ่อถือช่วย หนักแย่ล่ะสิ เหนื่อยมั้ยลูก” เขารวบแหพาดบ่า แล้วยื่นมือดึงเอาถุงยังชีพจากอ้อมแขนลูกชาย

“ของกินของใช้ หนักก็ต้องเอา ต้องทน รู้ไหมไปเดินเร็ว ๆ น้องยิ่งไม่สบาย” เขาบอกลูก ส่งยิ้มลอยไปให้ ชะเง้อมองขึ้นไปบนทางด่วนด้วยใจร้อนรน ป่านนี้เมียและลูกน้อยอีกคนคงรอการกลับมาของเขาอยู่ รอด้วยความหวังทั้งอาหารและยาในถุงที่ได้รับแจกมา

“พ่อ อีหล่าจะหายไข้ไหม” เด็กน้อยเงยหน้าขึ้นส่งแววตาซื่อใสพลางถามถึงน้องด้วยความเป็นห่วง น้องที่เคยหยอกเย้ากันในเพิงพักอยู่ทุกวันคืนเสียงหัวเราะของน้องทำให้หายเหนื่อย เมื่อคืนน้องตัวร้อนจี๋ แม่ไม่รู้จะทำอย่างไร สี่ห้าครัวที่พลัดบ้านเมืองจากอีสานมาหากินด้วยกัน ต่างไม่มีหยูกยาใด ๆ ติดไม้ติดมือมาทั้งนั้น ชีวิตของคนทุกข์ยากเช้ามาออกคุ้ยขยะหาของเก่า อาศัยซุกหัวนอนในเพิงพักใต้ทางด่วน ไม่มีสมบัติพัสถานอันใดนักนอกจากถ้วยชามสามสี่ใบ เสื้อผ้าคนละสองสามชุด หมอนมุ้งผ้าห่มเก่า ๆ ขาด ๆ และเครื่องมือหาปลาตามมีตามเกิด แต่นั่นเหมือนเป็นผลดี พอเกิดน้ำท่วม มีเหตุต้องโยกย้ายปัจจุบันทันด่วน สมบัติติดตัวเหล่านั้นต่างก็ขนมาได้เกือบทั้งหมด ทุกคนช่วยกันยัดกรอกมันลงถุงปุ๋ยไม่ถึงสิบนาทีก็เสร็จสรรพ

“เดี๋ยวไปถึงแล้ว ให้น้องกินข้าวกินยา พรุ่งนี้คงดีขึ้น วิ่งเล่นน้ำได้” เขาพูดปลอบใจลูกด้วยเสียงนุ่มนวล แววตาที่ส่งมาให้เต็มไปด้วยความรักที่เปี่ยมล้น ลูกเพิ่งอายุหกขวบแต่ทำงานหนักเหมือนผู้ใหญ่ เคียงบ่าเคียงไหล่กับเขาไปทุกที่ บางครั้งก็นึกสงสารสองชีวิตน้อย ๆ อันเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขอย่างจับจิตจับใจ เด็กน้อยไร้เดียงสาต้องมารับชะตากรรมที่เกิดจากความอยากได้ใคร่มีของผู้เป็นพ่อ ปีหน้าก็ถึงขวบลูกเข้าปอหนึ่ง คงต้องพาครอบครัวแบกความจนกลับบ้านสักพัก ฝากชีวิตมันไว้กับพ่อใหญ่แม่ใหญ่ ก่อนพาลูกน้อยอีกคนกลับมาผจญความทุกข์ยากในเมืองหลวงอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง

หัวใจของเขาเต้นถี่และแรงขึ้นโดยอัตโนมัติเมื่อได้ยินเพื่อนร่วมชะตากรรมกลุ่มหนึ่ง กำลังพูดถึงเรื่องสถานการณ์น้ำท่วม โดยเฉพาะข่าวใหญ่ใกล้ตัวที่ปรากฏในโทรทัศน์เมื่อตอนกลางวัน

“จริงรึ” ใครคนหนึ่งโพล่งขึ้น

“จริงสิ ห้าหมื่นจริง ๆ เขาลงทุนมาประกาศให้รางวัลปานนั้น ไม่จริงได้ไง” อีกคนยืนยันหนักแน่น

“ข่าวว่ามันหลุดออกไปเป็นอาทิตย์แล้วไม่ใช่หรือ ตั้งแต่น้ำทะลักเข้ามาคืนแรก นี่น้ำลดลงมากแล้ว มันคงไปไหนต่อไหนแล้วล่ะ”

“ปลาพวกนี้มันอาจไม่ไปไหนไกลหรอก” อีกคนพูดขึ้น ปรากฏแววยังมีหวังในดวงตา

เขาจ้องมองลูกชาย เห็นแววสะดุ้งสะท้านเต้นกระตุกอยู่ในดวงตาคู่น้อยนั้น ก่อนหลบวูบลงพื้นเสียงเมียที่กำลังนั่งป้อนข้าวลูกคนเล็กเอ่ยขึ้น

“ใครจับมันได้คงโชคดีสุดขีดเลยเนาะ ปลาอะไรมันมีค่าปานนั้น”

“มันของเล่นเศรษฐีเขา ช่างเถอะ อย่าไปสนใจเลย น้ำท่วมไปทั้งเมืองอย่างนี้ คิดหวังอะไรไม่รู้ บ้า ๆ บอ ๆ” เขาออกเสียงดุตัดบท

“ห้าหมื่น…ถ้าเป็นเราได้ จะไม่เข้ามาเหยียบที่นี่อีก” เมียเขายังคงพร่ำเพ้อ แต่เป็นคำพร่ำเพ้อที่น้ำเสียงดูหนักแน่น

“ฝันไป ! ป่านนี้มันคงตายไปกับน้ำเน่าหรือลอยเขาปากไอ้เหี้ยไปแล้วมั้งท่า” เขาพ่นลมหายใจแรง ๆ ทำท่าหงุดหงิดเอากับเมีย ซึ่งตีหน้างุนงงสงสัยด้วยไม่เคยรู้เรื่องราวคราวก่อนของเขา ขณะที่ลูกชายยังคงก้มหน้านิ่ง เขาคนเดียวเท่านั้นที่รู้ดีว่าบัดนี้…เกิดอะไรขึ้นกับหัวใจดวงน้อย ๆ ของลูก

“ไม่กินข้าวล่ะลูก” หล่อนหันมาถามลูกชายพลางเลื่อนข้าวที่เหลืออยู่ครึ่งกล่องให้ แล้วหันไปล้วงหายาพาราในถุง

“กินก่อนไปเถอะ เดี๋ยวจะพามันลงคลองอีกรอบ ลืมไปว่าวางเบ็ดเอาไว้อีกสิบกว่าคันน้ำลดแล้ว ปลาอาจเริ่มลงคลอง เอายาให้อีนางกินซะ ไปลูกไป หิวก็ถือเอาข้าวติดมือด้วย” เขาลูบหัวลูกชายแล้วลุกขึ้นคว้าแหเดินนำหน้า ในถุงพลาสติกที่ติดมาด้วยมีเศษไม้ฟืนที่เตรียมไว้อัดเต็มอยู่ในนั้น

“ไม่เอาหรอกพ่อ จี่ปลากินก็ได้ เอาไว้ให้น้อง” ลูกชายคืนกล่องข้าวให้แม่ ไม่วายแตะหลังมือลงบนหน้าผากน้องน้อยก่อนจาก แล้วลุกเดินตามพ่อไปไม่รีรอ

“หว่านอีกสักสองสามฉาด เผื่อได้ปลามาทำเค็มเพิ่ม ไปเดี๋ยวมืดค่ำ ไปดูเบ็ดซิ เผื่อติดสักตัวสองตัว”

…ขอให้โชค…ขอให้โชคดีทีเถิด…หล่อนภาวนาขณะมองตามเขาและลูก คิดถึงข่าวทางทีวีแล้วเผลอหลับตาส่งใจปรารถนาไปยังทั้งคู่ อันที่จริงก็อยากเอ่ยปากออกไปเช่นนี้แหละ แต่กลัวเขาตะคอก หาว่าเลื่อนลอย ไร้สาระ

ห้าหมื่น…เหตุมันเกิดใกล้ตัวแถวนี้เป็นใครก็ต้องหวังไว้ล่ะ ถึงแม้มันจะเป็นหวังลม ๆ แล้ง ๆ ก็ตามทีเถิด คนเราจะอยู่ด้วยความวาดหวังสักนิดสักหน่อยก็ยังพอเยียวยาใจไปวัน ๆ มิใช่หรือ…?

“อย่าลืมเอายาให้ลูก” เขาหันมาตะโกนเตือนส่งท้าย แล้วโอบไหล่ลูกชายลงไปจากทางด่วน

…มังกรแดง…ห้าหมื่น…เขาแสยะยิ้ม นึกสมน้ำหน้าไอ้เศรษฐีร้านทองคนนั้น สะใจยิ่งนักเมื่อลองนึกหยั่งวัดความรู้สึกแห่งการสูญเสียปลาปากอัปลักษณ์ราคาเป็นล้าน ภาพของลูกชายที่ถูกไล่ตีออกมายังทิ่มแทงหัวใจอยู่ทุกครั้งที่นึกถึง ใจมันเต้นตูม ๆ ด้วยแรงอาฆาตแค้น ยิ่งอยากลืมยิ่งผุดขึ้นโบยตีเกินยับยั้งควบคุม ชนิดว่าเหตุการณ์เลวร้ายนี้มันคงตายตกไปพร้อม ๆ กับชีวิตเขา

ลูกใคร ๆ ก็รัก…มึงรู้ไหม…รู้ไหม…?

เขาพาลูกลุยน้ำซึ่งบริเวณนี้ลดลงเหลือครึ่งแข้งตรงมายังลำคลองที่วางเบ็ดไว้ ใกล้กันนั้นมีซากกองขยะเก่าขนาดมหึมาถูกเจ้าหน้าที่โกยยกขึ้นไว้ยังที่สูงข้างกำแพง มีถังแดงคว่ำอยู่ข้างบน เศษเถ้าถ่านร่องรอยของการก่อไฟยังปรากฏอยู่บนนั้น

“พ่อ ก่อไฟนะ” เด็กน้อยพูดพร้อมกับปีนไต่ขึ้นไปบนกองขยะ วางถุงเศษไม้ฟืนลงบนก้นถังแดง

“เอ้า…! ทำไมไม่เอาไม้ขีดไปล่ะ ขี้ลืมจัง ลงมาเอานี่” เขาวางแห ล้วงไม้ขีดมารอลูกชายที่กำลังไต่กลับลงมา

“เอ้อ…ยังไม่ต้องก่อหรอกไฟน่ะ ลงมาแล้วก็ไปดูเบ็ดก่อนไป พ่อจะหว่านแหสักฉาด” เขาเก็บไม้ขีดแล้วขึ้นแห ส่ายตาไปมาบนผืนน้ำ ปล่อยให้ลูกชายเดินยกคันเบ็ดที่ปักเรียงรายอยู่ไม่ห่างนัก

e-shann7_เรื่องสั้น2

เพียงเบ็ดคันที่สองเท่านั้น !

เด็กน้อยใจเต้นโครมคราม ค่อย ๆ ดึงคันเบ็ดขึ้นมา…ยกขึ้นมา…รู้สึกถึงความตึงแน่นหนักอึ้งสัมผัสได้ถึงแรงดิ้นสะบัดอันอ่อนล้า สองฝ่ามืออันหยาบกร้านและลำแขนเด็กน้อยเกร็งสั่นระริกไปทุกข้อลำ เคราะห์ดีว่าเหยื่อตัวนี้คงดิ้นจนหมดแรงไปแล้วจึงเหลือเพียงน้ำหนักถ่วงอยู่ใต้ผืนน้ำที่บอกว่าเบ็ดนั้นทำงานได้ผล

ด้วยความไม่ประมาทและประสบการณ์ที่พ่อเคยบอกสอน แทนที่จะออกแรงยกขึ้นเหนือน้ำเด็กน้อยค่อย ๆ ลดสายเบ็ดลงแล้วลากไหลให้ลู่เข้าสู่ฝั่งคลอง ซึ่งปกคลุมไปด้วยซากหญ้าเน่าตายและมวลตะไคร่น้ำ

จากนั้นจึงออกแรงค่อย ๆ ดึงขึ้นมา… ดึงขึ้นมา…

ปากที่โดนเบ็ดเกี่ยวกำลังโผล่ขึ้นพ้นน้ำ เศษเหยื่อไส้เดือนห้อยร่องแร่งอยู่ตรงมุมปากด้านหนึ่ง…ใจที่เต้นโครมครามอยู่นั้นยิ่งรัวแรงขึ้นเหมือนจะทะลุลอยออกจากอก

เลื่อนขึ้นมา…เลื่อนขึ้นมาจนสุดความยาวของลำตัว บนเศษซากหญ้าเน่าสีซีดนั้นปรากฏเกล็ดสีแดงระยับเต้นระยิบอยู่ในห้วงแห่งสนธยา แรงที่พยายามดิ้นสะบัดนั้นดูอ่อนล้า เมื่อดิ้นพลิกคราใดยิ่งทำให้สีแดงวาววับนั้นสะท้อนวูบวาบยามต้องแสงเรื่อเรืองจากเสาไฟริมทาง

เด็กน้อยเบิกตากว้างต่อภาพที่ปรากฏเบื้องหน้า จิตใต้สำนึกส่งสองมือน้อย ๆ ตะครุบลงไปทั้งปลาทั้งเบ็ดในเวลาเพียงเสี้ยววินาที ก่อนตะโกนขึ้นสุดเสียง

“พ่อ…”

 

“ปิ้ง !” ทันทีที่มองไปยังอุ้งมือลูก เขากระแทกเสียงห้วน ๆ เฉียบขาด เด็กน้อยสะดุ้งเฮือก รีบหลบตาแล้วก้มลงดูเหยื่อ รู้สึกตระหนกกับประกายตาแข็งกร้าวน่ากลัวที่สุดของพ่อเท่าที่เคยเห็นมา

“คำละแสน บุญนักแล้ว ตายก็ไม่เสียชาติเกิดทุบหัว ไม้เสียบปากปิ้ง ปิ้ง” เขาย้ำคำราม สั่งเสียงห้าวเฉียบขาด มองมาที่มือลูกชายด้วยดวงตาที่เบิกโพลงเหมือนมีก้อนไฟลุกโชนอยู่ในนั้น ฟันที่ขบกัดแน่นทำให้กรามนูนโปน

“เอ้า ! นี่ไม้ ฟาดมันซะให้หายแค้น ทุบหัวไว ๆ เข้า ช้าเดี๋ยวก็ดิ้นตกน้ำหรอก” จบคำสั่ง เขาก้มลงหยิบท่อนไม้ที่ติดมากับแหโยนให้ลูกชายก่อนหันไปสลัดแหขึ้นตากลม แว่บของแววตาที่หันไปอีกทางนั้น ปรากฏความสะใจเต้นโครมครามอยู่ไปมาสอดรับกับจังหวะหอบถี่ระบายแค้นของหัวใจ.

หนังสือแนะนำ



บทความที่คุณอาจจะสนใจ

WP Facebook Auto Publish Powered By : XYZScripts.com