รำลึก ๑๒๙ ปีชาตกาล และกึ่งศตวรรษอสัญกรรม “ลุงโฮ” วีรบุรุษแห่งอัมนัม (๑)

87

รำลึก ๑๒๙ ปีชาตกาล และกึ่งศตวรรษอสัญกรรม “ลุงโฮ” วีรบุรุษแห่งอัมนัม (๑)

นับย้อนหลังพุทธศักราช ๒๕๖๒ ไปกึ่งศตวรรษ หรือ ๕๐ ปี ตรงกับวัน ๒ กันยายน ๒๕๑๒ เป็นวันเวลาแห่งการสูญเสียครั้งสำคัญของประชาชาติเวียดนาม เมื่อมีข่าวยืนยันว่าท่านประธานาธิบดีโฮจิมินห์ หรือที่ชาวเวียดนามเรียกขานด้วยความเคารพนับถือท่านดั่งญาติสนิทว่า “บัคโห่” หรือ “ลุงโฮ” ถึงแก่อสัญกรรมแล้วในวัย ๗๙ ปี

เป็น ๗๙ ปีที่ท่านทุ่มเทชีวิตและจิตวิญญาณ ให้กับภารกิจการต่อสู้กอบกู้เอกราช เพื่อให้มาตุภูมิที่ท่านรักได้เอกราชและอิสรภาพ คืนมาจากนักล่าอาณานิคมฝรั่งเศสและจักรวรรดินิยมอเมริกา ซึ่งปีที่ท่านสิ้นภารกิจแรกลุล่วงไปแล้ว นับแต่กองกำลังเวียดมินห์ได้ชัยชนะจากการสู้รบกับมหาอำนาจนักล่าเมืองขึ้นอย่างฝรั่งเศส ณ สมรภูมิรบเดียนเบียนฟู ใน พ.ศ.๒๔๙๗ ส่งผลให้เวียดนามถูกแบ่งเป็นเวียดนามเหนือกับเวียดนามใต้ที่อเมริกาครอบงำ

ทว่า ปี ๒๕๑๒ การต่อสู้เพื่อรวมชาติเวียดนามเป็นหนึ่งเดียวกำลังดำเนินไปอย่างดุเดือด ชาวเวียดนามซึ่งไม่เคยเกรงกลัวผู้กดขี่ข่มเหงชาติไหน ต้องหลั่งน้ำตาอาลัยบุคคลที่พวกเขาเคารพรัก และเปรียบประดุจเข็มทิศชี้นำให้ต่อสู้อย่างมีทิศทาง กระทั่งหกปีให้หลัง ในวันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๑๘ เวียดนามเหนือและใต้ก็รวมกันได้สำเร็จ หลังจากยักษ์ใหญ่อย่างอเมริกาพ่ายแพ้ชาวเวียดนามรูปร่างเล็ก ตัวผอมเกร็ง อย่างราบคาบ

“…ตอนนั้นท่านยังไม่ได้ใช้ชื่อ ‘โฮจิมินห์’ ท่านชื่อ ‘เหงวียน อาย คว็อก’ แปลว่าเหงวียนผู้รักชาติ แต่ตอนที่ท่านมาอยู่ที่นี่ ก็ไม่มีใครรู้ว่านี่คือ ‘เหงวียน อาย คว็อก’ นักกู้ชาติผู้ยิ่งใหญ่ที่ฝรั่งเศสหมายหัว รู้แต่ว่าเพื่อนพ่อผมคนนี้ชื่อ “เฒ่าจิ๋น” ความจริงตอนนั้นท่านยังหนุ่มราว 30 เศษ แต่ก็เรียกกันติดปากว่า “เฒ่าจิ๋น” มาตอนหลังถึงรู้ว่า “เฒ่าจิ๋น” คือประธานาธิบดี ‘โฮจิมินห์’…”

บ้านท่านโฮจิมินห์ที่สร้างจำลองตามแบบเดิม ณ จุดที่ตั้งเดิม ภายในสวนผลไม้ของลุงเตียวที่บ้านนาจอก นครพนม

คุณลุงเตียว วงศ์ประชาสุข (เหงวียน วัน เตียว) ผู้ดูแล “เรือนประวัติศาสตร์” ที่ท่านโฮจิมินห์เคยมาพำนัก ณ บ้านนาจอก อำเภอเมือง นครพนม ช่วงปีพุทธศักราช ๒๔๗๑-๒๔๗๓ เล่าเรื่องราวที่ทำให้ผมรู้จักรัฐบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ท่านนี้ดีขึ้น และอาจกล่าวได้ว่าลุงเตียว คือชาวเวียดนามรุ่นสุดท้ายที่เคยได้พบเห็นและใกล้ชิดลุงโฮ ในฐานะที่ท่านเป็นเพื่อนของพ่อลุงเตียว และมาปลูกบ้านพักอยู่ในอาณาบริเวณเดียวกับบ้านท่าน ในห้วงยามที่ ‘เหงวียน อาย คว็อก’ คือบุคคลที่ข้าหลวงฝรั่งเศสผู้ปกครองอินโดจีนต้องการตัวมากที่สุด ในฐานะผู้ยุยงปลุกปั่นให้ชาวเวียดนามแข็งข้อต่อการปกครองของฝรั่งเศส

ภารกิจกู้ชาติของเหงวียน อาย คว็อก ในสยาม คือการจัดทำเอกสารเผยแพร่ และฝึกอบรมหนุ่มสาวชาวเวียดนามอพยพให้เกิดสำนึกรักชาติ หนุนช่วยภารกิจการกอบกู้เอกราช ซึ่งทำอย่างปิดลับในเวลากลางคืน ขณะที่ชีวิตปกติยามกลางวัน ท่านคือ “เฒ่าจิ๋น” ลงมือทำนา ปลูกข้าว จับปลา ทำสวนผัก สวนผลไม้ เหมือนชาวเวียดนามอพยพที่เป็นเกษตรกรธรรมดาคนหนึ่ง

“อุปนิสัยเฒ่าจิ๋นเป็นคนใจดี รักเด็ก ท่านชอบทำของเล่นมาให้หลาน ๆ เช่นลูกข่าง บางทีก็เล่นชักกะเย่อกับพวกผม ท่านมักจะแกล้งแพ้ แล้วหัวเราะชอบใจ ท่านทำอะไรด้วยตัวของท่านเอง ชอบปลูกต้นไม้ บ้านก็ลงมือสร้างเอง ท่านเป็นช่างไม้นะ เครื่องมือช่างของท่านก็ยังเก็บไว้ แม้แต่กระเบื้องปูพื้นบ้าน ท่านก็เผาด้วยมือของท่านเอง นี่ไง คุณดูสิ ความจริงเก็บไว้หลายแผ่น แต่ตกแตกไปบ้าง พิพิธภัณฑ์ฮานอยขอไปจัดแสดงบ้าง”

“…แล้วรังนกพิราบตรงยุ้งข้าวนั่นก็ของท่านโฮจิมินห์ด้วยหรือครับ?…”

“…ใช่ ลุงโฮท่านเลี้ยงนกพิราบไว้สื่อสารกับพรรคพวก เพราะนาของท่านอยู่ไกลจากบ้าน ท่านจึงใช้นกพิราบสื่อข่าว แต่รังเก่ามันพังไปแล้ว ผมเลยทำจำลองขึ้นใหม่ แต่ตั้งไว้ใกล้ยุ้งข้าวเหมือนเดิม…”

ลุงเตียวเล่า ขณะคอยกำกับให้หลานชายปลูกดอกไม้เพิ่มเติมที่ข้างบ้านจำลองของท่านโฮจิมินห์ ดูเหมือนนิสัยรักการปลูกต้นไม้ถูกปลูกฝังจากรุ่นสู่รุ่น จนบัดนี้ ทั้งสวนผลไม้และสวนดอกไม้รายล้อมบ้านไว้เหมือนคืนวันที่ “เฒ่าจิ๋น” พำนักอยู่ที่นี่ โดยมีมวลชน “เวียดเกี่ยว” หรือชาวเวียดนามอพยพแห่งบ้านนาจอก รายล้อมและปกป้องท่านไว้ดั่งผนังทองแดง กำแพงเหล็ก

แม้ส่วนใหญ่จะไม่ทราบว่า “เฒ่าจิ๋น” คือเหงวียน อาย คว็อก หรือท่านโฮจิมินห์ในเวลาต่อมา แต่ลึก ๆ แล้วทุกคนรู้ว่าเฒ่าจิ๋นและพวกกำลังปฏิบัติการเพื่อแทนคุณแผ่นดิน ซึ่งพวกเขาต้องหนุนช่วยหรืออย่างน้อยช่วยกันปิดเป็นความลับ

“…ไม่มีใครรู้ว่าท่านเป็นผู้นำกู้ชาติคนสำคัญ ชาวบ้านรู้แต่ว่าเฒ่าจิ๋นเป็นคนดี เวลามีใครในหมู่บ้านทะเลาะกันก็รอเฒ่าจิ๋นมาไกล่เกลี่ยให้ ทุกคนจะเชื่อฟัง เพราะท่านมีความยุติธรรม บางทีท่านไปกับชาวบ้านไปจับปลาในหนองญาติ จับได้ก็ใส่ปลาไว้ในข้องเดียวกัน เสร็จแล้วเวลาแบ่งปลาไม่รู้ว่าปลาตัวไหนเป็นของใคร ท่านบอกว่าตัวที่หางขาดเป็นของท่าน เพราะท่านเอาเล็บจิกหางปลาที่ท่านจับได้ทุกตัว เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาเวลาแบ่งปลากัน ชาวบ้านจึงเคารพท่านมาก…”

(อ่านต่อตอนจบฉบับหน้า)

หนังสือแนะนำ



บทความที่คุณอาจจะสนใจ

WP Facebook Auto Publish Powered By : XYZScripts.com