ประวัติและที่มา ทำไมจึงปลูกบ้านขวางดวงอาทิตย์ได้

0

ประวัติและที่มา ทำไมจึงปลูกบ้านขวางดวงอาทิตย์ได้

กาลอันล่วงเลยมาสามารถกำหนดช่วงเวลา กำหนดวัน กำหนดเดือน กำหนดปีที่เกิดเหตุการณ์ได้ และสามารถที่จะกำหนดเป็นศตวรรษได้ โดยเริ่มต้นจากกาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีอยู่สมัยหนึ่งพระอินทร์ผู้เป็นเทพเจ้าแห่งสิ่งทั้งมวลบนโลกพิภพ อีกทั้งยังเป็นจอมเทพแห่งเทวโลก มนุษย์โลก และสัตว์โลกทั้งหลายได้ตรวจตราดูโลก

ในกาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑ คราวที่พระพุทธศาสนาเข้ามาสู่ดินแดนต่าง ๆ ทั่วโลก ประมาณในช่วง พ.ศ.๙๙ ยังมีหมู่บ้านแห่งหนึ่งตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองหลวงในหมู่บ้านแห่งนี้ได้มีอาจารย์ประจำหมู่บ้านท่านหนึ่งชื่อว่า อาจารย์ทองดี ท่านเป็นที่นับหน้าถือตาของผู้คนทั่วไปในหมู่บ้าน และเขตหมู่บ้านใกล้เคียง ชาวบ้านทั้งหลายไม่ว่าจะทำกิจการอะไรก็จะนิยมมาปรึกษาอาจารย์คนนี้เสมอมา เช่น ปลูกบ้าน แต่งงาน ขึ้นบ้านใหม่ การตั้งชื่อ การจัดงานศพ หรือพิธีกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับฤกษ์งามยามดี เป็นต้น

ความเชื่อของคนเราต่างกัน

อาจารย์ทองดีท่านเป็นผู้มีความรู้ความสามารถ มีประสบการณ์ทางด้านโหราศาสตร์เป็นอย่างดี ท่านอาจารย์มีเพื่อนรักที่สนิทกันอยู่คนหนึ่ง ชื่อว่า นายมี อยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน ต่างก็รักใคร่กันดีให้ความช่วยเหลือเกื้อกูลกันตามมีตามเกิด แต่ทั้งสองก็มีปัญหาอยู่เรื่องเดียว ด้วยความคิดเห็นที่ไม่ค่อยลงรอยกันคือเรื่องฤกษ์งามยามดีเท่านั้นเอง

ท่านมีได้ให้ทัศนะไว้ว่า “การจะทำอะไรที่ต้องหาวัน เดือน ปี ที่ดีจึงจะทำพิธีได้ ถือตามฤกษ์ตามความเชื่อเหล่านี้ เป็นการกระทำที่เสียเวลาเปล่า ๆ ทำวันไหนก็ดีหมดด้วยกันทั้งนั้น ถือเอาฤกษ์สะดวกจะดีกว่า วันไหนก็ดีกันทั้งนั้นแหละ เพราะวันก็คนเป็นผู้กำหนดขึ้นมา เราพร้อมวันไหนก็ดีวันนั้น ถ้าเราไม่พร้อมวันนั้นก็ถือว่าไม่ดี” ปฏิเสธการถือฤกษ์ยาม

แต่จารย์ทองดีทำไม่ได้ถ้าไม่ได้ฤกษ์งาม ยามดีที่สุด จะประกอบพิธีกรรมหรือพิธีการใด ๆ ไม่ได้เลย โดยให้ทัศนะไว้ว่า “ถ้าหากไม่ได้ฤกษ์ดี ถือว่า พิธีกรรมหรือพิธีการนั้นไม่เป็นมงคล เป็น สิ่งอัปมงคลไป จะต้องยึดถือคติความเชื่อนี้อย่าง เคร่งครัด”

ท่านทั้งสองต่างก็มีความเห็นที่แตกต่างกัน เป็นแต่เฉพาะในเรื่องนี้เท่านั้น จึงทำให้ทั้งสอง ต้องโต้คารมกันอยู่บ่อยครั้ง ต่างงัดวาทกรรมที่ จะมาหักล้างกัน จึงกลายเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่ หลาย บางครั้งก็เพื่อความสนุกในวงเหล้าตาม ประสาคนบ้านเดียวกัน แต่เรื่องอื่นไม่มีปัญหา สำหรับเพื่อนรักคู่นี้

อยู่มาวันหนึ่ง นายมีจะปลูกบ้านใหม่จึงไปหาเพื่อนรัก เพื่อจะขอแรงให้มาช่วยยกเสาบ้าน เมื่อไปถึงก็บอกจารย์ทองดีว่า “พรุ่งนี้ข้าจะปลูกบ้าน ถ้าเอ็งว่างไปช่วยข้าหน่อยนะ…!” จารย์ทองดีจึงบอกเพื่อนว่า “ทำไม่ได้ ข้าดูแล้ว วันพรุ่งนี้เป็นวันไม่ดีเป็นวันล่มจม เป็นวันโลกาวินาศเป็นวันอัปมงคล ผู้ใดปลูกบ้านวันนี้จะฉิบหาย”

ถึงรุ่งเช้าของวันใหม่นายมีก็ดำเนินการ ปลูกเรือน ลักษณะของที่ตั้งบ้านได้ปลูกบ้านขวาง ตะวันขึ้นลง เป็นเรือนสองห้องธรรมดา ได้มีญาติ พี่น้องมาช่วยกันมากมาย อาจารย์ทองดีก็มาด้วย แต่ไม่พูดอะไร เพราะขืนพูดไปจะผิดใจกันเปล่า ๆ เพราะนายมีไม่ยอมรับฟังเรื่องเหล่านี้กับตนอยู่ แล้ว ในวันนั้นต่างคนก็ต่างช่วยกันทำคนละไม้ คนละมือจนบ้านเสร็จสมบูรณ์ เพราะทำกันแบบ ง่าย ขอให้เป็นรูปบ้านมุงหญ้าคาหลังไม่ใหญ่นัก ก็เสร็จสมบูรณ์ในวันนั้นตามความนิยมของบ้าน ในสมัยก่อนนั้น

ทางเดินของหมูอวกาศ

เย็นวันนั้นเองหลังจากช่วยกันทำบ้านเสร็จแล้ว เพื่อนบ้านก็อยู่ร่วมกินข้าวเย็นด้วยกัน อิ่มแล้วก็กลับบ้านเรือนของตน ส่วนนายมีก็เข้านอนพร้อมลูกเมียด้วยความเหนื่อยล้า แต่ค่ำคืนนั้นนายมีนอนไม่ค่อยหลับ เพราะคิดถึงคำพูดของจารย์ทองดี ที่บอกไม่ให้ปลูกเรือนในวันนี้และบริเวณที่ตั้งทิศทางของบ้าน ซึ่งเป็นวันไม่ดีอัปมงคลต่อผู้อาศัยอยู่ ขณะที่นายมีนอนคิดอยู่นั้นบังเอิญมีวัตถุบางอย่าง เข้ามากระทบกับหน้าจั่วเรือนเสียงดังตุ๊บ ๆ ตั๊บ ๆ อย่างแรง จนสะเทือนไปถึงหัวที่นอนแล้วเสียงนั้นก็หายไป ทำให้นายมีคิดกลัวกับเหตุการณ์นี้ จึงลุกขึ้นมาแล้วจุดไฟหาสิ่งที่กระทบจั่วบ้านนั้น แต่ก็ไม่เห็นมีอะไรเลยจึงกลับเข้าไปนอนต่อ แล้วก็หลับไปด้วยความเหนื่อยอ่อน

พอรุ่งเช้านายมีก็ออกเดินสำรวจรอบ ๆ บ้าน มองดูหน้าจั่วหรือหน้าบ้าน ก็ไม่เห็นมีอะไรเสียหาย นายมีจึงคิดว่า “คืนนี้เราจะเริ่มอยู่ยามคอยดูว่า จะมีอะไรมากระทบกับหน้าจั่วบ้านเราอีกไหม” จึงได้หยิบเอามีดปลายแหลมมาลับจนคมกริบ เพื่อเตรียมพร้อมหากมีสัตว์ร้ายหรือศัตรูอื่น ๆ เข้าบ้านในยามค่ำคืน พอตกค่ำได้นุ่งกางเกงผืนเดียวแล้วเอาผ้าขาวม้ามัดหัว แล้วเอามีดปลายแหลมขัดหลังขึ้นไปนั่งบนจั่วหรือหน้าเรือน ด้วยใจจดใจจ่อว่าอะไรจะมาชนจั่วเรือนเราในคืนนี้อีกไหม นั่งอยู่หน้าจั่วเรือนได้ไม่นานประมาณสองทุ่มเศษ ก็มีหมูใหญ่ตัวหนึ่งบินเหาะมาชนเข้าหน้าบ้าน พอดีไม่ทันระวังเพราะกลัวตกจึงรีบกอดหมูใหญ่ไว้ พอตั้งสติได้เลยถามว่า “ท่านจะไปไหน ทำไมจึงเหาะมาชนบ้านเรา…?”

หมูใหญ่จึงตอบว่า “นี้มันเป็นทางที่ข้าเหาะผ่านไปมาทุกวัน ทำไมท่านมาปลูกบ้านขวางทางข้า เวลานี้เราจะไปกินหน่อเงินหน่อคำบนสวรรค์” นายมีได้ยินหมูพูดเช่นนั้นด้วยความอยากเห็นอยากได้ ก็บอกกับหมู่ใหญ่ว่า “สาธุท่านผู้มีอิทธิฤทธิ์ ผมขอไปด้วยคนได้ไหมล่ะ…?”

หมูใหญ่จึงตอบว่า “ได้ แต่ท่านต้องหลับตา ห้ามลืมตาเด็ดขาด จนกว่าข้าจะบอกให้ท่าน ลืมตาได้” นายมีรับปากแล้วก็ไปกับหมูทันที เมื่อ เวลาผ่านไปพักใหญ่ จนกระทั่งหมูบอกว่าถึงแล้ว นายมีจึงลืมตาขึ้น พบแต่หน่อเงินหน่อคำเหลือง อร่ามเต็มไปหมด หมูใหญ่จึงบอกว่า “ท่าน ต้องการเท่าไหร่ก็เก็บเอาเลย ไม่มีใครว่าหรอก แต่อย่าลืมนะว่าเมื่อข้ามาถึงท่านแล้ว หากข้าจะ ร้องอุ๊ดครั้งที่หนึ่งท่านต้องเตรียมตัว ข้าร้องอุ๊ด ครั้งที่สองท่านต้องขึ้นหลังข้า ข้าร้องอุ๊ดครั้งที่ สามท่านต้องหลับตาแล้วเราจะไปกันเลย” เมื่อ หมูพูดจบนายมีก็รับปาก นายมีได้เก็บเอาหน่อ เงินหน่อคำจนล้นห่อผ้าขาวม้าที่ติดตัวมา แล้ว มัดไว้อย่างดีเตรียมรอหมูจะมารับ อีกไม่นานหมู ก็มาตามคำสัญญา ร้องอุ๊ดครั้งที่สามนายมีหลับตาลง หมูออกเดินทางไปได้ไม่นานแล้วบอกว่าถึงแล้ว เป็นเวลาประมาณตีสี่ เพราะหมูตัวนี้ถูกแสงแดดไม่ได้หากถูกแสงเมื่อไหร่จะตายทันทีเมื่อนายมีลืมตาขึ้นก็ถึงบ้านตัวเอง

วันที่สามารถปลูกบ้านขวางพระอาทิตย์ได้

นายมีจึงพูดกับหมูว่า “สาธุ… ท่านผู้มี อิทธิฤทธิ์ ข้าขออะไรท่านสักอย่างหนึ่งได้ ไหม…?” หมูกล่าวขึ้นว่า “ท่านจะขออะไรท่าน ว่ามาเลยตอนนี้ใกล้สว่างแล้ว ข้าอยู่ได้ไม่นาน นะ” นายมีจึงกล่าวว่า “ไม่ว่าใครจะปลูกบ้าน ขวางทางอย่างไร ขอให้ท่านเหาะข้ามไปเลยอย่า มาชนบ้านเลย” หมูใหญ่บอกว่า “ได้ ข้าจะไม่มาชนบ้านของพวกท่านที่ปลูกขวางตะวันอีก ยกเว้นพวกที่ท้าทายข้าหรือคนที่รู้แล้วยังทำอีก ข้าจะไม่ให้อภัยนะ…” ว่าแล้วหมูก็จากไป จะเห็นได้ว่าสมัยก่อนเวลาเรามองขึ้นไปบนท้องฟ้าจะเห็นเป็นทางขาว ๆ นั้นแหละคือทางผ่านของหมูซิงซองนั่นเอง นับแต่วันนั้นมานายมีก็ร่ำรวยขึ้น เป็นลำดับ เป็นคนมั่งคั่งสมบูรณ์ถึงขั้นเศรษฐีเลยทีเดียว

อยู่มาวันหนึ่งจารย์ทองดีเห็นเพื่อนร่ำรวย มีเงินทองมากมาย จึงไปถามไถ่ความเป็นมา นายมีจึงเล่ารายละเอียดให้จารย์ทองดีฟังจนหมด เริ่มตั้งแต่คอยดักฟังว่าอะไรมาชนหน้าจั่วบ้าน จนรู้ว่าหมูบินเหาะมาชนแล้วพาบินไปหา หน่อเงินหน่อทอง ตั้งใจฟังอย่างละเอียดเผื่อมี โอกาสจะได้ไปเก็บเอามาสร้างฐานะจะได้ร่ำรวย เหมือนเพื่อนบ้าง จะได้ไม่อดอยากอย่างที่เป็นอยู่

พอกลับมาถึงบ้านจารย์ทองดีครุ่นคิดว่า “นายมีปลูกบ้านในวันเดือนปีที่ไม่ดีไม่เป็นมงคล แต่เขาก็เป็นคนร่ำรวยขึ้นมาทันตาเห็น” จารย์ทองดีจึงคิดต่ออีกว่า “จะต้องรื้อบ้านปลูกใหม่ เขาจะปลูกในวัน เดือน ปี ที่ไม่ดี ในวันอัปมงคล และจะปลูกบ้านขวางตะวันเหมือนกับนายมีด้วย แล้วเราจะได้ร่ำรวยอย่างที่เพื่อนเราได้ พรุ่งนี้เราจะเริ่มลงมือทันที เราจะไม่ทนต่อความจนอีกต่อไปแล้ว” พอวันรุ่งขึ้นจารย์ทองดีก็ได้รื้อบ้านทันทีสร้างความแปลกใจให้ญาติมิตรเป็นอย่างมาก ว่าจารย์ทองดีรื้อบ้านทำไม เพื่อนบ้านคนหนึ่งเดินเข้าไปถามว่า “ท่านอาจารย์รื้อบ้านทำไม…?”

จารย์ทองดีตอบว่า “บ้านหลังนี้อยู่มานานแล้วก็ไม่รวยสักที เลยรื้อทำใหม่จะได้ร่ำได้รวยกับเขาเสียที” เพื่อนบ้านจึงกล่าวว่า “ท่านอาจารย์อย่ารื้อทำใหม่เลยมันไม่ดีหรอก บ้านหลังนี้ก็ดีอยู่แล้วนี่…!” จารย์ทองดีกลับบอกว่า “ข้าไม่กลัวว่าจะมีอะไรแล้ว อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด ข้าจะต้องทำมันใหม่” เป็นว่าในวันนั้นไม่มีใครสามารถขัดขวางการกระทำของจารย์ทองดีได้ และในวันนั้นการรื้อบ้านก็สำเร็จลงด้วยดี

โลภมากลาภหายและปลูกบ้านตามทิศ

หลายวันต่อมาจารย์ทองดีก็ทำการปลูกบ้านขึ้นใหม่ในวันไม่ดี ปลูกขวางตะวันเหมือนกับบ้านนายมีด้วย ได้ขึ้นไปอยู่ในวันเดียวกันนั้นค่ำคืนนั้นเองประมาณสองทุ่มก็มีเสียงอะไรดังตุ๊บ ๆ ตั๊บ ๆ เหมือนมีอะไรมาชนหน้าจั่วบ้านจารย์ทองดีนึกในใจว่า “ต้องเป็นหมูซิงซองอย่างเพื่อนว่าแน่ พรุ่งนี้เราจะต้องหากระสอบไปใส่เอาหน่อเงินหน่อคำสักห้าใบ จะได้ขนเอามามาก ๆ ให้มากกว่าเพื่อน เราจะได้รวยกว่านายมี” แล้วจารย์ทองดีก็หลับไป

พอถึงวันใหม่ ตกเย็นจารย์ทองดีก็ได้เตรียมกระสอบ แล้วขึ้นไปรออยู่บนจั่วบ้าน เพื่อรอเวลาหมูจะมา จารย์ทองดีบ่นไปต่าง ๆ นานาว่า “เมื่อไหร่หมูซิงซองจะมา กูรอนานแล้วนะโว้ย” พอจารย์ทองดีพูดจบไม่นาน หมูก็บินเหาะมาชนหน้าอกของจารย์เสียงดังปึก จารย์ทองดีแทบหงายหลัง ด้วยความโมโหจึงพูดว่า “ทำไมชนข้าแรงและหนักเช่นนี้ก็ไม่รู้ หรือว่าข้ามานั่งอยู่ตรงทางผ่านนี้ของมันวะ…!” แล้วจารย์ทองดีก็พูดต่อไปอีกว่า “ท่านจะไปกินหน่อเงินหน่อคำข้าขอไปด้วยได้ไหมเล่า…?”

หมูจึงบอกว่า “ได้เลยขึ้นมานั่งบนหลังข้าได้เลย แล้วหลับตาลง” จารย์ทองดีก็รีบทำตามที่หมูสั่ง ให้ตรงตามที่เพื่อนเล่าให้ฟัง เมื่อไปถึงหมูก็บอกให้ลืมตา จารย์ทองดีลืมตาขึ้นมองเห็นหน่อเงินหน่อคำก็ดีใจ คิดว่า “เรารวยแน่แล้วคราวนี้ ห้ากระสอบไม่เต็มเราไม่กลับ” หมูสั่งให้จารย์ทองดีว่า “รีบเก็บเอาเลยนะ ถ้าข้าร้องอุ๊ดครั้งที่หนึ่ง ให้ท่านเตรียมตัวนะ ข้าร้องอุ๊ดครั้งที่สอง ท่านต้องขึ้นมานั่งบนหลังข้า ข้าร้องอุ๊ดครั้งที่สาม เราจะได้ไปจากที่นี้ จำไว้นะ…!” จารย์ทองดีบอกหมูว่า “ข้าจะจำเอาไว้” แล้วหมูก็จากไป

จารย์ทองดีก็รีบเก็บหน่อเงินหน่อคำจนได้เต็มสี่กระสอบ กระสอบที่ห้ากำลังจะเก็บอยู่พอดีหมูก็มา หมูร้องอุ๊ดครั้งที่หนึ่ง จารย์ทองดีกลับบอกรอก่อนหมูจวนจะเต็มแล้ว หมูร้องอุ๊ดครั้งที่สอง ก็บอกว่าปัดโธ่อีกนิดเดียวใกล้จะเต็มแล้วแล้วยังกล่าวว่า “ทำไมใจร้อนนัก ถ้าอย่างนั้นวันหลัง ท่านต้องพาข้ามาอีกนะ กลับไปก่อนก็ได้” หมูร้องอุ๊ดครั้งที่สามก็ออกเดินทางทันทีโดยไม่พูดอะไร จารย์ทองดีไม่ทันหมูเพราะยังไม่เตรียมตัว (จึงมีคำสำนวนที่ว่า “หมูบิน”)

ต่อมาไม่นานจารย์ทองดีก็ขาดใจตายอยู่กับหน่อเงินหน่อคำ เพราะไม่มีอาหาร ปล่อยให้ความโลภเข้าครอบงำจิตใจ ชีวิตจึงต้องมาพบจุดจบอย่างอดอยาก และหมูก็ไม่กลับไปอีก เส้นทางสีขาวบนฟ้าก็เริ่มจางหายไปจนถึงทุกวันนี้สมัยก่อนคนเฒ่าคนแก่หลายคน เคยเห็นทางสีขาวผ่านทองฟ้าเป็นบางวัน แต่ปัจจุบันนี้ได้หายไปแล้ว คนรุ่นหลังอย่างพวกเราไม่มีโอกาสได้เห็นอีกต่อไป

ด้วยการขอร้องของนายมี หมูจึงเริ่มเดินทางไปทางอื่น ไม่มาชนบ้านคนในปัจจุบัน และการปลูกบ้านจะปลูกขวางทางตะวัน จะปลูกบ้านตามทิศไหนอย่างไร ก็ไม่มีเหตุการณ์ที่ไม่ดีอะไรเกิดขึ้นกับเจ้าของบ้าน นับตั้งแต่กาลครั้งนั้นเป็นต้นมาจนเท่าทุกวันนี้ ซึ่งสมัยก่อนหน้านี้จะทำเช่นนี้ไม่ได้เลย

ปรัชญาจากตำนานชาวอุษาคเนย์ปรัมปรา

นิทานปรัชญาชาวบ้านปรัมปราเรื่องนี้ได้เสนอแนวคิดเรื่องความเชื่อการสร้างบ้านปัจจุบันคติความเชื่อเหล่านี้ก็ยังมีอยู่ บางคนก็ไม่เชื่อในเรื่องดังกล่าวนี้ บางคนก็ถือเอาฤกษ์สะดวกว่า เอาสถานที่สะดวกสบายว่าขึ้นอยู่กับความเหมาะสมเป็นเกณฑ์ แต่คติความเชื่อดังกล่าวหากจะปฏิบัติตามก็ไม่เสียหายอะไร ขึ้นอยู่กับความเชื่อของแต่ละบุคคล พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า “ฤกษ์สะดวกดีที่สุด” หากรู้ว่าผิดยังฝืนทำลงไปนั้นแหละคือฤกษ์ไม่ดี หรือหากเป็นการทำผิดจารีตประเพณี นั้นแหละคือสิ่งที่เป็นอัปมงคล

 

หนังสือแนะนำ



บทความที่คุณอาจจะสนใจ

WP Facebook Auto Publish Powered By : XYZScripts.com