ป้ายประกาศ

ทางอีศาน13

การเดินทางสู่โลกของชาวนา ก้าวแรกที่บ้านกระพี้

แม้สังคมทั่วไปในช่วงนั้นจะมองภาพของสังคมชาวนา/ชนบทในมิติเดียวด้วยทัศนะที่คับแคบ โดยสร้างวาทกรรมขึ้นพูดกันติดปากทั่วไปโดยเฉพาะจากคนของภาครัฐฯว่า “โง่ จน เจ็บ” ทั้ง ๆ ที่ลึก ๆ แล้วบรรดาข้าราชการอำมาตย์ทั้งหลายก็มีสภาพโง่/จน/เจ็บไม่แพ้ชาวนาเลย แถมหลาย ๆ คนมีการศึกษาขั้นโงหัวลืมตาอ้าปากชุบตัวผ่านระบบการศึกษาเล่าเรียนมาได้ ก็ด้วยหยาดเหงื่อแรงงานของพ่อ-แม่ที่เป็นชาวนา/เป็นเกษตรกรมาทั้งนั้น!

‘น้าสนับ’ เพื่อนทุกข์ยามยาก ตอนที่ ๔

แม่หวานก็เหมือนเตี่ยเถ๊า ที่แม้จะอยู่ในสภาพแวดล้อมแหล่งอบาย แต่ท่ามกลางกลิ่นคาวกามกลับแฝงและอบอวลด้วยปรัชญา แม่หวานมักพร่ำสอน ‘พี่’ เสมอว่า “พวกมึง คนเขามองว่าต่ำ ต้องทำตัวให้มันดีมึงไม่ได้ขอใครแดก มึงมาเพื่อหาเงินส่งพ่อแม่ เพื่อเลี้ยงครอบครัว ถ้ามึงไม่ทำตัวชั่ว มันไม่ใช่เรื่องชั่วหรอก”

โฉมหน้านักการเมืองรุ่นแรกของอีสาน (บทที่ ๓)

ตลอดห้วงเวลา ๘๐ กว่าปีที่ผ่านมา กลับเป็นห้วงเวลาแห่งความยุ่งยาก สับสน วกวนอยู่ในเขาคีรีวงกตแห่งความขัดแย้งของสองขั้วอำนาจ คือ ระหว่างขั้วอนุรักษ์นิยม กับขั้วประชาธิปไตย ขั้วหนึ่งยื้อยุดฉุดดึงไว้ทุกวิถีทาง…ขั้วใหม่ก็ยังไม่เข้มแข็งพอที่จะสถาปนาประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ขึ้นมาได้ วัตถุประสงค์ของคณะราษฎรยังไม่บรรลุผล ประชาชนไทยหลั่งเลือดเสียชีวิตตามรายทางมาหลายครั้ง

เกลือ แร่ธาตุปฏิวัติสังคมชาติพันธุ์อีศาน

ภูมิปัญญาระดับชาวบ้าน นอกจากจะใช้เกลือในการบริโภคแล้ว ยังใช้เกลือในการรักษาอาการเจ็บป่วยอีกด้วย เช่น หากมีอาการมึนศีรษะ สมองไม่ปลอดโปร่งก็ใช้น้ำอุ่นประมาณ ๑ ถัง ผสมเกลือ ๒-๓ ช้อนแล้วอาบ เกลือจะช่วยกระตุ้นให้เลือดไหลเวียนได้ดี มีเลือดไปหล่อเลี้ยงสมอง, หากบังเอิญกินอาหารปนสารพิษเข้าไปหรือเกิดอาการอึดอัดอาหารไม่ย่อย และอยากให้อาเจียนออกมาก็ให้ดื่มน้ำเกลือเข้มข้นแก้วใหญ่ ๆ เพียงชั่วอึดใจก็จะอาเจียนพวกสารพิษออกมา, หากมีอาการคันตามผิวหนังให้ทาบริเวณที่คันด้วยน้ำเกลือ เชื้อราบริเวณนั้นจะสิ้นฤทธิ์, ถ้ายุงกัดจนเป็นตุ่มบวมคันก็ไม่ต้องเกาให้รีบใช้น้ำเกลือทาที่รอยแผล ไม่นานอาการคันก็จะหายไปและรอยบวมก็จะยุบหายไปด้วย

พญาแถน, พญาคันคาก และบั้งไฟ

การทำบุญบั้งไฟ เป็นประเพณี เพื่อจุดบั้งไฟขึ้นไปบูชาไฟแก่เทพเจ้าบนสวรรค์ผู้ดูแลน้ำฟ้า ที่ชื่อว่า วัสสกาลเทพบุตร ถ้าทำถูกใจท่าน ท่านก็จะประทานน้ำฝนให้ตามฤดูกาล แต่ที่เป็นจารึกบนใบลานอักษรไทน้อย เป็นความเชื่อของคนลาวและไทยอีสานมากที่สุด เห็นจะเป็น นิทานเรื่องพระยาแถนและนิทานเรื่องพระยาคันคาก เป็นนิทานลาวที่แพร่หลาย นับเป็นตำนานของการทำบุญบั้งไฟ ในลาวและในอีสานของไทย

จิตร ภูมิศักดิ์ คนยังคงยืนเด่นโดยท้าทาย

จุดที่หักเหชีวิตของจิตรมากจุดแรกน่าจะเกิดขึ้นในปีนี้ นั่นคือการได้สนิทสนมและร่วมงานกับ ดร.วิลเลียม เจ.เก็ดนีย์ (Dr. William J. Gedney) จิตร ได้ย้ายไปอยู่กับ ดร.เก็ดนีย์ ที่ซอยร่วมฤดี ถนนสุขุมวิท ผู้เชี่ยวชาญด้านตะวันออกไกล ชาวอเมริกัน ช่วงแรก ดร.เก็ดนีย์ จ้างจิตรเดือนละ ๓๐๐ บาท ให้สอนภาษาไทยและวรรณคดีไทย ต่อมามีผู้ว่าจ้างให้ ดร.เก็ดนีย์ แปลเอกสารภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทย จิตรเป็นผู้ช่วยและแบ่งรายได้กันคนละครึ่ง

สายธาร นิทานอีสาน

นิทานเป็นส่วนหนึ่งในการสะท้อนชีวิต ค่านิยม และความเชื่อของผู้คนในสังคม เป็นเรื่องราวที่ผู้คนบอกเล่าสืบต่อกัน จากรุ่นปู่สู่รุ่นพ่อ จากรุ่นพ่อสู่รุ่นลูก รุ่นหลาน สืบสานกันไปเรื่อย ๆ แฝงคำสอนใจ แฝงบทเรียนเป็นเสมือนมรดกตกทอดของแต่ละสังคม ภาคอีสานมีนิทาน ตำนานมากมายหลากหลายประเภททั้งนิทานชาดก นิทานกลอนลำ นิทานก้อม ซึ่งส่วนมากเล่ากันมาแบบปากต่อปาก (มุขปาฐะ)

วันที่ลงจากเตียงผิดด้าน

เจ้าสุนัขพิตบูล หัวใหญ่ หน้าทะเล้น ที่มักโถมเข้ามาชวนเล่นราวตอร์ปิโดทุกคราวที่พบกัน บัดนี้ตาเหลือกลาน ขาทั้งสี่ข้างเหยียดเกร็ง น้ำลายฟูมปาก นี่มันอดทนต่อฤทธิ์ของยาพิษนั่นตั้งแต่เช้าเชียวหรือ ภาพนั้นทำให้หัวใจฉันกระตุกวูบ ที่หัวตาไม่มีการกะพริบตอบสนองเมื่อยามเคาะ เสียงจังหวะการทำงานของหัวใจเต้นพลิ้วระรัวเป็นสัญญาณว่าพร้อมจะยุติการทำงานภายใน ๒-๓ นาทีข้างหน้า หลอดเลือดจมหายไปกับกล้ามเนื้อจนยากที่จะควานขึ้นมา ต่อให้เป็นหมอเทวดาก็คงยากที่จะยื้อไว้

พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านหนองบัวโคก อ.ลำปลายมาศ จ.บุรีรัมย์

ทางอีศาน 13: “พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านหนองบัวโคก เป็นพิพิธภัณฑ์ขนาดเล็ก เกิดขึ้นจากการสะสมเครื่องมือเครื่องใช้พื้นบ้านส่วนตัว มาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๓๒ ด้วยการขอบริจาค ขอซื้อ รวมทั้งขอแลกเปลี่ยนจากชาวบ้าน ในเขตอำเภอลำปลายมาศแล้วขยายไปตามพื้นที่ต่าง ๆ ตามโอกาสที่มี โดยใช้วิธีค่อยเป็นค่อยไป ไม่เร่งรีบสะสมแต่อย่างใด เมื่อเห็นว่ามีเครื่องมือเครื่องใช้พอสมควร สามารถจัดแยกหมวดหมู่ จึงได้เปิดให้ผู้อื่นมาชื่นชมได้”

พรมแดนไทย สมัยต้นรัตนโกสินทร์

ในขณะที่สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีกำลังตรากตรำพระราชภารกิจกอบกู้บ้านเมือง และเร่งขยายขอบขัณฑสีมาอยู่นั้น ทางกรุงเวียงจันทน์ก็เกิดกรณีขัดแย้งกับเมืองหนองบัวลุ่มภู หรือนครเขื่อนขัณฑ์กาบแก้วบัวบาน จนเป็นตำนานในประวัติศาสตร์เมืองอุบลราชธานีในปัจจุบัน เมืองหนองบัวลุ่มภูในอดีตเป็นเมืองใหญ่ ในตำนานว่าเคยเป็นเมืองหน้าด่านเมืองหนึ่งของอาณาจักรล้านช้าง มีไพร่พลจำนวนมาก เมืองหนองบัวลุ่มภูเองก็มีเมืองหน้าด่าน ๔ เมืองคือเมืองภูเขียว เมืองภูเวียง เมืองผ้าขาว และเมืองพันนา ต่อมาสถาปนาขึ้นเป็น “นครเขื่อนขัณฑ์กาบแก้วบัวบาน” ในยุคที่เจ้าพระวอพระตา ทำการต้านศึกเวียงจันทน์ จนต้องล่าถอยไปอาศัยนครจำปาศักดิ์ และภายหลังลูกหลานเจ้านายเมืองหนองบัวลุ่มภูไปตั้งบ้านเมืองแห่งใหม่ ขนานนามให้เป็นที่ระลึกแก่เมืองหนองบัวลุ่มภู หรือนครเขื่อนขัณฑ์กาบแก้วบัวบาน นั่นคือ “เมืองอุบลราชธานีศรีวนาลัยประเทศราช”

เก้าพิธีกรรมขอฝน (Nine Rain Rituals)

เมื่อฝนไม่ตกเพราะเหตุดังกล่าว บรรพชนเราจึงคิดค้นพิธีกรรมขอน้ำฝนขึ้นมาตามความเชื่อของตน ขอน้ำฝนจากแถน เทพบุตร เทวดาองค์ที่มีหน้าที่ให้น้ำฝนน้ำฟ้าประทานแก่ชาวโลกทั้งมวลหากองค์ท่านไม่พึงพอใจก็ไม่ทำหน้าที่ ทำเป็นเฉยเมยไปเสีย ดังนั้น ปราชญ์บรรพชนเราจึงทำพิธีกรรมขอฝน ซึ่งที่เคยมีมาแล้วนั้นไม่น้อยกว่า ๙ พิธีกรรม
WP Facebook Auto Publish Powered By : XYZScripts.com