นวนิยาย: กาบแก้วบัวบาน (๑)

43

นวนิยาย: กาบแก้วบัวบาน (๑)

ทางอีศาน ฉบับที่ ๑ ปีที่ ๑ ประจำเดือนพฤษภาคม ๒๕๕๕
คอลัมน์: นวนิยาย
Column: Novel “Karb Kaeo Bua Baan” (Glassy Lotus Petals)
ผู้เขียน: ณรงค์ฤทธิ์ ศักดารณรงค์

Hemaraj, the young heir of a big town businessman, with a Ph.D degree from abroad, attended the “Naga Fireballs Festival” on the full moon night of the 11th lunar month and found himself amidst the incidents in the mysterious kingdom of the Great Naga.

Wiangsawan, a beautiful woman in black sarong dress decorated with red silk pattern, was dancing gracefully in a deserted temple. She looked gorgeous before the throne of the statue and the naga was moving as if it were alive. The whole vision seemed like a magic spell. The young man decided to follow her when mishap suddenly took place.

This imaginary novel based on the legend of the Naga of the Southeast Asia will reveal the City of Sri Khotrabura, Wiang Warin, Sithandorn and “Karb Kaeo Bua Baan” The metropolitan Karb Kaeo Bua Baan with its Great Gilded Tower as the central authority is crucial, because whoever holds this place will reign with supremacy….

ตะวันยอแสงคล้อยฟ้าต่ำลง แดดสีส้มส่องกระทบสายน้ำ ผู้คนหลั่งไหลมาแน่นขนัดริมโขงแต่ละคนตั้งใจมาดูบั้งไฟพญานาค ยิ่งใกล้มืดผู้คนยิ่งล้นหลาม เพียงอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้าดวงจันทร์คืนวันเพ็ญก็จะส่องแสงฉายฟ้า และถ้าลูกไฟสีส้มอมชมพูพวยพุ่งขึ้นจากสายน้ำ เสียงโห่ร้องจะดังกึกก้องไปทั่วคุ้งโขง

เหมราชจอดรถไว้ที่ลานจอดรถ จากนั้นเดินปะปนผู้คนเลาะเลียบไปตามริมโขงไกลจนรู้สึกเหนื่อยจึงหยุดยืนพักเพื่อผ่อนแรง ขณะกำลังยืนเขาทอดสายตามองข้ามโขงไปยังฝั่งลาว เห็นหลังคาบ้านเรือนเรียงรายไม่ต่างจากฝั่งไทย ยกกล้องขึ้นปรับระยะแล้วกดชัดเตอร์ถ่ายภาพ กวาดสายตามองผู้คนที่หลั่งไหลกันมาไม่ขาดสาย จึงกดชัดเตอร์ถ่ายภาพไปเรื่อย ๆ ด้วยตั้งใจเก็บไว้เป็นหลักฐานการมาดูบั้งไฟพญานาค ถ่ายภาพพลางเดินพลางเริ่มรู้สึกอ่อนแรง ขืนเดินต่อไปคงเหนื่อยเปล่าจึงมองหาบริเวณที่ผู้คนไม่หนาแน่นมากนักแล้วเดินไปนั่งพิงต้นไม้ตั้งหน้าตั้งตารอคอย บั้งไฟพญานาคเป็นเรื่องจริงหรือเป็นเพียงตำนาน ยังหาคำตอบไม่ได้ แต่ละปีเมื่อวันเพ็ญ ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑ เวียนมาถึง ก็จะเป็นข่าวใหญ่ทั้งไทยทั้งลาวแถมยังกลายเป็นข่าวดังไปทั่วโลก

แล้วตะวันก็ลาลับฟ้า…

ฝูงนกกาบินกรูเกรียวข้ามลำโขง ดวงจันทร์สีเหลืองอ่อนโผล่ท้องฟ้า จากสีเหลืองอ่อนค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีขาวนวล ผู้คนยังคงแน่นขนัดริมโขงและเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่ละคนรอคอยวินาทีบั้งไฟพญานาคพุ่งขึ้นจากสายน้ำ ขณะที่ทุกคนกำลังเฝ้ารอคอยด้วยใจที่จดจ่อ เสียงพระสวดมนต์กังวานมาแต่ไกล เสียงย่ำฆ้องกระหึ่มดังใกล้เข้ามาเหมราชสงสัยเหตุใดจึงมีเสียงพระสวดมนต์กังวานมากับสายลม เสียงย่ำฆ้องฟังแล้วเหมือนกระหึ่มอยู่ในสายน้ำ แต่พอคิดได้ว่าวันนี้เป็นวันออกพรรษา ธรรมดามากหากจะได้ยินเสียงพระสวดมนต์ ขณะกำลังผ่อนลมหายใจตามสบาย เสียงแคนเสียงพิณเสียงโปงลางผสมเสียงทุ้ม ๆ ของโหวดดังตามมาอีก ด้วยความสงสัยจึงหันไปมองทิศทางของเสียง นอกจากผู้คนแน่นขนัดริมโขงแล้วไม่เห็นมีอะไร กวาดสายตามองสำรวจไปทั่วคุ้งโขง มีเพียงสายน้ำสีทองเท่านั้นที่ซัดเซาะแก่งหิน

เหมราชครุ่นคิดสงสัย เสียงพระสวดมนต์ดังมาจากไหน เสียงย่ำฆ้องตามด้วยเสียงบรรเลงโปงลางลายพื้นบ้าน กระหึ่มกังวานขึ้นแล้วเหตุใดจึงเงียบหาย กวาดสายตามองสำรวจเพื่อความแน่ใจอีกครั้ง เสียงเริ่มดังกังวานลอยลมมาอีก ด้วยความสงสัยจึงลุกขึ้นเดินไปยืนฟังใต้ต้นไม้ที่อยู่ถัดไป เสียงที่ได้ยินกลืนหายไปในเสียงพูดคุยและเสียงสายน้ำไหลเซาะแก่งหิน

จันทร์วันเพ็ญสูงโด่งฟ้าเรื่อย ๆ ริมโขงมีผู้คนพลุกพล่านมากขึ้นตามลำดับ แต่ละคนตั้งใจคอยแสงไฟประหลาด ทั้งที่ไม่มีสิ่งใดพุ่งขึ้นมาให้เห็นแต่ทุกคนก็จดจ้องมองไปยังกลางสายน้ำโขง ยิ่งดวงจันทร์โด่งฟ้าผู้คนก็ยิ่งหลั่งไหลกันมาอย่างล้นหลาม คงเป็นเพราะรอนานจนเหนื่อยล้า บางคนจับกลุ่มพูดคุย บางคนลุกขึ้นเดินไปเดินมา และบางคนเริ่มอ้าปากหาวนอน

ทันใดนั้น…

ลูกไฟแสงสีแดงอมชมพูพวยพุ่งขึ้นจากสายน้ำทิ้งช่วงเพียงชั่วอึดใจแสงสีประหลาดพวยพุ่งขึ้นตามมาอีก ผู้คนส่งเสียงฮือฮาได้ยินไปทั่วคุ้งโขง ผู้เฒ่าชายหญิงบางคนประนมมือสวดมนต์ บางคนจุดธูปจุดเทียนกราบไหว้อธิษฐาน เหมราชตะลึงมองด้วยความตื่นตาตื่นใจ รีบคว้ากล้องขึ้นมาถ่ายรูปลูกไฟประหลาดทันที ลูกไฟประหลาดพุ่งจากสายน้ำสู่ท้องฟ้าติดต่อกันครั้งแล้วครั้งเล่า จนกระทั่งดวงจันทร์ส่องแสงขาวนวลอยู่กลางฟ้าลูกไฟจากสายน้ำจึงค่อยๆ ทิ้งช่วงแล้วเงียบหายเสียงพูดคุยด้วยความตื่นเต้นดีใจเซ็งแซ่ไปทั่ว ผู้คนเริ่มทยอยกลับ ไม่นานเท่าไรริมโขงก็โล่งกลับสู่ความเงียบ แต่ยังมีผู้คนส่วนหนึ่งปักหลักเฝ้าอยู่กับที่ แม้จะดึกดื่นเพียงใดยังคงนั่งมองสายน้ำสีทองเชี่ยวไหลใต้แสงจันทร์วันเพ็ญ

เหมราชเดินกลับไปพร้อมกับชาวบ้าน ขณะเดินมุ่งหน้าไปยังลานจอดรถ เสียงพระสวดมนต์ดังกังวานมากับสายลม แคนพิณโปงลางผสมเสียงโหวดเร้าระทึกอยู่ไม่ไกล ตามด้วยเสียงย่ำฆ้องดังกระหึ่มอยู่ใกล้ ๆ เงียบหายแล้วดังกระหึ่มกังวานขึ้นมาอีก เขาเดินไปฟังไปด้วยความสงสัย บางครั้งหยุดเดินเงี่ยหูฟังเพื่อจับทิศทาง เหมือนกังวานอยู่ใกล้ ๆ แล้วดังห่างไกลออกไป ด้วยความสงสัยและอยากรู้จึงเดินตามเสียงไปเรื่อย ๆ ฟังเสียงแล้วเหมือนอยู่ไม่ไกลแต่เดินไปไม่ถึง ใจหนึ่งอยากจะหยุดเพียงเท่านี้แล้วกลับไปยังลานจอดรถ แต่อีกใจหนึ่งอยากตามไปดู ในที่สุดก็ตัดสินใจเดินตามไปอีก เดินตามไปไกลเท่าไรไม่รู้แต่สองข้างทางกลายเป็นป่าทึบ มองซ้ายมองขวาและมองไปทางไหนเห็นมีแต่ต้นไม้ เมื่อถลำลึกด้วยการตัดสินใจถึงขั้นนี้แล้ว ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม ต้องไปให้ถึงและต้องดูให้เห็นด้วยตา

เหมราชอาศัยแสงจันทร์ส่องทาง เดินผ่านโขดหินต้นไม้น้อยใหญ่ในป่าทึบ ทะลุออกสู่ลานกว้างมองเห็นผู้คนแน่นขนัด พวกเขากำลังชุมนุมดูสาวงามร่ายรำ นางรำแต่ละคนแต่งกายด้วยชุดสีเขียวอ่อนกรีดกรายตามลายเพลงโปงลาง เขาเดินมาถึงแล้วหยุดยืนดูด้วยความสงสัย คืนนี้จันทร์วันเพ็ญส่องแสงฉายฟ้า ดาวระยิบระย้าไร้เมฆบดบังผู้คนเหล่านี้เป็นใครมาจากไหน แทนที่จะไปดูลูกไฟประหลาดพุ่งขึ้นจากลำน้ำโขง เหตุใดจึงมาชุมนุมดูหญิงสาวชุดสีเขียวอ่อนร่ายรำ

เขายกกล้องถ่ายรูปขึ้นกดชัดเตอร์ แสงสว่างจากแฟลชส่องให้เห็นใบหน้านางรำชัดเจน และส่องให้เห็นพระพุทธรูปองค์ใหญ่ที่อยู่ถัดไปด้านหลัง องค์พระนั่งตระหง่านอยู่บนบัลลังก์ แท่นประทับมีฐานรองยกสูงขึ้นจากพื้นดิน นาคสะดุ้งทาบลำตัวลงมาตามราวบันไดทั้งสองข้าง แต่ละตัวยกเศียรผงาดขึ้นอ้าปากตวัดลิ้นเห็นคมเขี้ยวโง้งแหลม บริเวณราวบันไดแสงสว่างส่องไปถึงไม่มากนัก เขาตาไม่ฝาดแน่ นาคสะดุ้งที่เห็นแต่ละตัวเหมือนมีชีวิต คล้ายขยับเคลื่อนไหวไปมา พยายามจ้องมองให้เห็นถนัดตาเพื่อความแน่ใจ แต่นาคสะดุ้งที่เห็นก็เป็นเพียงปูนปั้น มองข้ามองค์พระทะลุออกไปด้านหลัง เห็นพระอุโบสถตะคุ่มอยู่ในเงามืด เจดีย์เรียงรายอยู่ใต้แสงจันทร์ ต้นโพธิ์ใหญ่สูงตระหง่านอยู่ข้างเจดีย์

โปงลางเปลี่ยนลายเป็นทำนองเนิบช้า เสียงโหวดกังวานขึ้นเหมือนน้ำตกจากหน้าผาสูง พิณกรีดเสียงเหมือนผีเสื้อขยับปีก ทำนองแคนสั้นยาวเหมือนน้ำเชี่ยวไหลในลำโขงคดโค้ง หญิงสาวชุดดำคนหนึ่งโผล่ออกมาจากเงามืดข้างฐานองค์พระเชิดหน้าขยับเท้าทอดแขนกรีดกรายรำ เหล่าหญิงสาวชุดเขียวอ่อนที่รำอยู่ก่อนแต่ละคนกระจายแถวถอยไปรำอยู่ด้านหลัง ทำนองแคนเปลี่ยนลายกระชับกระชั้น โปงลางกระแทกกระทั้นเคล้าเสียงโหวดพิณ หญิงสาวชุดดำเยื้องยักท่ารำอยู่ด้านหน้าแต่ละท่วงท่าลีลาชดช้อย เยื้องกรายชมดชม้อยเหมือนใบไม้พลิ้วลม

เหมราชตะลึงมองหญิงสาวชุดดำ เธอแต่งกายต่างจากหญิงนางรำคนอื่น มุ่นมวยผมทรงสูงทัดดอกไม้สีขาว เสื้อรัดรูปสีดำแขนยาว ใต้ปกคอด้านหน้าคาดแถบแดงลงไปถึงสะเอว ผ้าซิ่นสีดำเชิงตีนจกสีแดงสอดลายไหม สไบสีขาวพาดเฉียงไหล่ซ้าย ปล่อยชายด้านขวาใต้เข็มขัดเงินที่รัดสะเอวแสงจันทร์ส่องสว่างมองเห็นความงามฉายฉานอยู่ทั่วเรือนร่าง กิริยาท่าทางสง่างามเหมือนนางพญาดวงตาทอประกายแจ่มใส ไร้เดียงสาและซื่อบริสุทธิ์ เมื่อตาต่อตามองประสานเขาได้แต่ตื่นตะลึง ขณะที่สาวงามเชิดหน้าชายตาทักทายด้วยรอยยิ้ม

ชายหนุ่มลึกลับคนหนึ่งแต่งกายเหมือนนักรบโบราณ ผ้าโพกหัวสีแดงปล่อยชายสองข้างลงมาถึงหัวไหล่ สะพายดาบคู่ไขว้หลัง ยืนเงียบขรึมอยู่ข้างบัลลังก์องค์พระ ถึงจะมืดแต่แสงจันทร์ส่องสว่างจึงมองเห็นชัดเจน ชายหนุ่มหน้าเหี้ยมอีกคนแต่งกายเหมือนนักรบโบราณด้วยชุดสีเขียว ถือดาบเดินนำหน้าชายฉกรรจ์กลุ่มใหญ่ตรงมา พวกเขากรูเข้าไปรุมทำร้ายชายหนุ่มคนแรก การต่อสู้ชุลมุนขึ้นท่ามกลางความโกลาหลของผู้คน

ชายฉกรรจ์อีกกลุ่มหนึ่งวิ่งพรวดพราดตรงมาพวกเขาถือดาบเป็นอาวุธ แต่ละคนตรงเข้าไปด้วยมุ่งจะควบคุมตัวหญิงสาวชุดดำ ผู้คนแตกตื่นตกใจวิ่งหนีอลหม่าน เหมราชยกกล้องขึ้นกดชัดเตอร์ถ่ายภาพทันที แสงแฟลชทำให้กลุ่มชายฉกรรจ์ตกใจกลัว พวกเขาผลุบหายไปในความมืดเหตุการณ์เกิดขึ้นแล้วยุติลงเพียงชั่วพริบตา เหมราชวิ่งตามไปดูด้วยความสงสัย ถึงจะวิ่งตามไปกระชั้นชิดแต่กลุ่มชายฉกรรจ์หายไปอย่างไร้ร่องรอย ลานวัดบริเวณด้านหลังองค์พระว่างเปล่า ลมเท่านั้นพัดหวีดหวิว

เขาเดินกลับมาที่เดิม ผู้คนเนืองแน่นหายไปหมดสิ้น ไม่มีนางรำ ไม่มีเสียงพระสวดมนต์ ไม่มีเสียงบรรเลงโปงลางเคล้าเสียงโหวดพิณแคน เสียงย่ำฆ้องเงียบหาย มีก็แต่พระพุทธรูปตระหง่านอยู่บนบัลลังก์ เจดีย์ทอดเงาอยู่เรียงราย ยอดไม้ใบหญ้าลู่เอนไปมาใต้แสงจันทร์ เสียงใบโพธิ์ต้องลมเกรียวกราว

เหมราชเดินค้นหาหญิงสาวชุดดำอีกครั้ง เดินค้นหาจนทั่วลานวัด รู้สึกเหนื่อยจนแทบหมดแรงจึงกลับมาหยุดยืนอยู่ต่อหน้าองค์พระ ยืนเงียบ ๆ ครุ่นคิดด้วยความสงสัย เหตุใดผู้คนเนืองแน่นลานวัดจึงหายไปพร้อมกับนางรำ ชายหนุ่มลึกลับคนแรกเป็นใคร ทำไมจึงแต่งกายเหมือนนักรบโบราณแล้วมายืนซุ่มอยู่ข้างบัลลังก์พระ เขาโดนรุมทำร้ายด้วยเหตุอันใด และชายหนุ่มหน้าเหี้ยมอีกคนเป็นใคร พวกเขามีอะไรขัดข้องหมองใจกันจึงมุ่งร้ายจะเอาชีวิตกัน แถมยังฮือเข้าไปหมายจะควบคุมตัวหญิงสาวชุดดำอีกต่างหาก สำหรับตัวเขาเองก็แปลกไม่ใช่น้อย ทั้งที่ตั้งใจมาดูบั้งไฟพญานาคกลับมาพบเหตุการณ์ไม่คาดคิด พยายามคิดหาสาเหตุแต่คิดไม่ออกจึงมองสำรวจนาคสะดุ้งที่ฐานพระมองกี่ครั้งต่อกี่ครั้งก็เป็นเพียงปูนปั้น ผิดจากก่อนหน้านี้ขยับเคลื่อนไหวเหมือนมีชีวิต ชั่งใจคิดไตร่ตรองแล้วตัดสินใจเด็ดขาด ต้องตามไปดูให้รู้สาเหตุการต่อสู้ของกลุ่มชายฉกรรจ์ พวกเขาบุกจู่โจมสู้กันอย่างรุนแรงด้วยเหตุใด และทำไมจึงมุ่งร้ายต่อหญิงสาวชุดดำ มันต้องมีอะไรบางอย่างแอบแฝงอยู่เบื้องหลัง

เหตุการณ์ที่พบเห็นทำให้คิดหนัก เดินกลับไปกลับมาแล้วหยุดยืนสงบ สูดลมหายใจลึกยาวเหมือนกำลังตัดสินใจทำอะไรสักอย่าง

เขาเป็นลูกผู้ชายที่มีศักดิ์ศรี และศักดิ์ศรีของลูกผู้ชายคือคุ้มครองปกป้องผู้หญิงที่กำลังมีภัย ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม คืนนี้ต้องตามหาหญิงสาวชุดดำให้พบ คิดแล้วอดเป็นห่วงไม่ได้ แต่ลึก ๆ ในใจเขากำลังถวิลหาหญิงสาวชุดดำ เธอเป็นใครทำไมจึมาร่ายรำอยู่ใต้แสงจันทร์กลางลานกว้างยิ่งคิดยิ่งยากจะลืมสายตาชม้ายมองด้วยรอยยิ้มทุกท่วงท่ารำของหญิงสาวชุดดำยังดื่มด่ำติดตาฝังใจ

ดวงจันทร์คล้อยต่ำลงเกือบจะลาลับฟ้า แต่ยังส่องสว่างให้เห็นทางเดิน เหมราชเดินออกไปจากลานวัด ขืนชักช้าหญิงสาวชุดดำอาจได้รับอันตราย ทั้งที่เดินไปตามเส้นทางที่มีแต่พุ่มไม้และกอหญ้าเล็ก ๆ เท่านั้น จู่ ๆ กลับกลายเป็นโขดหินสลับต้นไม้น้อยใหญ่ในป่าทึบ ภูเขาทอดเงาสูงทะมื่นอยู่ข้างหน้า ท้องฟ้าแปรเปลี่ยนเป็นสีเงินยวง

เสียงกลองรัวลั่นขึ้นดังสนั่นป่า ฟังแล้วไม่ต่างอะไรจากการลั่นกลองในสนามรบ เสียงม้าวิ่งระคนกับเสียงโห่ร้องดังใกล้เข้ามา เหมราชยืนฟังด้วยความสงสัย ทำไมป่าทั้งป่าจึงอึกทึกเหมือนกำลังเคลื่อนทัพ กึกก้องด้วยเสียงโห่ร้องแล้วเงียบหายผ่านไปเพียงชั่วอึดใจแล้วดังกระหึ่มขึ้นมาอีก ได้ยินเสียงเหมือนกำลังเกิดการต่อสู้ มีเสียงคล้ายดาบกระทบดาบ ตามด้วยเสียงคนร้องโหยหวนอย่างเจ็บปวด เสียงช้างเสียงม้าร้องลั่นสนั่นป่า กลิ่นคาวเลือดคลุ้งตามลม เพียงชั่วครู่เท่านั้นทุกอย่างกลับเข้าสู่ความเงียบ ทั้งที่สงสัยกลับตัดสินใจเดินต่อไปเรื่อย ๆ ถึงจะอ่อนแรงแต่ยังแข็งใจเดินไม่ยอมหยุดน้ำค้างหล่นจากยอดไม้ลงสู่ดินดังป๊อกแป๊ก พงหญ้าข้างทางไหวยวบยาบ คงต้องมีอะไรสักอย่างอยู่ในพงหญ้า ขณะหยุดยืนรอดูท่าที งูโหญ่ตัวหนึ่งเลื้อยออกมาขดลำตัวอยู่ข้างทาง มันชูหัวขึ้นสูงเหมือนจะพุ่งเข้ามาฉก งูใหญ่อีกสองตัวผงกหัวสูงขึ้นตวัดลิ้นแผ่แม่เบี้ย ด้วยความตกใจกลัวจึงยืนนิ่งอยู่กับที่ ยืนเงียบ ๆ กระทั่งเวลาผ่านไปครู่ใหญ่อสรพิษร้ายทั้งสามจึงลดหัวต่ำลง ส่งเสียงฟู่ ๆ แล้วเลื้อยกลับเข้าไปในพงหญ้า

เหมราชไม่เคยพบเห็นงูใหญ่ขนาดมหึมาถึงปานนี้ ประหลาดนัก ตัวแรกใหญ่เกือบเท่าต้นตาลอีกสองตัวขนาดเท่าต้นไม้ข้างทาง ทั้งสามตัวเลื้อยหายไปในพงหญ้า ขืนชักช้าถ้าพวกมันเลื้อยกลับมาอีกมีหวังถูกมันกลืนลงท้องแน่ ๆ ตัดสินใจไม่ตามหาอีกแล้วหญิงสาวชุดดำ จึงเร่งเท้าเดินด้วยหวังจะกลับไปให้ถึงลานจอดรถโดยเร็ว ขณะกำลังเดินผ่านต้นไม้น้อยใหญ่เรียงรายอยู่สองข้างทาง เสียงไก่ขันสลับเสียงหมาเห่าดังขรมอยู่ข้างหน้า หมู่บ้านคงอยู่ไม่ไกลเท่าไรนัก ถึงจะมืดแต่ดวงจันทร์ส่องสว่างให้มองเห็นทาง ทั้งที่เย็นน้ำค้างและเหน็บหนาวลมดึก ใจกลับร้อนรุ่มคิดถึงรอยยิ้มของหญิงสาวชุดดำขึ้นมาอีก ฝืนตัดใจไม่คิดแต่ก็ยังคิด

มีเสียงครางเหมือนคนได้รับบาดเจ็บดังขึ้นข้างหน้า เหมราชชะงักเท้า เพ่งสายตามองฝ่าแสงสลัวไปยังทิศทางของเสียง เงียบไม่มีเสียงคราง จึงก้าวเดินอย่างระมัดระวังไปเรื่อย ๆ เดินไปได้ไม่ไกลเท่าไรนัก ถึงจะมืดแต่มองเห็นร่างคนนอนคว่ำอยู่กลางทาง ยืนรอดูอยู่ชั่วครู่เพื่อความแน่ใจ ร่างนั้นยังนอนนิ่งไม่ขยับจึงเอ่ยปากเรียกเบา ๆ ไม่มีเสียงตอบ สืบเท้าเข้าไปเรื่อย ๆ เดินใกล้เข้าไปจนถึงร่างที่นอนคว่ำอยู่ จ้องมองฝ่าความมืดเห็นแล้วถึงกับผงะ เจ้าของร่างเป็นหนุ่มลึกลับแต่งตัวเหมือนนักรบโบราณ ดาบเปื้อนเลือดวางอยู่ข้าง ๆ เขาโดนทำร้ายได้รับบาดเจ็บสาหัส กลิ่นเลือดคาวคลุ้งจึงก้มลงจับหัวไหล่พลิกร่างให้หงายขึ้น เอามือแตะจมูกยังมีลมหายใจอุ่น ๆ จำเป็นต้องรีบนำส่งโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด ขืนชักช้าอาจถึงตาย รีบประคองให้ลุกขึ้นแต่กลับร่วงลงไปอีก เพื่อความคล่องตัวจึงปลดกระเป๋าสะพายหลังออก นาฬิกาข้อมือ กล้องถ่ายรูป และโทรศัพท์มือถือ ทุกอย่างเก็บรวมกันไว้ในกระเป๋าทั้งหมด วางลงข้างทางแล้วแบกร่างหนุ่มลึกลับขึ้นบ่า ชายหนุ่มคนนี้เป็นใคร เขามาจากไหนไม่สำคัญ แต่ต้องอยู่ในการดูแลของแพทย์จึงจะรอด ด้วยความรีบร้อนถึงกับลืมกระเป๋าสะพายหลังของตน ขณะกำลังจะก้าวเท้าเดิน ชายสองคนโผล่พรวดพราดออกมาจากพุ่มไม้ข้างทาง

คนหนึ่งวัยชรารูปร่างอ้วนใหญ่ อีกคนวัยกลางคนรูปร่างผอม ตัวเล็กเตี้ย ทั้งสองยืนขวางทางไม่ยอมให้เขาผ่านไป คนตัวเล็กเตี้ยตวาดถามเสียงห้วน

“เจ้าเป็นใคร”

“ผมกำลังช่วยคนเจ็บหนัก ขืนชักช้าเขาอาจถึงตาย” เหมราชกระหืดกระหอบพูดด้วยทนแบกรับน้ำหนักของชายหนุ่มลึกลับ “ข้างหน้ามีแสงไฟน่าจะเป็นหมู่บ้าน ผมจะรีบไป”

“ยังไปไม่ได้”

“เขาเป็นใคร ผมไม่เคยรู้จักมาก่อน แต่เขาได้รับบาดเจ็บสาหัส” เหมราชพูดทั้งที่ร่างชายหนุ่มลึกลับหนักอึ้งอยู่บนบ่า “อย่ามัวถ่วงเวลาอยู่เลย พี่ชายสองคนมาช่วยผมก็น่าจะดี เราต้องรีบช่วยให้เขารอดชีวิต”

“ห้ามแตะต้องเจ้านายข้า”

“เจ้านายของพี่ชายหรือครับ” เหมราชเริ่มหงุดหงิด “งั้นละก็ พี่ชายพาเขาไปเองซีครับ”

เหมราชหันรีหันขวางทำท่าจะวางร่างชายหนุ่มลึกลับลงจากบ่า ทำให้ชายวัยกลางคนเป็นฝ่ายเงียบ ขณะกำลังจะวางร่างบนบ่าลงข้างทางชายวัยชราเดินอุ้ยอ้ายเข้ามาหา ถึงมองไม่เห็นสีหน้าในความมืด แต่พอรู้ได้ว่าเป็นการขอร้องให้ช่วย

“อย่าพูดให้มาก เขาช่วยเจ้านายเรา” ชายชราพูดปรามชายวัยกลางคน “ลำพังเราสองคนช่วยเจ้านายไม่ได้ หยุดพูดได้แล้ว ให้เขาช่วยเจ้านายเถอะ”

“หนักนะครับ จะเอาไงก็เอากัน”

“ข้าขอร้อง” ชายวัยชราพูดเสียงห้าว “ได้โปรดช่วยเจ้านายข้า”

“อย่ามัวชักช้าเสียเวลา รถผมอยู่ที่ลานจอดรถริมโขง” เหมราชพูดเสียงหอบเหนื่อย “มืดมองไม่เห็นทาง ถ้าจะให้ดี พี่ชายช่วยนำทางไปลานจอดรถ เราต้องรีบนำเขาส่งโรงพยาบาล”

“ข้ามีเรื่องขอร้อง เจ้ารับปากได้หรือไม่” ชายชราพูดขึ้นอีก “เราไม่ไปหมู่บ้าน ไม่ไปโรงพยาบาลแต่จะไปที่หมายของเรา และต้องไปให้ถึงก่อนฟ้าสาง”

“จะเอาไงก็เอากัน ผมพร้อมอยู่แล้ว”

“ระหว่างทาง เจ้าพบเห็นอะไร ห้ามสงสัยห้ามถาม”

“ตกลง”

เหมราชทั้งหนักทั้งหงุดหงิด แต่ก็รับปากตามที่ชายชราขอร้อง ในใจอดคิดสงสัยไม่ได้ ชายต่างวัยแปลกประหลาดสองคนนี้อ้างคนบาดเจ็บเป็นเจ้านายของตน แต่แทนที่จะรีบนำส่งโรงพยาบาลกลับขอร้องให้นำส่งที่หมายซึ่งไม่รู้อยู่ไหน แต่ยังดีที่ชายชราอาสานำทาง ชายตัวเล็กเตี้ยเข้ามาช่วยประคองร่างที่แบกอยู่บนบ่าอีกแรงหนึ่ง ระหว่างทางต่างคนต่างเงียบ ถึงจะเงียบแต่อดคิดไม่ได้หนุ่มลึกลับคนนี้เป็นใคร นึกสนุกอะไรจึงแต่งกายเหมือนนักรบโบราณ เหตุใดจึงโดนกลุ่มชายฉกรรจ์จู่โจมทำร้าย

ทุลักทุเลแบกเขามาตั้งนานแต่ยังไม่ถึงที่หมายอยากจะถามให้รู้เรื่องไปเลย แต่เมื่อคิดถึงคำขอร้องของชายชราจึงปิดปากเงียบ

ความคิดเหมราชเริ่มสับสน เหตุใดจึงมาเสียเวลาอยู่กับสิ่งที่ตัวเองไม่ได้ทำ ซ้ำยังพลัดหลงเข้าไปอยู่ในเหตุการณ์ที่ยากจะเข้าใจ หนุ่มนักเรียนนอกอย่างเขาเรียนจบปริญญาตรีสาขาวิศวะคอมพิวเตอร์ จากมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงของไทยจากนั้นไปเรียนปริญญาโทและปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยชั้นนำของสหรัฐอเมริกา หนุ่มนักเรียนนอกระดับดอกเตอร์อายุสามสิบต้น ๆ มีชื่อเสียงในสังคมผู้ดี กว้างขวางในแวดวงธุรกิจการค้า เพิ่งกลับจากจีนหลังจากไปสำรวจตลาดการลงทุนที่มหานครปักกิ่ง ทั้งที่ยังไม่หายเหนื่อยเขาขับรถยนต์ส่วนตัวจากเมืองหลวงข้ามสะพานมิตรภาพไปยังประเทศลาว สำรวจตลาดเมืองลาวทั้งหลวงพระบาง จำปาศักดิ์ และเวียงจันทน์ ด้วยหวังจะขยายเครือข่ายธุรกิจการค้าไปยังจีนและลาว

วันนี้ก่อนเที่ยง เขาขับรถข้ามโขงกลับไทยแล้วตรงไปโพนพิสัยด้วยตั้งใจจะดูบั้งไฟพญานาคคิดแล้วอดขำตัวเองไม่ได้ นักธุรกิจรุ่นใหม่ไฟแรงอย่างเขา แทนที่จะใช้เวลาในธุรกิจการค้ากลับมาหัวปักหัวปำช่วยหนุ่มลึกลับที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน

ชายชราเดินอุ้ยอ้ายนำทางไปเรื่อย ๆ เหมราชแบกร่างหนุ่มลึกลับตามไม่ปริปาก เดินแต่ละก้าวระมัดระวังไม่ให้พลาดล้ม ชายวัยกลางคนเข้ามาช่วยประคับประคองผ่อนแรง ประกอบกับน้ำหนักบนบ่าเริ่มอยู่ตัว จึงเดินได้คล่องไม่คะมำซวนเซเหมือนตอนแรก เส้นทางเดินบางแห่งต้องเลี้ยวเลาะตามแนวโค้งคดของเชิงเขา เดินลัดป่าต้นไม้สูงใหญ่ เลาะเลียบลำธารผ่านทุ่งหญ้าและป่าทึบลอดอุโมงค์ทะลุถ้ำออกสู่ลานหินโล่ง ข้ามขอนย่ำพุ่มไม้เหยียบกอหญ้าลงไปตามเนินลาดชันในหุบเหว

บริเวณหุบเหวนี้เอง เหมราชเห็นภูเขาแบ่งสายน้ำออกเป็นสองสาย ด้านขวาสายน้ำสีทองเชี่ยวไหลตามหุบเหวลงใต้ ด้านซ้ายสายน้ำสีมรกตไหลตามหุบเหวขึ้นเหนือ ชายชราเดินมาหยุดตรงเชิงภูเขาแบ่งสายน้ำ ลมพัดผ่านวูบวาบ เหมราชคะมำเสียหลักเซปะทะโขดหิน หลังมือขวาครูดเหลี่ยมหินถลอกเป็นแผลเลือดซึมไหล หนุ่มลึกลับบนบ่าก็เลือดไหลโซมร่าง ทั้งที่ไม่มีใครพูด แต่เหมราชได้ยินเหมือนมีใครพูดเบา ๆ อยู่ข้างหูจับตาดูชายชราที่กำลังยืนมองสายน้ำ เงียบไม่ได้ยินเสียงพูด ชำเลืองมองชายวัยกลางคน ลมหายใจเท่านั้นที่ดังฟู่ฟี้

“เลือดผสมเลือด เจ้ากับข้าเป็นคนเดียวกัน”

เหมราชมองหาเจ้าของเสียง ไม่เห็นมีใครนอกจากน้ำเซาะหินอยู่ฉาด ๆ มองไปรอบ ๆ ลมเท่านั้นพุ่งพัดอื้ออึง ฉุกคิดสงสัยหนุ่มลึกลับ ยิ่งเป็นไปไม่ได้เพราะไม่รู้สึกตัว พยายามมองหาเจ้าของเสียงไปทั่ว เมื่อไม่เห็นมีใครจึงถามตัวเองในความคิด

“ใครพูด”

“ข้าเอง” เสียงพูดเบา ๆ ดังขึ้นอีก “ข้าเป็นคนพูด”

“ไม่เห็นมีใคร”

“ก็ข้าไงล่ะ สหายของเจ้า”

“ต้องการอะไร”

“สหายข้า จงมองดูรอยแผลที่หลังมือขวาของเจ้า” เสียงพูดดังขึ้นอีก “เลือดข้าเข้าสู่ร่างกายเจ้าตรงรอยแผลหลังมือ และเลือดเจ้าเข้าสู่ร่างกายข้าผ่านบาดแผลตามร่างกายของข้า เราสองคนเลือดผสมเลือด เจ้ากับข้าเป็นคนเดียวกัน”

เหมราชยกหลังฝ่ามือขวาขึ้นมาดู ถึงกับตะลึงเมื่อเห็นหยดเลือดซึมเข้ารอยแผล หลังจากเงียบอยู่ชั่วอึดใจ ด้วยความสงสัยจึงถามในใจขึ้นอีกเงียบไม่มีเสียงพูดโต้ตอบ

บนท้องฟ้ามีเสียงอื้ออึงดังใกล้เข้ามา ฝูงนกยักษ์กระพือปีกบินผ่านไปรวดเร็ว แต่ละตัวขนาดใหญ่โตเกือบเท่าช้าง แรงกระพือปีกดังลั่นสนั่นท้องฟ้า ชายชราตกใจกลัวจนหน้าซีด ชายวัยกลางคนยืนสั่นงันงก คนหนึ่งวิ่งอุ้ยอ้ายหนีเข้าไปในพงหญ้า อีกคนจ้ำพรวด ๆ ตามไปหมอบอยู่ข้างหลังเหมราชมองดูด้วยความแปลกใจ นกตัวใหญ่โตเกือบเท่าช้างมีด้วยหรือ บินว่อนฟ้ากลับไปกลับมาเป็นฝูง แล้วทำไมทั้งสองคนจึงกลัวลนลานไปหลบอยู่ในพงหญ้า จนท้องฟ้าโล่งปลอดฝูงนกทั้งสองจึงโผล่ออกมาจากที่หลบซ่อนตัว ชายชราเดินอุ้ยอ้ายนำทางเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ชายวัยกลางคนเข้ามาช่วยประคองหนุ่มลึกลับตามเดิม

ชายชรายังคงเดินนำทางไปเรื่อย ๆ เลียบเลาะหน้าผาสูง ผ่านป่าทึบไต่โขดหินไปตามริมห้วย พ้นชายป่าเดินมาถึงหมู่บ้าน ทุลักทุเลผ่านบ้านเรือนแต่ละหลังรูปทรงเหมือนวังโบราณ ชายหญิงแต่งกายย้อนยุคเดินผ่านไปผ่านมา แต่ละคนก้มหน้าไม่กล้ามองสบตาชายชรานำทาง ห่างออกไปไม่ไกลนัก เหล่าชายฉกรรจ์ชุดแดงยืนเข้าแถวเรียงหน้ากระดาน แต่ละคนถือดาบเป็นอาวุธ

บุรุษคนหนึ่งแต่งกายเหมือนขุนศึก ยืนผงาดเด่นสง่าอยู่ด้านหน้า มือขวาถือดาบ มือซ้ายกระชับโล่ยกขึ้นเสมออก เหมราชมองดูด้วยความสงสัย ภาพที่เห็นไม่ต่างอะไรกับทหารเข้าแถวต้อนรับแม่ทัพกลับจากทำสงคราม

ชายชราเดินนำหน้าไปหยุดยืนกึ่งกลางแถวบุรุษที่ยืนผงาดเด่นสง่าอยู่ด้านหน้าตะเบ็งเสียงสั่งกลุ่มชายฉกรรจ์ชุดแดงทำความเคารพ เหมราชยังคงแบกหนุ่มลึกลับไว้บนบ่า ชายวัยกลางคนยืนเงียบอยู่ข้าง ๆ ชายวัยชราเดินอุ้ยอ้ายกลับมา หยุดยืนต่อหน้า เหมราชทิ้งช่วงห่างประมาณสองช่วงแขน แล้วพูดเสียงนุ่ม

“มาถึงที่หมายแล้ว ขอบใจเจ้ามาก”

“แล้วคนเจ็บล่ะ จะให้ผมส่งที่ไหน” เหมราชถามขณะยืนหันรีหันขวาง “เขาเสียเลือดมาก ถ้าเป็นไปได้ขอให้รีบนำส่งโรงพยาบาล”

“เราสามคนสิ้นสุดภารกิจแล้ว” ชายชราพูดเสียงทุ้ม “ภารกิจต่อไปอยู่ในความรับผิดชอบของขุนพลรักษาวัง พวกเขามากันแล้ว แต่ข้าก็ยังขอร้องอย่าเพิ่งถามอะไรให้มาก ข้าจะบอกให้รู้เมื่อถึงเวลาอันควร”

บุรุษผู้แต่งกายเหมือนขุนศึกเดินนำหน้าทหารชุดแดงตรงใกล้เข้ามา เขาคงเป็นขุนพลรักษาวังตามคำพูดของชายชรา และเดินนำหน้าทหารมารับหนุ่มลึกลับขึ้นเสลียง แต่ละคนปฏิบัติด้วยกิริยาท่าทางยำเกรงเคารพ ถึงไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร มีความสำคัญระดับไหน แต่พอจะคาดเดาได้จากเหตุการณ์

ขณะที่เหมราชยืนมองเหล่าทหารแบกหามเสลี่ยงผ่านไป ชายชราและชายวัยกลางคนเดินเข้ามาหา หลังจากยิ้มให้กันและกัน ชายชราเป็นฝ่ายพูดขึ้นก่อน

“เรื่องอื่นๆ เอาไว้พูดกันภายหลัง ข้าจะนำทางไปที่พัก”

“คุณลุงครับ” เหมราชถามอย่างเป็นกันเอง “พอจะบอกได้หรือยังครับ ที่นี่เป็นที่ไหน”

“ข้าจะบอกให้รู้ เมื่อถึงเวลาอันควร”

พูดจบชายชราเดินอุ้ยอ้ายนำหน้าไปทันทีชายวัยกลางคนหันมากวักมือเรียกเหมราชให้รีบเดินตาม ระหว่างทางเห็นผู้คนเดินขวักไขว่ไปมาชายหญิงแต่งกายย้อนยุค…

ยิ่งคิดก็ยิ่งขำตัวเอง ดอกเตอร์หนุ่มนักเรียนนอกหัวคิดก้าวหน้าทันสมัยตั้งใจมาดูบั้งไฟพญานาค แต่กลับพลัดหลงเข้าไปอยู่ในเหตุการณ์แปลกประหลาดพบเห็นเรื่องราวที่ใครต่อใครยากจะเข้าใจ

เหมราชเดินตามชายชราไปไม่ไกลเท่าไรนักมองเห็นกำแพงเชิงเทินอยู่ข้างหน้า ภายในกำแพงมีบ้านเรือนเรียงรายกลางสวนดอกไม้ ถึงเก่าแก่โบราณแต่สงบร่มรื่น มองต่อไปอีกเห็นเรือนใหญ่ทรงโบราณตั้งตระหง่านโดดเด่นไม่เหมือนหลังอื่นบริเวณรอบบ้านเป็นลานกว้าง แวดล้อมด้วยไม้ประดับนานาพรรณ ชายและหญิงเดินเรียงแถวเป็นขบวน ผู้ชายไม่ใส่เสื้อนุ่งผ้าเตี่ยวแดง ผู้หญิงมุ่นมวยผมทัดดอกไม้สีขาว นุ่งผ้าซิ่นลายมัดหมี่ ใส่เสื้อรัดรูปแขนยาวสีดำ หน้าอกเสื้อผ่ากลางคาดแถบสีแดง ไหล่ซ้ายพาดสไบขาวปล่อยชายยาวลงมาถึงสะเอว รัดด้วยเข็มขัด มองเห็นสะโพกผายงาม ทั้งชายทั้งหญิงไม่เดินปะปนกัน

เหมราชเดินตามชายชรามาถึงเรือนทรงโบราณ ทั้งที่เป็นเรือนหลังใหญ่แต่ไม่มีผู้ใดอยู่พักอาศัย

“มาถึงเรือนรับรองแล้ว เจ้าจะได้พักผ่อนให้สบาย”

“คุณลุงครับ คือว่า…”

“เจ้าคงเหนื่อยมาก รีบอาบน้ำล้างตัว อย่าได้คิดกังวลถึงเรื่องอื่น ประเดี๋ยวจะมีคนนำอาหารมาให้ และอย่าลืมที่ข้าขอร้อง” เว้นระยะด้วยการหยุดหายใจ มองสบตาเหมราชแล้วพูดเสียงทุ้ม “ค่ำคืนนี้จะมีงานต้อนรับเจ้า”

เหมราชยืนสงบนิ่งด้วยความสงสัย หลังจากชายชราและชายวัยกลางคนกลับไปแล้ว เขาทำได้เพียงถอนหายใจลึกยาว กวาดสายตามองไปรอบ ๆ มองไปทางไหนเห็นแต่กลุ่มชายฉกรรจ์ชุดแดงถือดาบยืนอยู่ตามจุดต่าง ๆ ดูแล้วคล้ายทหารกำลังยืนรักษาความปลอดภัย ถึงกลิ่นดอกไม้จะหอมฟุ้งไปทั่วแต่เรือนรับรองตกอยู่ในความเงียบ.

โปรดติดตามตอนต่อไป…

สนใจสั่งซื้อนวนิยาย กาบแก้วบัวบาน ติดต่อได้ที่ เฟซบุ๊ก หนังสืออีศาน นิตยสารทางอีศาน

หนังสือแนะนำ



บทความที่คุณอาจจะสนใจ

WP Facebook Auto Publish Powered By : XYZScripts.com