ดอกขะเจียวจากโคกขี้แลน ตอนที่ 2

241

ดอกขะเจียวจากโคกขี้แลน ตอนที่ 2

ชายชรายังปล่อยความคิดให้ล่องลอยไป…สองจารย์หนุ่มบุญและแก้วได้เดินทางผ่านแดนข่าเข้าไปจนถึงตีนภูปุ ฐานส้องสุมกำลังข่าไว้เพื่อกู้บ้านกู้เมือง เวลานั้นกองระวังสอดแนมของพวกมันได้แต่งพลข่าขึ้นไปแจ้งข่าวบนภูสูงแล้ว การเดินทางเข้ามาของบุญและแก้วจึงย่อมอยู่ในสายตาบรรดานักรบสอดแนมมิให้คลาดไปได้ ฝ่ายจารย์บุญ จารย์แก้ว สู้อุตส่าห์ถามทางขึ้นภูปูมาตลอด อาศัยว่าจารย์แก้วสามารถเว้าคำข่าได้บางคำ ชาวบ้านที่พวกเขาถามจึงร่วมมือให้เส้นทาง แต่ก็เป็นอย่างกระท่อนกระแท่น เนื่องจากความระหวาดระแวงว่าทั้งสองจะเป็นไส้ศึกศัตรู มาเที่ยวหาสืบข่าวฐานส้องสุมกำลังข่าเพื่อนำไปบอกพระยาทองอิน พวกมันถูกกำชับกำชามาโดยเคร่งครัด ถ้าปากมากปากบอน พญาข่าบนภูสูงมีอำนาจสั่งประหารได้

เมื่อเดินเข้ามาถึงปากทางจะขึ้นภู เป็นเวลาจวนพลบวังเวงสงบสงัด สองแนวป่าข้างทางมีแต่เสียงลมพัดใบตองบนยอดยาง  ล่าสัตว์ป่าบรรดาจะพึงมีและพึงเห็น เป็นที่ผิดสังเกต จำพวกกระรอกกระแต นกไพรไก่ป่าเหล่านี้ ก่อนแสงตะวันจะสิ้นไป พวกมันควรออกมาวิ่ง เล่นวิ่งบนกิ่งไม้เครือเถาวัลย์ จำพวกสกุณานกนั้นก็จะออกมาเพรียกเสียงสั่งลาก่อนบินถลาสู่คอนรัง บรรดาไก่ป่าไก่ฟ้า แลนลิ่นก็ไม่น่าจะทิ้งถิ่นต้องขุดเขี่ยหากินจนมืดค่ำ เป็นที่แปลกประหลาด จึงเป็นไปได้ว่าจะต้องมีผีป่าหมาจิ้งจอกออกอาละวาด คิดขึ้นมาแล้วก็หวาดขลาดกลัวไปทั้งนั้น ชายหนุ่มทั้งสองปรึกษาเห็นพร้อมกันว่า จะไม่เขียวคืนขึ้นภูสูง จะตั้งหลักพักนอนเอาแรงไว้รอพรุ่งนี้

ดังนั้นพวกเขาก็ก่อกองไฟขึ้น ด้วยการเอาหินเหล็กไฟที่ติดตัวมาตีกันดังโป๊ก ๆ ประกายไฟก็จะไหม้เชื้อที่เตรียมไว้แล้วเป็นจำพวกหญ้าแห้ง หรือใบตองแห้ง ใช้มือบดละเอียดพอประมาณ ที่พักของสองเสี่ยวอยู่ไม่ไกลจากลำธาร จารย์แก้วตัดไผ่บงเสียนเอาบั้งมาใส่ข้าวนึ่ง หลามให้สุกแล้วแกะห่อเกลือห่อพริกออกมา ชูรสซิ้นหลอดและแจ่วบอง ผักหญ้าก็หาเอาตามมีในเลียบลำภูลำธารนั้น เมื่อกินอิ่มด้วยกันทั้งสองท้องสองคน ความมืดก็โรยตัวอย่างรวดเร็วมาครอบพงไพร บนฟ้านั้นก็เดียรดาษไปด้วยดวงดาว จารย์แก้วได้ถามจารย์บุญว่า เวลานี้จะเป็นวันเดือนปีใด? จารย์บุญซึ่งเป็นคนจดจำวันเดินเท้าจากบ้านมาตอบเสี่ยวว่า ออกจากบ้านวันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 4 ปีกุน ศักราช 2419 เวลานี้จะเป็นแรม 11 ค่ำ…

พลข่ากองสอดแนมซึ่งติดตามความเคลื่อนไหวของสองเสี่ยวได้ปรึกษาเป็นที่เข้าใจกันพร้อมกันในพวกมันห้าหกคนว่า ควรจะจู่โจมเข้าจับตัวไอ้สองคนนี้ในยามรุ่ง คืนนี้ให้มันได้หลับนอนเพลินไป เหมือนดั่งว่าไม่มีภัยใดใกล้กรายมา เมื่อพวกมันรับกันได้แล้ว ต่างไปจัดแจงหาที่นอนในทิศที่อยู่ใต้ลม แต่ถึงแม้นว่าพลข่าเหล่านี้จะนอนเหนือลม มีระยะห่างออกไปสักสี่ห้าเส้นแล้วก่อกองไฟด้วย ก็ไม่แน่ว่าจารย์ทั้งสองจะรู้สึกรู้สาอะไร เพราะพวกเขายังไม่ได้เรียนรู้เรื่องกลิ่น เสียง การสัมผัสพงไพรในเวลาศัตรูเคลื่อนไหวอยู่ใกล้หรือไกลออกไป จะรู้เป็นการแน่นอนก็แต่การระลึกถึงคุณพระรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และหวาดเกรงต่อเจ้าป่าเจ้าเขาผีสางนางไม้

ไพรพงดงมืดในยามราตรี จะมีก็แต่แสงไฟจากฟืนสุมและแตกเปรี๊ยะประยามลมไพรพระพายพัด ยิ่งดึกก็ยิ่งเย็นเป็นอาการยะเยือก ๆ นกไพรใกล้ที่นอนร้องกองกอย ๆ ชวนให้หวั่นว่าผีชื่อนี้กำลังจะมากินตับ แต่ตั้งสติได้ว่าเป็นสักกุณานกหากินกบเขียดยามกลางคืนที่ริมห้วย ก็พอหลับตาปล่อยใจ แต่มิได้หลับลงได้ง่าย ๆ จารย์แก้วนั้นนอนผินหน้ามาซักถามเพื่อนอยู่หลายเรื่อง บางครั้งก็ลุกขึ้นเอาฟืนใส่ไฟ เปลวไฟได้เชื้อก็โหมเปลวขึ้น เห็นจะคิดอะไรได้จารย์แก้วเปรย ๆ ออกไปว่า ไฟเผาเวียงคงจะร้อนเป็นไฟนรกโลกันต์ จารย์บุญทนไม่ได้ก็ผุดนั่งแล้วว่า ไฟคนบาปจากนรกขึ้นไปเผาเวียงสวรรค์ จะว่าร้อนอย่างโลกันต์แต่เย็นโลกา ไฉนเพื่อนจึงว่าดั่งนี้ จารย์แก้วถามก็ได้รับคำตอบว่า ในคราวที่ทัพเจ้าอนุแตกพ่ายไปพึ่งเจ้าเมืองแกวที่ภูซุนเมืองเว้นั้น กองทัพฝ่ายไทยก็ไล่ตีตามไปจนถึงริมฝั่งแม่น้ำโขง แม่ทัพใหญ่ของไทยให้ทหารจากยโสธร อุบลฯ เขมราฐ ยกขึ้นไปตั้งที่เมืองนครพนม เรียงรายจากเมืองผ้าขาวพันนา ไปจนถึงเวียงจันทน์ คอยจับครัวลาวที่ตกค้าง ส่วนทางด้านกองทัพญวน แม่ทัพใหญ่ชื่อสามกว้าน เกณฑ์ไพร่พลยกมาที่เมืองมหาไชย ตั้งด่านลงไว้ที่หนองหลวง ท่าแขก ผาฮอม ปากช่อง ให้เจ้าเมืองนครพนมตั้งอยู่ที่ท่าหาด มีหน้าที่ตระเตรียมเสบียงอาหาร

กองทัพสองฝ่ายตั้งประจันหน้ากัน โดยมีแม่น้ำโขงกั้นขวางไว้ สามกว้านแม่ทัพแกวจึงสั่งให้ต่อเรือที่ท่าเรือปากน้ำพิด โดยมีองติและองลาเบียนเป็นแม่กองต่อเรือ แต่แกวไม่มีความจริงใจที่จะช่วยเหลือเจ้าอนุโดยแท้จริง เข้าไปกราบทูลเจ้าอนุว่า เวียงจันทน์ร้างผู้คน สมควรพาไพร่พลกลับสู่เวียง เจ้าอนุเชื่อแม่ทัพแกว ที่ไหนได้กองทัพสยามซุ่มอยู่ที่วัดแสนฯ จึงเกิดรบกันขึ้น เจ้าอนุถูกปืน เห็นจวนตัวจึงนำไพร่พลหนีขึ้นไปเชียงขวาง กองทัพไทยไล่ตามตีถึงเมืองพวน ได้เกลี้ยกล่อมพระยาน้อยเจ้าเมืองพวนให้ยอมแพ้ กองทัพไทยก็เข้าเมืองและจับตัวเจ้าอนุได้ ให้ส่งตัวลงกรุงเทพฯ

จารย์บุญได้บอกจารย์แก้วว่า ในคราวนั้นกองทัพไทยได้ทำลายนครเวียงจันทน์จนเหลือแต่ซาก โดยให้รื้อทำลายกำแพงเมือง จากนั้นให้ตัดต้นไม้ลงให้หมดเหมือนการทำไร่ แล้วจึงจุดไฟเผา วัดวาอารามถูกไหม้สิ้น พระพุทธรูปหลายร้อยหลายพันองค์ถูกไฟเผาจนละลาย กองระเนระนาดอยู่ตามวัดต่าง ๆ แต่นั้นมาเวียงจันทน์ที่สวยงามก็เหลือแต่ชื่อ ปีนั้นเป็นพุทธศักราช 2371 เรายังไม่ทันเกิดนะเพื่อน จารย์แก้ก็ถามจารย์บุญต่อไปว่า เหตุใดเพื่อนจึงบอกว่า ไฟเผาเวียงร้อนอย่างไฟโลกันต์แต่เย็นโลกา? จารย์บุญว่า เพราะจากนั้นมาไม่มีเวียงจะให้เผาอีก เมื่อฝนตกลงมา กลิ่นดินก็หอมขึ้นไปถึงสวรรค์ พระอินทร์ท่านทรงทราบ ส่งให้วิสสุกรรมลงมาสร้างเวียงวังขึ้นมาใหม่ แผ่นดินก็ไม่เดือดร้อนอย่างแต่ก่อน ผิดกับทางกองทัพแกวและไทยต้องทำสงครามรบพุ่งเพื่อแสดงอิทธิพลเหนือดินแดนสองฝั่งโขง อย่างที่คนเรียกขานว่าเป็น อานามสยามยุทธ…

พอจารย์บุญกล่าวจบลงไปจารย์แก้วก็พูดยกให้เพื่อนเป็นหนึ่งที่เที่ยวไปรู้เรื่องบ้านเมืองเป็นอย่างดี จารย์บุญจึงว่า ชั่วชีวิตเราสองคนถ้าหากมีวิชาความรู้ติดตัวก็จะเป็นการชอบที่จะได้กอบกู้บ้านเมือง ขุนนางท้าวพระยาบรรดาที่พวกมันข่มเหงไม่เกรงใจ เราก็อาจขับไล่ปกป้องพ่อแม่พี่น้องไว้ได้ และเราคงได้จัดการปกครองโดยธรรมต่อไป…

จารย์แก้วนิ่งไปชั่วอึดใจ คิดไม่ถึงว่าเพื่อนเขาจะมีแนวคิดกว้างใหญ่ปานนั้น เห็นเพื่อนเงียบจารย์บุญจึงว่า ที่จริงเราเองก็ไม่เคยคิดแบบนี้มาก่อน จารย์ครูอินท่านเป็นคนสั่งสอนไว้ ท่านว่าแม้จะหันหน้ามุ่งมั่นไปเรียนวิชาฝ่ายเกจิก็ดี จะเรียนเพลงอาวุธก็ดี เรียนมนต์เรียนคาถาอาคมก็ดี ก็ต้องนำวิชาเหล่านี้กลับไปเป็นเจ้าคนนายคน จะรับราชการหรือไปทำการใดก็ต้องคิดถึงราษฎรผู้ทุกข์ยาก เพราะเรามาจากคนเหล่านั้น เพราะอย่างนี้แหละเพื่อนเอ๋ย เราจึงเดินคิดมาตลอดทางในคำสั่งสอนของพระครูอิน แล้วก็เห็นจริงว่า นับวันบ้านเมืองมีแต่จะส่วยแหลม หากไม่มีคนกล้าและคนดีช่วยพยุงรักษาไว้ ก็จะยิ่งกว่าเวียงจันทน์ถูกไฟเผา หากว่ามีคนกล้าคนดีไปช่วยบ้านช่วยเมืองก็จะมีสักวันที่จะรุ่งเรืองได้…

จารย์แก้วจึงพูดเป็นผะหยาว่า 

“เวียงจันทน์เศร้า  สาวเอยอย่าฟ้าวว่า 

มันสิโป้บาดหล่า บักแตงช้าง หน่วยปลาย

เวียงจันทน์เศร้า เป็นโพนหมาขี้จอก

บาดว่า บางกอกฮ้าง ยังสิได้เพิ่งเวียง ดอกนาฯ”

รุ่งรางสางอุษา พลข่าก็พากันเข้าล้อมจับเอาตัวจารย์บุญและจารย์แก้วไว้ได้โดยละม่อม พวกมันเอาเถาวัลย์อันเหนียวมัดมือไขว้หลัง แล้วยึดมีดยึดพร้า ไถ้ข้าว อีกถุงย่ามบรรจุพริกห่อเกลือ ผ้าขะม้าแพรอีโป้ ไม่มีอะไรมากไปกว่านี้ จากนั้นพวกมันก็ไต่สวนเบื้องต้น วาจาข่มขู่รีดเค้น ออกท่าออกทางขึงขังถมังเวทย์เพื่อให้เชลยรู้สึกหวาดกลัว  แต่สองจารย์มาดีจึงไม่มีเหตุจะต้องกลัว พวกมันทำอะไรมาก็บอกไปตามที่รู้ ที่ไม่รู้ก็บอกว่าไม่รู้

เมื่อไต่สวนเบื้องต้นไม่ได้ความอะไรตามที่พวกมันคิดแต่แรกว่า สองคนนี้จะเป็นไส้ศึกมาสืบข่าว พลข่ากองสอดแนมจึงจนคำถาม แต่พวกมันก็ไม่มีอำนาจที่จะลงโทษลงทัณฑ์ นอกเสียแต่ว่าจะปล่อยตัวไปหรือมิฉะนั้นก็นำตัวขึ้นไปหานายผู้มียศสูงกว่า มีอำนาจที่จะตัดสินใจ ดังนั้นพวกมันจึงควบคุมตัวทั้งสองเดินทางขึ้นภูสูงแต่เช้านั้นทีเดียว

อันทางขึ้นภูสูงนี้เป็นทางเดินเลี้ยวลดไปตามสันดอย บางตอนเป็นขั้นเป็นชั้นขึ้นไป รอบตัวมีแต่ผาและหุบเหว มองไปเป็นดงดิบหนาทึบได้ยินเสียงโขลงช้างหักใบไม้อยู่โครมครึก บางตอนก็เป็นที่ราบบนสันเขา พวกมันพาเลียบเลาะตามพนอมแนวไม้ไปอย่างคล่องแคล่ว เว้นแต่เชลยทั้งสองเท่านั้นที่เพิ่งเคยมาเดินป่าใหญ่ภูสูงจึงไม่ได้ไวดังใจพวกมัน บางแห่งเลาะลำธารแล้วต้องข้ามลำน้ำ เบื้องสูงขึ้นไปเห็นน้ำตกสาดซ่า เห็นฝูงบ่างค่างชะนีส่งเสียงโหวกเหวกวิโหวย  เห็นหมู่กวางเก้งกระโดดเต้นเหล้นหลบออกไป นี่เป็นภูเขียวป่าดิบแดนเถื่อนโดยแท้ แต่ในระหว่างทางเป็นระยะ ๆ ไป พวกมันจะตั้งด่านวางกำลังไว้เป็นหมวดหมู่ เห็นทีว่าถ้าศัตรูบุกขึ้นมาต้องผ่านกองกำลังเหล่านี้ไปเป็นชั้น ๆ มิฉะนั้นคงไม่ถึงยอดดอย ใครจะเข้าในแดนข่านี้ยากแท้

พอขึ้นมาถึงชั้นที่ห้าหรือที่หก  จารย์บุญจารย์แก้วก็ลิ้นห้อยเหงื่อโชก กำลังขาล้าแรงลงไปแทบก้าวไม่ออก พลข่าเห็นเช่นนั้นก็พาพัก คนที่ท่าทางเป็นหัวหน้าสั่งให้แก้มัดมือไขว้หลังจารย์ทั้งสอง แล้วยื่นบั้งไม้ไผ่ใส่น้ำมาต่อหน้าพลางว่า เอ็งสองคนคงไม่คิดจะหนีเป็นแน่ เมื่อขึ้นมาสูงถึงขั้นนี้แม้หนีไปก็คงหลงป่าหลงดง พลัดตกเหวตายมิต้องสงสัย ถ้าไม่ตายแบบนั้นบรรดาเสือ หมี ผีป่าก็คงเอาไปกิน หรือถ้าได้รอดออกไป พวกที่อยู่ตามด่านก็ไล่ล่าฆ่าทิ้งเสียจนได้ เพราะฉะนั้นเอ็งสองคนอย่าได้คิดหลบหนี ถ้ามาดีตามบอกไว้ พวกกูก็จะมีปราณีอยู่บ้างดอก

ครั้นแล้ว พวกมันก็นำสองจารย์ขึ้นมาถึงที่ราบโล่งสุดหูสุดตา หามีใครเคยจะคิดว่าบนภูสูงเสียดฟ้านี้จะมีที่ราบกว้างใหญ่ปานนี้ไม่ ต่อมาจึงรู้ว่าที่เห็นนี้เป็นบางส่วนของทุ่ง เพียงบริเวน หรือ โบโลเวน นั่นเอง พอเดินเท้าไปได้ไม่ไกลนัก สายตาก็จะแลเห็นบ้านเรือนราษฎรปลูกเป็นแถวแนวไปบนเนินใหญ่ มีต้นหมากต้นพร้าว และไม้กินผลอื่น ๆ แน่นหนา ทั้งได้ยินเสียงเขาะแขวนคอวัว ควาย ดังอยู่เป็นระยะ ๆ เมื่อมองลงไปที่ทุ่งโล่งริมหนองใหญ่ อันแสงอาทิตย์กระทบผิวน้ำขาวขาบวับวาวแยงตา ก็แลเห็นฝูงส่ำสัตว์มากมายเลาะเล็มหญ้า มีทั้งม้า ทั้งวัว ทั้งควาย มองเห็นเด็กน้อยวิ่งไล่เล่นกันกลางทุ่ง ครั้นเดินใกล้หมู่บ้านเข้าไปก็ได้ยินเสียงไก่ เสียงหมู เสียงห่าน กระทั่งเสียงหมาเห่า เป็นที่อัศจรรย์ใจแก่จารย์บุญและจารย์แก้วนักด้วยมิคาดว่าจะพบเจอหมู่บ้านแห่งนี้มาก่อนเลย

พวกมันพาเชลยไปที่ลานกว้างกลางหมู่บ้าน ลานนี้เห็นจะเป็นศูนย์กลาง เมื่อมีงานพิธีหรือมีการประชุมชาวบ้านก็จะมารวมกันที่นี่ แต่วันนี้คงพิเศษกว่าทุกครั้ง ได้ยินเสียงโหวกเหวกเป็นภาษาข่าร้องสั่งกันออกไป เป็นเหมือนการป่าวเตินให้ออกมาดูสิ่งประหลาดที่จับมาได้ มิช้านานนักทั่วลานจึงเต็มไปด้วยผู้หญิง ผู้ชาย ลูกเล็กเด็กแดงวิ่งแข่งกันมา การแต่งเนื้อแต่งตัวของชาวข่าก็ใช่ว่าจะสวยงาม พวกมันส่วนใหญ่นุ่งผ้าเตี่ยวผืนเดียว ตั้งแต่หน้าลงไปถึงพุงแทบว่าทุกคนในหมู่ผู้ใหญ่ มีลายสักสีดำ สีเขียว สีแดง ในหมู่ผู้เฒ่าตั้งแต่ตีนขึ้นไปจนถึงลำคอ พ่อก็สักพร้อยไปเช่นกัน ในพวกผู้หญิงเว้นแต่กำลังสาวส่ำน้อย จึงจะห่อหุ้มร่างกายไว้ด้วยผ้า ปกปิดของสงวน ในหมู่ผู้หญิงมีสามีแล้วนุ่งซิ่นด้ายดิบ ปล่อยเปลือยอกเห็นถันหลายขนาด บ้างห้อยย้อยฟัดไปมา บ้างอวบใหญ่ดังลูกแตงโม หัวดำ มิใส่ใจดั่งหัวนมหมูลูกเป็นโหล บ้างยังตึงเต่ง เห็นแล้วระทึกใจ แต่ไม่มีใครใส่ใจใคร บรรดาเด็ก ๆ ไม่ได้มีอาภรณ์ใดห่อกาย พวกมันนุ่งลมห่มฟ้า บนใบหน้ามีคราบมูกแห้งกรัง บ้านสืดขี้มูกเขียวราวกับหวงแหนไว้มีค่านัก แต่แววตานั้นมิใช่ว่าจะเป็นเผ่าพันธุ์โหดเหี้ยมกินเลือดกินเนื้อ บ่งบอกออกมาในทางเวทนาปราณีจารย์ทั้งสองอยู่เป็นอันมาก

อาจารย์บุญหวลไปถึงวัยเด็กของตน เมื่อใดที่เล่นดื้อเล่นซุกซน ไม่ฟังความพ่อแม่เขาก็จะถูกจ่มด่าว่าป้อยเรื่อยไป แต่มีอยู่คำพูดหนึ่งทำให้เด็กดื้อหยุดไปคิดและเลิกพาลไปได้ คำว่า เอาข่ามาจับกินบี… คำพูดนี้แม้แต่ทารกที่พอรู้ความยังหยุดร้องไห้ ข่าในความคิดของเด็กน้อย จึงมิใช่คนที่จะมีความปราณี ตรงกันข้ามเต็มไปด้วยความเหี้ยมโหด  พร้อมที่จะฆ่าแม้กระทั่งเด็กน้อยเพื่อแหวะท้องเอาบีเอาตับมากิน ความคิดนี้ฝังใจจารย์บุญมาด้วย แต่ขณะนี้เขาไม่คิดว่าชาวข่าจะร้ายถึงปานนั้น

แล้วผู้เป็นหัวหน้าก็แหวกฝูงชาวข่าเข้ามายังลาน หันไปบอกทุกคนให้ยืนหรือนั่งเป็นวงล้อมและหยุดพูดจา ให้รอฟังการสอบสวนของกรมการบ้าน  เพียพญาข่าบดี ที่ติดตามออกมานั่งตามแคร่ตามขอนมิได้เป็นที่ทางอย่างในศาลาการเปรียญหรือโรงประชุมแต่อย่างใด จนพร้อมหน้าพร้อมตากันแล้ว ผู้เป็นหัวหน้าข่าก็หันมาพูดกับสองจารย์ว่า ให้กล่าววาจาสาบานว่าจะพูดแต่ความสัตย์ความจริงแท้ ถ้าแม้นโกหกขี้ตั๋วะขอให้ตายภายในสามวันเจ็ดวัน  ถ้าแม้นว่ากรมการบ้านท่านพญาจับได้ว่าเป็นคนวาจาโป้ปดก็จะตายเหมือนกัน ดังนั้นต้องซื่ออย่าคด อย่ามาเล่นเล่ห์เพทุบาย อย่าหมายว่า ข่าภูสูงอย่างพวกข้าจะไม่รู้เชิงชั้นลาวเพียงตาขาวอย่างพวกเอ็ง

“จงบอกมาว่าเอ็งสองคนมาจากที่ใด มีจุดประสงค์อะไร?”

จารย์แก้วซึ่งมีเชื้อข่า หวังจะให้หัวหน้าและกรมการบ้านเห็นอกเห็นใจอยู่บ้าง จึงเป็นฝ่ายบอกแหล่งที่มาของพวกตนและจุดประสงค์ที่จะไป จารย์แก้วนั้นกล่าววาจาทีเล่นทีจริง สมบุคลิกที่ว่าเป็นคนมีอารมณ์ขันชวนหัวได้ไม่ยาก ผิดกับจารย์บุญซึ่งออกไปทางจริงจังมากกว่า พูดชวนหัวไม่เป็น มาแสวงหาของดีนั่นแหละพ่อพญา จารย์แก้วบอก จึงได้รับเสียงฮือฮาจากผู้คนรอบข้าง

“ของดีของเอ็งนั่นคืออะไร?” หัวหน้าข่าถาม เสียงนั้นไม่ใช่จะเล่นหัวด้วยเลย

“แบบที่มันลาย ๆ อยู่บนหน้าอกพ่อพญานั้น” จารย์แก้วบอก พลางชี้มือไปที่หน้าอกของหัวหน้า ทำให้ผู้คนชาวข่าพากันหัวเราะก๊าก เห็นขำในตัวเชลยและท่าก้มดูหน้าอกตัวเองของหัวหน้า

หัวหน้าข่านั้นไม่ได้สวมเสื้อ ปล่อยหน้าอกกว้างให้แลเห็นลายสักยันต์เต็มไปทั่ว การสักนี้จะสักลงไปถึงพุงเลยลงไปจนถึงส้นตีน สักทั้งข้างหน้าและข้างหลัง เชื่อว่าจะทำให้คงกระพันชาตรี

“บ๊ะ, ไอ้นี่มันวอน” หัวหน้าข่าชี้หน้าจารย์แก้ว “มึงคิดจะแล่เนื้อเถือหนังหน้าอกกูไปเชียวรึ”

“ความหมายของข้าไม่ได้เป็นอย่างนั้น พ่อพญา” จารย์แก้วบอก “ข้าสองคนเพียงแต่เดินทางเข้ามาแดนข่าเพื่อจะได้ขอฝากตัวเป็นศิษย์ ขอวิชา…”

“มึงจะเอาวิชาไปทำอะไร?” หัวหน้าข่าตะคอกดักคอจารย์แก้ว “เอาไปถางไร่ เอาไปไถนา หรือว่าจะเอาไปเลี้ยงควายช่วยมึง”

จารย์แก้วนั้นเป็นคนฉลาดตอบว่า “ถ้ามันช่วยข้าน้อยได้ก็ยิ่งจะดี พ่อพญา”

จารย์บุญสังเกตสีหน้าของหัวหน้าว่าคงถือเป็นจริง ไม่ชอบการต่อล้อต่อเถียงจึงชิงกล่าวขึ้นว่า

“พวกข้าน้อยสัญจรมาจนถึงถิ่น ก็ด้วยกิตติศัพท์ของท่าน…”

กล่าวไม่ทันจบ หัวหน้าก็ไล่เสียงขึ้นว่า “กิตติศัพท์อะไร เล่าลือทางดีหรือร้ายล่ะ”

“เป็นไปทางดี” อาจารย์บุญบอก “เผ่าเรอแดวของท่านไม่เพียงแต่คิดจะกอบกู้บ้านเมือง แต่ยังถือธรรมไว้เหนือหัว รักความสงบแต่ก็พบพวกพาลเข้าไล่ล่าฆ่าตีกวาดต้อน เอาไปเป็นไพร่ข้าด่าป้อยมิได้ขาด จึงต้องหนีมาตั้งกองส้องกำลังในดินแดนลี้ลับห่างไกล หัวครูอิน อุปัชฌาย์ข้าน้อยได้แนะนำข้าสองคนมาหาท่าน หวังฝากตัวเป็นศิษย์ให้อาจารย์ท่านสอนสั่งอาคมขลัง วิชาคม ด้วยเหตุพระครูอินของพวกเราบอกว่า สายเกจิอาจารย์แล้วหามีผู้ใดความรู้เกินท่านไม่”

คราวนั้นหัวหน้าข่าดูมีสีหน้าและท่าทีสงบลงไปเป็นอันมาก กล่าวว่า “รู้จักพระครูอินด้วยหรือ?”

จารย์แก้วชิงตอบว่า ท่านเป็นอุปัชฌาย์ ข้าได้รดสรงก็เพราะท่านพระครูอิน หัวหน้าข่าจึงถามว่า ได้รับรดสรงแล้วเช่นนี้ความรู้อย่างเอ็งคงไม่ธรรมดาสินะ จารย์แก้วนั้นจนปัญญาไม่เป็นจึงว่า หนังสือก้อมต่างคนต่างมี  โตบาลีคนต่างได้ หัวหน้าข่ามีสีหน้าแช่มชื่นขึ้นมากแล้วถามจารย์แก้วว่า เอ็งมีมูลกัจจายน์อยู่กี่หอบ? จารย์แก้วจึงว่า มีอยู่สามหอบ หอบหนึ่งนั้น สิโย อังโย นาหิ สะนัง หอบหนึ่งนั้น สนธิ หอบหนึ่งนั้น สมาส หัวหน้าข่าถ่มน้ำลายพลางขึ้นเสียงถุยอย่างหยัน ๆ

อาจารย์บุญเห็นเช่นนั้นจึงพูดขึ้นว่า “อันพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นสรณคมน์ พวกข้าไม่ใช่ผู้สันทัดในหลักแห่งภาษา ได้งู ๆ ปลา ๆ จากชาดกพระเจ้าห้าร้อยชาติบ้าง  ห้าสิบชาติบ้าง สิบชาติบ้าง ส่วนปัญหาคดีโลกปัญหาคดีธรรม และปัญหาคดีโลกเจือธรรม หรือปัญหาเสียวสวาด ก็ได้จากผู้รู้และหนังสือผูกใบลานน้อยนิด ท่านอย่าได้ถือสาหาความจารย์แก้วมันเลย ที่ทำให้ชวนหัวขึ้นมาก็เพื่อจรรโลงอารมณ์ท่านไว้ เพื่อจะมิได้พิจารณาว่าข้าทั้งสองเป็นศัตรู”

กรมการบ้าน และประชาชนชาวข่า ต่างคล้อยตามคำพูดของจารย์บุญเป็นอันมาก แต่หัวหน้ากลับว่า ที่เอ็งทั้งสองก้าวหน้าในหลักธรรมคำสั่งสอนนั้น ข้าอนุโมทนา แต่จะมาสำออยสำนวนให้ข้าไว้วางใจเห็นจะไม่ได้ ณ ดินแดนถิ่นนี้มิใช่สนามประลองกำลังปัญญา แต่หากเป็นสนามประจันมาร ผู้รุกรานมีหลายท่าหลายทาง อย่างพระยาทองอินนั้นมันอยู่ห่างไปถึงโคราช ยังเทียวเกณฑ์ไพร่พลยกขึ้นมาไล่ล่าฆ่าตี กวาดต้อนคนของข้าลงเมืองลุ่มเสียเป็นอันมาก น้ำตาจะเป็นสายเลือด ไหลนองทั่วทุกเขตภูผา บัดนี้บ้านเมืองเปลี่ยนแปลงไปอีก ได้ยินว่าพวกหัวแดง ๆ จมูกยาวใหญ่ มีปืนไฟเป็นอาวุธ ล้ำแดนแกวเข้ามา เที่ยวไล่ฆ่าแกว ขอม ข่า ลาว แม้นไทยสยามมันก็ไม่เว้น

หัวหน้าข่าพูดเพื่อให้เสียงของเขาได้ยินไปถึงชาวบ้านที่แวดล้อม ณ ลานกว้างนี้ด้วย ทำให้เกิดความสงบอย่างประหลาด จะมีก็แต่เสียงลมพัดใบไม้ กรมการบ้านผู้อาวุโสคนหนึ่งจึงกล่าวเป็นเชิงถาม และแสดงความเห็นพร้อมกันไปว่า พวกเอ็งจะแสวงหาวิชาอาคมไปเพื่อการอันใด? ลำพังจับช้างป่าเพื่อเอางาคู่งาม เขายังไม่ใช้หมอช้างวางบ่วงบาศเชือกทามปะกรามเลย ซื้อปืนไฟฟ้ายิงพังพลายก็ตายเกลี้ยง เมื่อเวลาเดินเข้าดงขึ้นลงเขาเขียว ไม่ต้องมีวิชาคาถาเป่าเสกไล่ผีป่า จะลงน้ำข้ามทะเลมันก็ไม่เกรงผีเสื้อน้ำ เดินบกก็ไม่เกรงผีเสื้อบก เดินดงก็ไม่เกรงกองร้อยม้อยหมอก ของดีของขลังพวกมันคืออะไร? ปืนไฟกระบอกเดียวก็เพียงพอแล้ว แต่โบราณท่านมีคาบชุดคาบศิลา หิ้วคาถามนต์ขมังหาบคอนไปเต็มกลืน เราจะข้ามพนมดง เร็วขึ้นมาปากซ่องมาบริเวน  ถูกผีป่ารุมโทรมแต่คืนแรกแล้ว ไม่เคยพ้นสักราย แต่พวกหัวแดงจมูกโต ไม่มีอะไร เหตุใดมันกล้ามันหองยิ่งกว่าพระยาทองอินแต่อดีตด้วยซ้ำ ทำไมพวกเอ็งจึงต้องมาที่นี่?

จารย์บุญได้ฟังดังนั้นกล่าวขึ้นด้วยเหตุผลว่า ข้าเป็นผู้น้อย อายุขัยยังหนุ่ม ภายภาคหน้ายังมีอีกไกล หากไม่แสวงหาวิชาไว้บ้าง  เกรงว่าการทำมาหากินอาจไม่ประสบผลดีก็ได้ อะไรก็ได้ถ้าเป็นของดีเป็นวิชา ผู้ใดมีไว้ติดตัวก็มิใช่นำไปสู่ทางเสื่อมจะได้ช่วยเหลือยามยากไม่มากก็น้อย

บ้านเมืองเปลี่ยนแปลงไป มีหน้าตาแปลกประหลาดเข้ามา ถือปืนไฟแทนหน้าไม้ ห้อยดาบใหญ่แทนมีดพร้า จะผ่าฟืนไว้หุงหาอาหารได้หรือ? ข้าได้ทราบมาเหมือนกันว่า จิตใจของพวกมันเสื่อมแล้วไปยิ่งกว่า ขาดธรรมะ ขาดสัจจะ หิริโอตัปปะไม่พะวง หากมีของดีมีวิชาอย่างผู้อาวุโส จิตใจพวกมันก็คงไม่เสื่อมทรามไปตามสมัยดอก 

ครานั้นเอง ถ้อยความคำจาจารย์บุญคงต้องใจกรมการบ้านและผู้เป็นหัวหน้า ตลอดจนชาวข่าทั้งหลายอยู่  หัวหน้าจึงหัวเราะพลางว่า พูดฟังดูเข้าทีคล้ายจะมีวิชาวาทะศิลป์ สู้บวชจนได้พระครูเปรียญก็จะดี ไม่รู้ว่าสึกขามาทำไม แล้วถามชื่อและนามทั้งสองไว้ จากนั้นหันไปทางจารย์แก้ว พูดว่า ไอ้จารย์คนนี้ล่ะ ยังไม่ได้บอกข้าเลยว่าจะเอาไสยวิชาไปทำอะไร?

“อย่างสหายข้าพูดไปแล้ว” จารย์แก้วตอบ

“ไม่มีอะไรแตกต่างจากเขาเลย เป็นไปได้ยังไง หน้าตาขาแขนก็ไม่เหมือนเขา สำเนียงเสียงพูดก็มิคล้าย ท่าทางมันจะมาทางกุยทางโกย มิสู้ไปขอเป็นศิษย์หมอโพนช้าง  ฝึกเป่าสะไนไล่ช้างไปอาบน้ำดีกว่ารึ? อีกอย่างจริงไม่จริง ดูออกจำแนกเป็นหรือไม่?”

จารย์แก้วย่อมมีเชื้อกุย แต่ไม่เคยออกไปจับช้างป่าหรือเป่าสะไนเขาควายแต่อย่างใด ด้วยพ่อแม่พามันอพยพทิ้งการไล่ล่ากวาดต้อนลงไปอยู่ทุ่งเพียงผืนราบแต่ยังน้อย แต่มันยังมิลืมเชื้อสายเผ่าพันธุ์ จึงตอบผู้เป็นหัวหน้าว่า เพราะว่าข้าน้อยเป็นโกยกุย จึงอุตส่าห์เขียววันเขียวคืนมาหาพ่อพญา หากว่าท่านเป็นหมอโพนช้างด้วยก็จะขอวิชาร่ายมนต์คล้องบ่วงบาศ มนต์โยนเชือกทามปะกรามกำ  ส่วนสะไนถ้าหากจำเป็นต้องหัดเป่าก็ไม่ว่ากระไร จะขอเป่าให้เพราะเสนาะโสตบรรดาพี่น้องทั้งหลาย

พูดไปจารย์แก้วก็หันไปทางพี่น้องชาวข่าที่ล้อมวงเหล่านั้น พลางว่าต่อไปว่า แต่เสียดายจารย์แก้วคนนี้ ทำได้ดีก็แต่เสียงแหล่เสียงลำ

“เฮ้ย, ไปเรียนการแหล่การลำมาจากที่ใด?” หัวหน้าทักขึ้นด้วยความสงสัย แฝงความดีใจบนใบหน้า “ขึ้นลูกคอให้พวกเราฟังสักกลอนได้หรือไม่?”

“คงจะไม่ได้” จารย์แก้วตอบและว่า “แต่ก็อาจจะได้ ถ้าหากท่านจะเพลาความสงสัยลงเสียบ้าง ยกเอาความหวาดระแวงออกจากมโนนึก รับข้าน้อยสองคนเป็นศิษย์ อย่าให้ลำกลอนเดียวเลย ลำทั้งคืนก็จะลำให้ฟัง”

เมื่อหัวหน้าข่าและกรมการบ้านได้สอบสวน ไล่เลียงไปในด้านต่าง ๆ จนเป็นที่พอใจแล้วเห็นว่า สองจารย์ที่มาวันนี้ หามีพิรุธใดพอที่จะวินิจฉัยได้ว่าเป็นไส้ศึกสอดแนมหาข่าว เพื่อลงไปบอกทางการบ้านเมืองให้ยกขึ้นมาปราบ ทั้งหาได้จาความล่าย หรือโกหกมดเท็จไม่ แม้จะไม่เชื่อถือสนิทใจ แต่ไม่มีเหตุอันใดที่จะจองจำนำไปประหาร พวกมันก็ให้จัดที่พักหลับนอนไว้ที่ผามหรือปะรำข้างลานกว้าง แล้วบอกให้ทุกคนแยกย้ายกลับไปยังเรือนของตน เวลานั้นก็ใกล้เย็นมาทุกที นับว่าการสอบสวนเชลยใช้เวลาเกือบทั้งวันเลยทีเดียว

หนังสือแนะนำ



บทความที่คุณอาจจะสนใจ

WP Facebook Auto Publish Powered By : XYZScripts.com