ป้ายประกาศ

พ่อเฒ่ากับลูกเขย

น้ำหมากนาว

“เออ…แพง…โต๋ ฮู้วิธีเฮ็ดหน่อไม้ส้ม โดยบ่ให้หน่อไม้แหล่ (เขียวคลํ้า) ฮึบ่ ?” พ่อเฒ่าพันตั้งกระทู้ถามบักทิดแพง “บ่ฮู้…บ่จั๊ก!” บักทิดแพงตอบห้วน ๆ พ่อเฒ่าพันก็ว่าต่อ… “ถ้าโต๋บ่ฮู้ พ่อสิบอกวิธีเด้อ...มันเป็นภูมิปัญญามาแต่โบ๋ราณ…”

ขอโทษ…พ่อบ่เห็นอีหลี !

ความเป็นไม้เบื่อไม้เมาระหว่างพ่อเฒ่ากับลูกเขยนั้น มันมีอยู่ทั่วไปในสังคม “ทางอีศาน” เพราะลูกเขยมักจะต้องถูกบีบบังคับด้วย “ฮีตคอง ประเพณี” มาตามยุคตามสมัยแต่พ่อเฒ่ากับลูกเขยคู่นี้ มีความผิดแผกจากคู่อื่น ๆ เพราะพ่อเฒ่าเป็นผู้มีศีลธรรมประจำใจ “ฮู้ผิด ฮู้ถืก” ไม่ถือสาในการกระทำของบักลูกเขยเท่าใดนัก แม้บางครั้งบักลูกเขยมันแสดงออกนอกลู่นอกทางบ้าง พ่อเฒ่าก็ทำที “เอาหูไปนา เอาตาไปไฮ่” เสีย เพราะถือว่า “มันเป็นผัวลูกสาว” ถ้าขืนไปยุ่งจุก ๆ จิก ๆ มากไป เกิดมันป๊ะมันทิ้งลูกสาวแกไปลูกสาวแกก็จะเป็น “แม่ฮ้าง” ก็จะขายหน้าไทบ้านจึงต้องทนข่มใจทำใจ

ดวงตาใหม่

วันหนึ่ง นายแพทย์ป๋องผู้ลูกเขย ถามความรู้สึกของพ่อเฒ่าอ่อน เหมือนเป็นการประเมินผลไปด้วย “เป็นไงพ่อ...ตาใหม่ที่ผมเปลี่ยนให้ มีข้อดีข้อเสียอย่างไรบ้าง?” “ข้อดีเรอะ! กลางคืนมืดแค่ไหนก็ตาม ที่ใต้ถุนบ้านเรา พ่อวิ่งได้โดยไม่ชนเสาบ้านเลย! มันชัดกว่าเก่าเยอะ! แต่ข้อเสียมันก็มีนะ!” พ่อเฒ่าอ่อนว่า

งูสิง

“พ่อเฒ่า...มื้อนี้บ่มีอาหารป่าให้เห็นสัก อย่างเลย!... แต่พอขับรถมา เห็นงูสิงเลื้อยข้าม ทาง ยาวประมาณสี่วานี่ละ! ว่าจะหักรถไป เหยียบกะบ่ทัน เสียดายขนาดเลย!” “ป๊าดโท๊ะ! งูสิงพันธุ์ใด๋ คือสี่ยาวฮอดสี่ วาวะ? โอ้ยกูบ่เชื่อดอก!” พ่อเฒ่าสินว่า “เอ้า! ถ้าพ่อบ่เชื่อ ข่อยสิลดลงเหลือสองวา พ่อสิเชื่อบ่ล่ะ?” “โอ้ย! บักห่าอ้นเอ้ย! งูสิงมึงนี่ หดได้ไว ขนาดเนาะ!”

พ่อเฒ่าสีกับบักสอย

พ่อเฒ่าสีเป็นคนใจกว้าง แกมีที่ดินอยู่แปลงหนึ่ง ครึ่งหนึ่งแกแบ่งให้ลูกเขย อีกครึ่งหนึ่งแกขุดสระเลี้ยงหอยแบบธรรมชาติ ด้วยการไปเก็บหอยโข่งหอยขม ที่มีอยู่ตามธรรมชาติมาปล่อยลงในสระแล้วให้อาหาร หอยก็ขยายพันธุ์ไปเรื่อย ๆ เก็บกินได้ เก็บขายก็ดี ส่วนบักสอยที่ได้ที่ดินติดกับพ่อเฒ่าสี มันคิดจะเลี้ยงหมี

กลัวผอม

บักสอนมันเกิดรักชอบพอกับสาวกองลูกสาวพ่อเฒ่าหยองกับแม่เฒ่าตุ้ย แม้ว่าสาวกองจะอ้วนไปหน่อย บักสอนก็ไม่รังเกียจ มันกลับคิดว่า “หุ่นแบบนี้แหละ มันเต็มไม้เต็มมือดี” มันถือว่าจิตใจสำคัญกว่าหุ่น แม้หุ่นจะเข้าประเภท “อ้วนสั้น สันหนา” ก็ไม่ถือสา ข้าจะรักของข้าใครจะทำไม?

ป า ก แ ข็ ง

พ่อเฒ่าสีนวน ไทบ้านสำราญ มีลูกเขยชื่อ “บักตุ๊” เป็นชาวจังหวัดชลบุรีที่เว้าไทย (พูดภาษากลาง) แรก ๆ ก็เข้าใจกันยาก เพราะเข้าข่ายคำพูดที่ว่า “ไทยบ่จั๊กซาว ลาวบ่จั๊กยี่สิบ” เวลาพูดกัน ลูกเขยมักยํ้าถามเพื่อความเข้าใจและสื่อความหมายได้ถูกต้อง บางครั้งพ่อเฒ่าสีนวนก็ชักรำคาญ เนื่องจากบักตุ๊มันมักถามซํ้ายํ้าทวนจนแกขี้เกียจจะตอบ

ลั บ มี ด

“วันอาทิตย์ อย่าได้เข่นพร้า ตีหอก หลาวแหลน มันสิกลายเป็นผี พากโพย ฟันเจ้า” นั่นก็หมายความว่า ของมีคมทุกประเภท ไม่ควรจัดซื้อจัดหาในวันอาทิตย์ เพราะจะเกิดภัยแก่ผู้ใช้เอง ...

หั ว ป ลา

บักหมอนดำเนินการปรุงอาหารอยู่ใน ครัว พ่อเฒ่าอารมณ์ล้างมือ แล้วไปนั่งคอยเวลากินข้าวที่โต๊ะอาหาร บักหมอนยกสำรับออกมาวางบนโต๊ะ! พ่อเฒ่าอารมณ์ถึงขั้นหมดอารมณ์! เมื่อมองไปยังชามต้มส้มปลาใส่ใบมะขามอ่อน...

นับบ่ฮอดสาม

“กรณ์เอ้ย! ฮ้องบอกโซเฟอร์จอดรถให้พ่อแหน่ พ่อปวดขี้” “เดี๋ยว ๆ” บักกรณ์ประวิงเวลา พ่อเฒ่าอุ้ยก็ทนอดกลั้นไปได้สักระยะหนึ่ง อาการปวดท้องก็หนักขึ้น “กรณ์! บอกโซเฟอร์แม๊ะ กูปวดขี้แฮงแล้วเด้อ!” พ่อเฒ่าอุ้ยย้ำอีกครั้ง

ชื่อหมา

มีหมาอยู่ตัวหนึ่งที่มีสีลายด่างสลับหลายสี เหมือนกับช่างเขียนเอาสีมาแต้มมาทาให้ บักต่อก็เลยตั้งชื่อหมาตัวนั้นว่า “บักแต้ม”

อย่างเก่า

“อีนาง เบียร์เย็น ๆ ขวด กับแกล้มเอาตำสาวน้อยคอยไข่อ้ายมาอย่างหนึ่งก่อน! ชื่อมันเป็นตาแซบว่ะ!” เมื่อเด็กเสิร์ฟเอาเบียร์มารินให้ พ่อเฒ่าเสือยก แก้วเบียร์ขึ้นจิบแล้วพูดกับบักแดงผู้เป็นลูกเขย “อยู่บ้านแม่เฒ่าโต๋ เอาแต่หมากถั่วให้กินสู่มื้อ มื้อนี้ขอมากินแนวแซบ ๆ เบิ่งหนา! เอ้า ยกแก้ว!”

หมดฤทธิ์

มีคำร่ำลือว่าพ่อเฒ่าบุญเลิศ ชาวบ้านบุ่ง เป็นคนชอบสนุก เห็นสาวน้อยวัยขบเผาะที่ไรมัก หยอกล้อแซวเล่น เป็นประเภท “คนแก่ตัณหา กลับ”

เล่นไพ่

เคยมีคำสอนเป็นผญาโบราณอีสานที่เขียนไว้เตือนสติว่า “ของบ่เป็นตาจ้ำ อย่าสิจุ่มลงเหลิก (ลึก) ของบ่เป็นต๋ากิ๋น อย่ากิ๋น สิพวนท้อง (คลื่นไส้)”

ตด

“อ่วม…บ่แม่นเฮาหลงซื้ออาหารปลอมมากินซะบ้อ?” พ่อเฒ่าหมานเว้ากับบักอ่วมผู้เป็นลูกเขย “บ่ดอก…ข่อยซื้อหยังมากิน ข้อยสิพิจารณาเลือกอย่างละเอียด บ่มีของปลอมดอกน่า!”
WP Facebook Auto Publish Powered By : XYZScripts.com