อิสราเอลกับอิหร่านรบกันสามพันปี เขียนโดย “เสรี พพ”
ใครที่คุ้นกับเพลง Va Pensiero จาก Nabucco โอเปร่าของแวร์ดี มักเห็นภาพ “เชลยศึก” ชาวยิวที่โหยหาบ้านเกิดเมืองนอน “คิดถึงบ้าน” เพราะถูกจับไปเป็นเชลยที่กรุงบาบิโลน ระหว่างปี 597-539 ก่อน ค.ศ.
โดย Nebuchadnezzar II กษัตริย์ของบาบิโลนพิชิตแคว้นยูดา อาณาจักรของอิสราเอล ทำลายพระวิหารที่กรุเยรุซาเล็ม ที่สร้างขึ้นในยุครุ่งเรืองของกษัตริย์ซาโลมอน โอรสของกษัตริย์เดวิด
คนที่ปลดปล่อยเชลยยิว คือ พระเจ้าไซรัสมหาราช (Cyrus the Great) ผู้ก่อตั้งจักรวรรดิเปอร์เซียนอาร์คีเมนิด ผู้ซึ่งพิชิตบาบิโลน หลังจากนั้น “ยูดาของอิสราเอล” ตกอยู่ภายใต้การครอบครองของเปอร์เซียถึงสองร้อยปี อนุญาตให้สร้างวิหารขึ้นใหม่ที่เยรุซาเล็ม
จักรวรรดิเปอร์เซียล่มสลายเมื่อปี 330 ก่อน ค.ศ. เมื่อพ่ายแพ้ต่อพระเจ้าอเล็กซานเดอร์ มหาราช กษัตริย์ของ “กรีก” ทำให้อิสราเอลเป็น “เมืองขึ้น” ของกรีกอยู่ระยะหนึ่ง ก่อนที่จะมีอิสรภาพปกครองตนอง แต่ความแตกแยก แย่งชิงอำนาจภายในทำให้ “โรมัน” เข้ามาครอบครองเป็น “อาณานิคม” เมื่อปี 63 ก่อน ค.ศ.
ชาวยิวใต้การปกครองของโรมันพยายาม “กู้ชาติ” หลายครั้ง จนถึงสงครามใหญ่ครั้งสุดท้ายในปี ค.ศ. 70 ที่โรมันปราบยิวราบคาบ ทำลายพระวิหารหลังที่สอง จนทุกวันนี้ยังไม่มีหลังที่สาม มีแต่ชาวยิวไปสวดมนต์ไปร้องไห้โหยหาความยิ่งใหญ่ในอดีตที่ “กำแพงกำสรวล” ซากที่เหลือของวิหารอันศักด์สิทธิ์
วันนี้ พวกเขาดูเหมือนกำลังทวงถามความยิ่งใหญ่ในอดีตนั้น อยากให้กลับคืนมาโดยการพิชิตอิหร่าน โฉมหน้าปัจจุบันของจักรวรรดิเปอร์เซียที่ยิ่งใหญ่ในอดีตนั่นเอง# สองพันปีที่ต้องเร่ร่อน
พระเยซูเป็นยิว ถูกประหารชีวิตโดยตรึงกางเขนด้วยข้อหา “ขบถ” ความจริงคงไม่ใช่โรมัน แต่เป็น “ยิว” เองนั่นแหละที่ต้องการ “จัดการ” กับ “พระเมสสิอาห์” ที่มาหักล้างประเพณีอันศักดิ์สิทธิ์ของตนเอง อาจเรียกว่าพวก “รัฐพันลึก” (deep state) ก็คงได้
จากนั้น เราจึงได้เห็นชาวยิวเร่ร่อนไป “ทั่วโลก” เหมือนถูกสาปสองพันปี มีเรื่องเล่ามากมายในหลาย “ประเทศ” จนถึงศตวรรษที่ 19 หรือร้อยปีเศษ ที่เริ่มขวนการ “คืนสู่รากเหง้า” ขวนการยิวคืนถิ่นค่อย ๆ ก่อตัวเข้มแข็งขึ้น จน “กลับไป” ที่ “ปาเลสไตน์” ที่ตนเคยอาศัยอยู่สองพันปีก่อน
หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ที่อังกฤษขอให้ช่วยรบกับ “มุสลิม” ที่มีอำนาจตอนนั้น สัญญาว่า รบชนะจะ “ให้ที่อยู่” อันเป็นข้ออ้าง และหลังสงครามโลกครั้งที่สอง รัฐอิสราเอลเริ่มเป็นหลักเป็นฐาน ขยายไปครอบปาเลสไตน์ จนยูเอ็นและมหาอำนาจเข้ามาไกล่เกลี่ยหาทาง “แบ่ง” เป็นสองส่วน
นั่นคือ สาเหตุสำคัญของการรบกันไม่รู้จบจนถึงวันนี้ เพราะการแบ่งดินแดนนั้นอิสราเอลยอมรับ ขณะที่ปาเลสไตน์ไม่ยอมรับ บอกว่าไม่เป็นธรรม จนเกิด “ขบวนการปลดปล่อยปาเลสไตน์” มาหลายทศวรรษ# จักรวรรดิเปอร์เซียกำลังล่มสลาย?
จักรวรรดิโรมันตะวันตกที่มีโรมเป็นศูนย์กลางล่มสลายในศตวรรษที่ 6 ส่วนโรมันตะวันออกที่มีศูนย์กลางที่คอนสตันติโนเปิล (อิสตันบูลในปัจจุบัน) ล่มสลายในศตวรรษที่ 15 จุดเริ่มต้นจักรวรรดิออตโตมานอันยิ่งใหญ่ ที่ขยายอิทธิพลไปทั่วยุโรปตะวันออกเฉียงใต้ เอเชียตะวันตก และแอฟริกาเหนือ
อย่างไรก็ดี “ออตโตมาน” ไม่สามารถครอบครอง “เปอร์เซีย” ได้ทั้งหมด ยังรบสู้กับเรื่อยมา เป็นสองอารยธรรม (อาหรับกับเปอร์เซีย) และสองนิกาย (สุหนี่กับชีอะห์)
จักรวรรดิออตโตมานถึงคราวล่มสลายหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 เกิดเป็น “สาธารณรัฐตุรกี” เมื่อปี 1923 ประเทศ “อาหรับ” ในตะวันออกกลางที่ตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษก็ประกาศเอกราชหลังสงครามโลกครั้งที่ 2
ส่วน “เปอร์เซีย” ก็เป็นระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาตลอด จนถึงราชวงศ์ปาห์ลาวี (1925–1979) ที่เปลี่ยนชื่อ “เปอร์เซีย” เป็น “อิหร่าน” ในปี 1935 เพื่อบอกว่า มีรากมาจาก “อารยัน” ชาติอารยธรรม
อิหร่านเกิด “ปฏิวัติ” ในปี 1979 โค่นระบอบกษัตริย์ สถาปนารัฐอิสลาม “เต็มรูปแบบ” ภายใต้การนำของ อายะตุลลอฮ์ โคมัยนี และขัดแย้งกับอิสราเอลตลอดมาจนถึงวันนี้ ที่เปิดหน้ารบกันเต็มรูปแบบ# ลัทธิครองความเป็นเจ้าโลก (global hegemony)
ขอกลับไปใช้คำแปลเก่าของคำว่า “hegemony” ที่วันนี้แปลกันว่า “อำนาจนำ” เพราะคำแปลแรกจะอธิบายปรากฏการณ์ปัจจุบันของ “ภูมิรัฐศาสตร์” โลกได้ดีกว่า
หลังการเสื่อมสลายของจักรวรรดิอังกฤษนับแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สอง อังกฤษและเงินปอนด์ ก็ถูกแทนที่โดยสหรัฐอเมริกาและเงินดอลลาร์
สหรัฐอเมริกาทำตัวเป็น “เจ้าอาณานิยมยุคใหม่” อ้างประชาธิปไตย อ้างนิติรัฐ นิติธรรม แต่ทำตัวเป็น “หัวหน้าแก๊ง” ไปทั่วโลก อ้างเหตุผลต่าง ๆ นานา เพื่อเข้าไป “จัดการ” ประเทศต่าง ๆ แสดงลัทธิครองความเป็นเจ้าโลก ไม่ว่าในอิรัก อัฟกานิสถาน ลิเบีย ซีเรีย แต่ก็ดูว่า หลังจากนั้นเกิดอะไรกับประเทศเหล่านั้นจนถึงทุกวันนี้
สหรัฐทำตัวเหมือนจักรวรรดิโรมัน ที่มี “สภา” แต่นายทรัมป์ก็ทำสงครามกับอิหร่านโดยไม่ได้รับอนุมัติจาก “สภา” เหมือนซีซาร์และจักรพรรดิโรมันหลายองค์ (เหมือนเรียกภาษีโหดกับทุกประเทศโดยไม่มีอำนาจ)อเมริกาทำตัวเป็น “เครื่องจักรสงคราม” (war machine) อย่างที่นักวิจารณ์การเมืองว่า ไม่ได้ต่างจาก “รัฐทหาร” ในประเทศที่ตนเองบอกว่าจะบุกไปเปลี่ยนระบอบปกครองให้เป็น “ประชาธิปไตย” ไม่ได้ดีกว่า “ฟัสซิสต์” ที่ตนเองวิจารณ์คนอื่น (คงขึ้นบัญชีดำผม ที่ไม่อยากไปประเทศนี้นานแล้ว และจะไม่ไปอีก) สงครามอิสราเอลกับอิหร่าน โดยมีอเมริกาหนุนหลังอย่างออกหน้า มีเหตุผลทั้งรัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ ผลประโยชน์มากมาย ถ้าหากสามารถแผ่อิทธิพลของอำนาจ (hegemony) ของตนในตะวันออกกลางได้อย่างเต็มที่ เหมือนที่ทำกับละตินอเมริกาและเอเชีย
แต่โลกเปลี่ยนไปแล้ว แม้ว่าอาจจะ “สยบ” อิหร่านได้ในที่สุด เพราะบ่อนทำลายอิหร่านทุกรูปบบมานาน แต่ประเทศที่มีประชากร 100 ล้าน ประวัติศาสตร์ 3,000 ปี มีพันธมิตรในตะวันออกกลาง ประเทศมุสลิม รวมถึงรัสเซีย จีน เกาหลีเหนือ คงทำให้โลกที่แตกแยกอยู่แล้ว ระเบิดออกเป็นเสี่ยง ๆ มากขึ้นไปอีก
และถ้าหากสงครามลุกลามไปถึง “นิวเคลียร์” จะเกิดอะไรขึ้น
วันนี้เป็นบทนำของสงครามโลกครั้งที่ 3 ถ้ากลายเป็นสงครามโลกเต็มรูปแบบจะเหลืออะไร.
1 มีนาคม 2026








