เรื่องสั้น : กำแพง

ผู้เขียน: ภิรเดช แก้วมงคล
คอลัมน์: เรื่องสั้น
Column: Short Story
ทางอีศาน ฉบับที่ 15 ปีที่ 2
ประจำเดือน กรกฎาคม 2556

 

๑.
ทันทีที่เราสร้างรั้วกั้นเรือนชานไร่นา พลันความสัมพันธ์ระหว่างครอบครัวเครือญาติเปลี่ยนแปลงไป จากหน้ามือเป็นหลังมือ จากใกล้ชิดกลายเป็นห่างเหิน จากคนสนิทคุ้นเคยกลายเป็นคนแปลกหน้า จากสนทนาพาทีกลายเป็นเงียบใบ้กระทั่งหันหลังให้แก่กัน กำแพงอาณาเขตกลายเป็นม่านหมอกแห่งความเกลียดชัง… เรื่องราวที่เขาจะเล่าต่อไปนี้ มิใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไหนไกลเลยหากแต่มันเป็นเรื่องใกล้ตัวเขาจนน่าใจหาย

ใช่แล้ว… มันเป็นเรื่องราวภายในครอบครัวเขาเอง แต่…ใครจะเชื่อ ? ให้ตายเถอะ !

ครอบครัวเขาเพิ่งได้รับคัดเลือกให้ได้รับรางวัลเชิดชูเกียรติเป็นครอบครัวตัวอย่างระดับจังหวัดในงาน “ภูมิปัญญาผู้สูงวัย…สร้างครอบครัวไทยให้ร่มเย็น” เนื่องในวันผู้สูงอายุแห่งชาติ และวันครอบครัวประจำปี งานจัดขึ้นตอนช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา ดูเหมือนครอบครัวเขากำลังเดินทางสู่ความผาสุกร่มเย็นจริง ๆ หลังเหตุการณ์ร้าย ๆ เพิ่งพ้นผ่าน

ครอบครัวเขามีอยู่ด้วยกันห้าคน พ่อ แม่ เขา และน้องอีกสองคน ซึ่งแต่ละคนล้วนมานะบากบั่นจนได้ทำงานรับราชการดั่งใจหวังของพ่อแม่ เขาลูกชายคนโตรับราชการครู น้องชายคนรองเป็นนายช่าง อบต. ส่วนน้องสาวคนสุดท้องทำงาน ธกส. เช่นนี้แล้ว จึงมิแปลกอันใดที่ครอบครัวเขาได้รับคัดเลือกให้ได้รับรางวัล ภาพรอยยิ้มแห่งความปลาบปลื้มที่ประทับบนใบหน้าพ่อแม่เขา ขณะรับใบประกาศเกียรติคุณจากท่านผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นเครื่องยืนยัน

๒.
ในเดือนแห่งความรัก…เช้าตรู่วันวาเลนไทน์ ขณะพ่อเขาปั่นจักรยานออกกำลังกาย อันเป็นกิจวัตรที่พ่อเขาปฏิบัติมาเนินนาน เพื่อดูแลไร่นาวัว ควาย และผลิตผลทางการเกษตรจากหยาดเหงื่อแรงกายที่สร้างทำ โดยหมายมั่นปั้นมือเอาไว้ว่า หลังจากปลดเกษียณจากงานประจำจะดูแลมันอย่างจริง ๆ จัง ๆ มากกว่านี้ มันเป็นเช้าที่หนุ่ม-สาววัยรุ่นไทยสมัยใหม่ต่างตั้งตารอ ชายหนุ่มมอบช่อดอกไม้ให้หญิงสาว หญิงสาวมอบความรักให้ชายหนุ่ม เทศกาลงานต่างด้าวนี้เบ่งบานกลางดินแดนที่ราบสูงอย่างน่าเหลือเชื่อ ว่ากันตามจริง วันนี้มิได้อยู่ในประเพณีฮีต-คองของบ้านเราแต่อย่างใด แต่ใครจะปฏิเสธถึงความคึกคักของมัน ขณะที่เหล่ากามเทพยังมิทันตื่นนอนจากราตรี กุหลาบหลากสีสันก็สะพรั่งบานเต็มสองข้างทาง…มันน่าจะเป็นเช้าที่สดใสสวยงามวันหนึ่ง หากเก๋งสีขาวป้ายแดงคันนั้นไม่เสยเอาพ่อเขาคว่ำคะมำลงไปนอนกองข้างทาง…

“ตื่น ตื่น ตื่น ตื่นได้แล้ว พ่อมึงโดนรถชน!” เขาสะดุ้งตื่นลุกพรวดพลาดจากที่นอนทันทีที่แม่ปลุก ในขณะผู้เป็นแม่ยังอยู่ในอาการตื่นตระหนกจนทำอะไรไม่ถูก เขาคว้ากุญแจสตาร์ทรถเหยียบคันเร่งเจ้ากระบะบุโรทั่งคันเก่าอย่างสุดกำลังมายังที่เกิดเหตุ…

หญิงสาว-ชายหนุ่มเจ้าของรถคันงามยืนหน้าซีดเผือดทำอะไรไม่ถูก ขณะที่ชาวบ้านช่วยกันหามพ่อขึ้นรถอย่างทุลักทุเล ปากร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส เลือดทะลักจากปากเป็นทางไหลรินอาบร่าง ใบหน้าซีกซ้ายบวมเปล่ง แขนขาถลอกหลายจุด จักรยานคันเก่งของพ่อบิดงอไร้รูปทรง ส่วนเก๋งเจ้ากรรมมีเพียงกระจกมองข้างด้านซ้ายเท่านั้นที่แตกหัก เช่นนี้แล้วมวลพลังมหาศาลจากความเร็วรถและแรงกระแทกจึงตกแก่พ่อเขาอย่างเลี่ยงไม่พ้น

ระหว่างทางพาพ่อมาโรงพยาบาลเขาสวดมนต์ภาวนา ปากพร่ำวอนขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ “อย่าเป็นอะไรมากนะพ่อ ขอคุณพระคุณเจ้าคุ้มครองพ่อด้วยเถิด…” มันเป็นระยะทางที่น่าหวาดหวั่นพรั่นพรึง เป็น ๑๕ กิโลเมตรที่เขาแทบกลั้นลมหายใจเขาแทบไม่รู้เลยว่าเข็มไมล์รถกระบะเขาหมุนไปที่ความเร็วเท่าใด รู้แต่เพียงว่าพ่อต้องถึงโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด…

“เจ็บตรงไหนบ้างครับ ? มีโรงประจำตัวอะไรไหมคะ ?” ทั้งหมอและพยาบาลต่างกุลีกุจอเข้าช่วยเหลือพ่อเขาอย่างเต็มกำลัง พร้อมคำถามตามธรรมเนียม

“เป็นความดันสูง มีไขมันในเส้นเลือด โรคเก๊า โรคเบาหวาน เคยวูบสลบ ฯลฯ ” พ่อยังคงครองสติได้ดีพอที่จะให้หมอซักประวัติ ยามนั้นเขายิ่งเป็นห่วงพ่อขึ้นอีกเป็นเท่าทวีคูณ ในวัย ๕๕ ปี หากดูจากรูปลักษณ์ภายนอก โดยรวมแล้วนับว่าพ่อเป็นคนแข็งแรงคนหนึ่ง ตื่นเช้า กระตือรือร้นในการงาน ร่างกายกำยำ ส่วนสูงราว ๑๖๘ เซ็นฯ น้ำหนักมวลรวมประมาณ ๘๐ กิโลฯ ริ้วรอยยับย่นปรากฏบนใบหน้าบ้างตามกาลเวลา ผิวสองสีดำแดง เส้นผมมีสีขาวแซมบ้างประปราย แต่สิ่งที่เขาไม่เคยรู้เลยคือ ร่างกายของพ่อกลายเป็นแหล่งประชุมโรคร้ายหลายอย่างอย่างไม่น่าเชื่อ เมื่อบวกรวมกับอุบัติเหตุที่ได้รับนับว่าพ่อเขาต้องเผชิญกับชะตากรรมที่เลวร้ายอย่างยิ่ง…เป็นตายเท่ากัน !

ตึกศัลยกรรมผู้คนพลุกพล่าน เตียงผู้ป่วย ผู้ประสบอุบัติเหตุล้นเกินออกมาจนถึงบริเวณริมระเบียง แทบทุกตารางนิ้วมีคนเจ็บป่วยนอนรอคอยการรักษาเยียวยา ขณะที่หมอมีอยู่แค่เพียงหยิบมือ คนนั้นเจ็บ คนนี้ปวด ญาติคนโน้นโวยวาย

“จะปล่อยให้ตายก่อนรึยังไง หมอถึงจะมาดู !” บางคนถึงกับเดือดดาล เช่นนี้แล้วอาณาบริเวณนี้จึงเต็มไปด้วยลักษณะการทุกขเวทนาอย่างแท้จริง ทุกข์กายคนป่วย ทุกข์ใจญาติมิตร แม้กระทั่งหมอพยาบาลก็ไม่เว้น ภารกิจที่ต้องดูแลคนเจ็บป่วยเฉลี่ยวันหนึ่ง ๆ หลายร้อยคน นับว่าหนักหนาสาหัสพอกัน สภาพโรงพยาบาลของรัฐส่วนใหญ่มักเป็นเช่นนี้ ธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนจึงเฟื้องฟู ขนาดจังหวัดเล็ก ๆ แห่งนี้ยังมีโรงพยาบาลเอกชนตั้งสองสามแห่ง แต่เขาก็เลือกพาพ่อเข้าโรงพยาบาลของรัฐ ด้วยเหตุผลว่าพ่อเขาสามารถเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลได้บ้างตามสิทธิ์เจ้าพนักงานของรัฐ แต่นั่นกลับทำให้เขาโดนญาติพี่น้องรุมด่าจนหูชา

“ทำไมไม่พาเข้าโรงพยาบาลเอกชน การดูแลรักษาสะดวกรวดเร็วกว่าหลายเท่า ห้องพักก็ดีกว่านี้…” เขาได้แต่นิ่งเงียบไม่ยอมปริปากตอบโต้ผู้ใดยามนั้นนอกจากการพาพ่อมาพบแพทย์ให้เร็วที่สุดแล้ว สิ่งอื่นล้วนอยู่เหนือการวางแผนของเขา…

กว่าร่างกายกลับคืนสู่ภาวะปกติ พ่อของเขาต้องใช้เวลาพักฟื้นอยู่เป็นแรมเดือน โชคยังดีที่คู่กรณียังเหลียวแล แต่เขาคิดว่ามันไม่คุ้มกันเลยกับบาปเคราะห์ที่พ่อและครอบครัวเขาได้รับ กับเงินค่าทำขวัญไม่กี่บาท “ช่างมันเถอะลูก ถือว่าหมดเคราะห์หมดโศกกันเสียที” พ่อแม่ช่างเป็นคนมีจิตใจประเสริฐอะไรเช่นนี้…เขาคิด

ครอบครัวเขาน่าจะหมดทุกข์หมดโศกไปเสียทีหลังเหตุการณ์นั้นผ่านพ้น ?

ภาพรอยยิ้มแห่งความปลาบปลื้มที่ประทับบนใบหน้าพ่อแม่ของเขา ขณะรับใบประกาศเกียรติคุณจากท่านผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นเครื่องยืนยัน

๓.
ปลายเดือนเมษาอันร้อนระอุสถิติการใช้ไฟฟ้าถูกทุบทำลายชนิดวันต่อวัน สภาพอากาศร้อนขึ้นจนระอุเดือด อุณหภูมิเฉลี่ยรวมของประเทศเลยสี่สิบองศาแทบทุกวัน ขณะที่เครื่องปรับอากาศแห่กันลดราคาทำการตลาด โลกภายนอกร้อนเกินกว่ามาเดินเล่น ผู้คนถูกกวาดต้อนเข้ากล่องและห้องแอร์ ออกจากห้องขึ้นรถ ออกจากรถขึ้นห้าง สภาพธรรมชาติวิปริตแปรปรวนเกินคาดเดา แผ่นดินไหวน้ำท่วม ฝนแล้ง ฯลฯ เรื่องร้ายก็คือประเทศของเราประสบสิ่งเหล่านี้ภายในปีเดียวกัน นี่ยังไม่นับรวมสภาพปัญหาทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง สังคม วัฒนธรรม การศึกษา ความเหลื่อมล้ำต่ำสูงของรายได้ กลุ่มก่อการร้ายภาคใต้ พรมแดนพระวิหาร และที่สำคัญคือ เรื่องภายในครอบครัวเขาเอง…

ปลายเดือนพฤษภา แม้ปัญหาบ้านเมืองยังอยู่ในขั้นวิกฤติ แต่หมู่บ้านของเขายังดำเนินรอยตามจารีตประเพณีอันดีงามของแต่ละเดือนเอาไว้ได้อย่างเหนียวแน่น คือพอย่างเข้าเดือนหกเดือนเจ็ดบ้านใดมีลูกชายที่มีอายุครบบวชเข้าก็จะบวชให้ตามประเพณี ปีนี้ก็เช่นกัน

งานบวชถือเป็นงานใหญ่ เชื่อกันว่าได้บุญกุศลมาก การเฉลิมฉลองและมหรสพจึงยิ่งใหญ่ไม่แพ้กัน นอกจากงานบุญแล้ว งานนี้นับเป็นงานบันเทิงระดับหมู่บ้านที่หลายคนตั้งตารอ แม้อากาศร้อนแต่หลายคนกลับรู้สึกชุ่มชื้นกระชุ่มกระชวยเหมือนได้บุญกุศลกับเจ้าภาพเขาด้วย

ท่ามกลางความร้อนอบอ้าวของยามบ่ายขบวนกลองยาวกลับเริงร่าแข่งกับเปลวแดดที่เริงระริกไม่แพ้กัน ต่างคนต่างร่ายรำออกท่าออกทางด้วยความสนุกสนานตามจังหวะเพลงพิณของคณะกลองยาวประยุกต์ ที่ทุกวันนี้เน้นความมันและสนุกสนานเป็นด้านหลัก เครื่องขยายเสียงกระหึมดัง พิณ เบส สอดผสาน กลองยาวพื้นบ้านกับกลองฝรั่งผสมบรรเลงสอดคล้องเร้าใจ แม้เหงื่อไหลรินจนเปียกโชก แต่หลายคนยังรำฟ้อนอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เหล้ายารินเสิร์ฟกันตลอดแถวแนวขบวน ส่วนทางกับการรณรงค์ ‘งานบุญปลอดเหล้า’ คนที่ดูสงบนิ่งที่สุดงานนี้เห็นจะมีก็แต่นาคเท่านั้นแหละ สำรวมกายใจ เตรียมตัวเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์อย่างแท้จริง สมที่พ่อนาคแม่นาคตั้งใจกับการบวชของลูกชายคนโต คงได้เกาะชายผ้าเหลืองขึ้นสวรรค์สมใจ แล้วเหตุการณ์ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น

“ไอ้ห่า! มึงต่อยกับกูไหม ?” ขบวนกลองยาวงานบวชพลันหยุดชะงัก จากขบวนแห่นาคกลับตาลปัตรเป็นสังเวียนมวยอย่างช่วยไม่ได้ หนุ่มเลือดร้อนรุ่นใหญ่ผมสองสีกลับมาท้าตีท้าต่อยกันกลางงานเหมือนเด็กวัยรุ่น

งานนี้คนก่อเหตุหาใช่ใครอื่นหากแต่เป็นพ่อเขาเอง!

“กูไม่กลัวมึงหรอกโว้ย! ไอ้…” เสียงพ่อกราดเกี้ยวท้าทาย แม้จะเริ่มสูญเสียการทรงตัวจากฤทธิ์แอลกอฮอล์ คนที่อยู่ใกล้เหตุการณ์ต่างจับพ่อเขาและคู่กรณีแยกออกมาจากขบวนกลองยาวงานบุญอย่างทันทีทันควัน บ้าจริง ๆ ! มันเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ได้อย่างไรกัน ? ในครอบครัวที่เพิ่งจะได้รับรางวัลครอบครัวตัวอย่างระดับจังหวัดมายังไม่ทันข้ามปี…น่าอายและขายหน้าที่สุด…เขาคิด !

คู่กรณีหาใช่คนอื่นคนไกล หากแต่เป็นน้าเขยของเขาเอง บ้านเราอยู่ชิดติดกัน ขนาดไร่ นา ก็ยังติดกัน ทั้งบ้านและที่นาก่อนหน้านี้ก็คือที่ดินผืนเดียวกัน เรียกว่าอยู่รวมกันเป็นครอบครัวใหญ่ครอบครัวหนึ่ง พอตากับยายสิ้นบุญก็แบ่งสันปันส่วนกันตามสิทธิ์ของลูก ๆ แต่ละคน แม่ได้บ้านใหญ่ (บ้านต้นตระกูล) พร้อมที่ดิน และที่นาอีกประมาณ ๗ ไร่ ส่วนน้าสาวได้สวนที่อยู่ติดกับบ้านใหญ่ (ปัจจุบันเป็นบ้านของน้า) และที่นาประมาณ ๕ ไร่ แม่ได้มากกว่าน้าเล็กน้อยเหตุเพราะตากับยายเสียตั้งแต่อายุยังน้อย แม่ต้องเสียสละไม่เรียนหนังสือทำงานเลี้ยงน้องและส่งเรียน จนกระทั่งน้าสาวได้รับราชการครู ส่วนแม่ค้าขายเล็ก ๆ น้อย ๆ และทำนา ยี่สิบแปดปีผ่านไปน้าสาวได้ซีแปดจ่อคิวซีเก้า ส่วนแม่ยังทำนาเหมือนเดิม โชคดีหน่อยที่นักการภารโรงอย่างพ่อยังมีเงินเดือนและสวัสดิการอยู่บ้าง อีกทั้งลูก ๆ เริ่มมีการงานที่มั่นคง

ก่อนหน้านี้ความสัมพันธ์ระหว่างครอบครัวเขากับครอบครัวของน้าสาว-น้าเขยนับว่าแนบแน่นพอสมควร มีอะไรก็แบ่งปันช่วยเหลือซึ่งกันและกันตามประสาญาติพี่น้อง ฤดูไถ่หวานช่วยลงแขกดำนา ยามเก็บเกี่ยวก็ช่วยกัน ไปมาหาสู่และพึ่งพิงกันตลอด มีอยู่บ่อยครั้งที่ทั้งสองครอบครัวร่วมวงกินข้าวด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นที่บ้าน ร้านอาหารในตัวเมือง หรือทุ่งนา กระทั่งตั้งวงร่ำดื่มสังสรรค์ด้วยกันริมรั้วบ้าน สิ่งเหล่านี้ประทับความทรงจำอันดีงามมาเนินนาน ตั้งแต่เขาเป็นเด็กจำความได้ จนกระทั่งบัดนี้ เขาอายุเลยเลขสามมาสองสามปีแล้วเรียกว่าสายสัมพันธ์ระหว่างสองครอบครัวนี้แนบแน่นจนไม่มีใครเชื่อว่าจะมีวันแตกร้าว

แล้วสิ่งใดกันเล่าที่ทำให้คนใกล้ชิดสนิทสนมกลมเกลียวเกลียดชังกันได้จนถึงขั้นท้าตีท้าต่อย ? เขาเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน ?

๔.
“น้าเขยมึงจะต่อยกู”

มันจะเป็นไปได้อย่างไรกัน เขาแทบไม่เชื่อหูตัวเอง จากคำบอกเล่าของพ่อ เหตุเกิดที่ทุ่งนายามลมหนาวมาเยือนเมื่อปีกลาย…

แค่การขว้างดินขว้างค้อนไล่วัวของพ่อถึงกับทำให้น้าเขยเดือดดาล จนถึงขั้นวิ่งเข้ามาผลักหน้าอกพ่อเลยเชียวหรือ ? ไม่รู้ว่าน้าเขยเคืองโกรธพ่อหรือกับใครที่ไหนมาก่อนหน้านี้หรือเปล่า แต่ที่เขารู้ ยามนั้นใบหน้าของน้าเขยคงแดงก่ำด้วยความโมโหสุดขีด มือกำแน่นด้วยความแค้นเคือง ปากสบถด่าทอหยาบคายราวทำนบกั้นเขื่อนแตกทะลัก “ไอ้ห่าราก…มึงกับกูอย่าอยู่ร่วมโลกกันเลย…กูทำอะไรให้มึง ?… มึงถึงทำกับกูอย่างนี้ ?…”

ขณะที่พ่อของเขาคงอยู่ในอาการมึนงงตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จนมิได้ตอบโต้สิ่งใดแม้จะเซถลาจนเกือบล้ม ในสถานการณ์ท้ารบเช่นนี้ แทบไม่น่าเชื่อเลยว่าพ่อเขาสามารถควบคุมอารมณ์ได้อย่างเหลือเชื่อ โชคยังดีที่มีคนเห็นเหตุการณ์และจับทั้งคู่แยกออกจากกัน

เหตุการณ์คราวนั้นทำให้สองครอบครัวอยู่ในภาวะอึมครึม ใจจริงแล้วพ่อของเขาอยากเพียงให้น้าเขยมาขอขมาลาโทษในเรื่องราวที่เกิดขึ้น แล้วจะไม่ติดใจเอาความ แต่จนแล้วจนรอดน้าเขยก็ไม่ยอมมาหาซะที คนที่ทุกข์ใจที่สุดงานนี้คงหนีไม่พ้นแม่ของเขาเอง ที่ต้องทนแบกรับความรู้สึกกดดันทั้งหลายทั้งมวลเข้าไว้กับตัว เมื่อน้องเขยกับผัวตัวเองต้องมาแตกคอกันอย่างนี้ แม้แต่น้าสาวซึ่งเป็นน้องของตัวเองแท้ ๆ ยังบอกสามีไม่ได้ กระทั่งเข้าข้างน้าเขยในที่สุดเมื่อเรื่องราวบานปลาย ไม่มีการเจรจาทำความเข้าใจกัน ต่างคนต่างมีทิฐิ อายุอานามแต่ละคนก็มิใช่น้อย ๆ ลูกเต้าแต่ละคนต่างเติบโตจนเป็นปู่เป็นย่ากันแล้ว เรื่องใหญ่ขนาดนี้น่าจะมีผู้หลักผู้ใหญ่มาไกล่เกลี่ยโดยเร็วไว หากปล่อยไว้เนินนานยิ่งยากเกินประสาน เขาเองในฐานะลูกหลานมิได้โทษหรือโกรธใคร แต่ก็ไม่อยู่ในฐานะที่จะเป็นกาวใจให้ใครได้ แม้ว่าจะเรียนจบสูงกว่าใครในบ้านและประกอบการงานที่น่าเชื่อถือ อีกทั้งอายุก็ไม่ใช่น้อยแล้วก็ตาม แต่คนที่เห็นกันมาตั้งแต่เล็กแต่น้อยอย่างไรเสียเขาก็มองว่าเป็นเด็กอยู่ดี

ไม่นานนักพ่อเขาก็ทำรั้วลวดหนามกั้นที่นาแยกออกจากกันอย่างชัดเจน ส่วนน้าเขยลงทุนสร้างบ้านหลังใหม่โดยปรับเปลี่ยนแปลนบ้านให้หันหลังให้กับบ้านของเขาเช่นกัน แล้วยังสร้างกำแพงบ้านแน่นหนากว่าเดิม จนมองแทบไม่เห็นหน้าค่าตากันเลย ต่างคนต่างสร้างกำแพงดังม่านบังใจ จากรั้วเดียวกันกลายเป็นกำแพงที่ห้ามใครก้าวล่วง มันเป็นความเกลียดชังโดยแท้ แล้วรอยร้าวระหว่างพ่อกับน้าเขยของเขาก็ยากเกินประสานจริง ๆ…

๕.
“ไอ้ห่า ! มึงต่อยกับกูไหม ?”

ขบวนกลองยาวงานบวชพลันหยุดชะงัก จากขบวนแห่นาคกลับกลายเป็นสังเวียนมวย หนุ่มเลือดร้อนรุ่นใหญ่ผมสองสีกลับมาท้าตีท้าต้อยกันกลางงานเหมือนเด็กวัยรุ่น งานนี้คนก่อเหตุหาใช่ใครอื่นหากแต่เป็นพ่อเขาเอง

“กูไม่กลัวมึงหรอกโว้ย! ไอ้…” เสียงของพ่อเขากราดเกี้ยวท้าทาย แม้จะเริ่มสูญเสียการทรงตัวจากฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ คนที่อยู่ใกล้เหตุการณ์ต่างจับพ่อเขาและน้าเขยคู่กรณีแยกออกมาจากขบวนกลองยาวงานบุญอย่างทันทีทันควัน บ้าจริงๆ ! มันเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ได้อย่างไรกัน ? ในครอบครัวที่เพิ่งจะได้รับรางวัลครอบครัวตัวอย่างระดับจังหวัดมายังไม่ทันข้ามปี…น่าอายและขายหน้าที่สุด…เขาคิด !

เหตุการณ์คราวนี้พ่อเขาผิดเต็มประตู พ่อยังไม่ลืมเรื่องราวเมื่อปีกลาย พอพ่อเริ่มเมา เหตุการณ์ที่ทุ่งนาวันนั้นก็ผุดพรายขึ้นมาเป็นฉาก ๆ เมื่อเสือเฒ่าโดนหยามหมิ่นและหลู่เกียรติ วันนี้ถึงคราวต้องเรียกศักดิ์ศรีคืนมา ลูกผู้ชายฆ่าได้หยามไม่ได้ทว่าคราวนี้เหมือนหนังคนละม้วน น้าเขยยืนนิ่งไม่โต้ตอบสิ่งใด นิ่งจนกระทั่งยืนให้ต่อยหากพ่อเขาต้องการ

ท่ามกลางฝูงชนในงานบุญ พ่อเขาแพ้อย่างหมดรูป มิใช่แพ้ต่อเชิงมวย หากแต่แพ้พ่ายแก่ทิฐิความยึดมั่นถือมั่นของตัวเอง…

หนังสือแนะนำ



บทความที่คุณอาจจะสนใจ

WP Facebook Auto Publish Powered By : XYZScripts.com