นวนิยาย: กาบแก้วบัวบาน (๑๐)

0

กาบแก้วบัวบาน (๑๐)
“Karb Kaeo Bua Baan” (Glassy Lotus Petals)
ทางอีศาน ฉบับที่ ๑๐ ปีที่ ๑ ประจำเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๖
คอลัมน์: นวนิยาย
Column: Novel
ผู้เขียน: ณรงค์ฤทธิ์ ศักดารณรงค์

 

เจ้าโคมคำนั่งมองน่านน้ำอยู่บนชะง่อนหินกลิ่นดอกไม้ฟุ้งหอมมากับสายลมยามเช้า ตะวันโผล่เหนือยอดเขาไต่ขอบฟ้าสูงขึ้นตามลำดับขุนพลผู้เดียวดายมองสายน้ำแล้วย้อนคิดถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมา ในยามโดดเดี่ยวมีเพียงโขดหินและต้นไม้ในป่าเป็นเพื่อน เสียงลมพลิ้วผ่านผิวน้ำฟังวังเวงใจ ไม่มีเวียงจันทราหญิงคนรักอยู่เคียงข้างไม่มีเหล่าทหารล้อมหน้าล้อมหลัง ป่าทั้งป่าเงียบกริบ มีแต่เสียงสายน้ำซัดเซาะแก่งหินดังกังวาน

ภาพเหตุการณ์สู้รบกับวาสุกรีผุดขึ้นในความคิด พยายามสลัดทิ้งแต่กลับตอกย้ำกลายเป็นความจำ ภาพแล้วภาพเล่าผุดขึ้นมาเคลื่อนไหวให้มองเห็นเหมือนกำลังอยู่ในเหตุการณ์จริง เสียงดาบระคนเสียงม้าร้อง ตามด้วยเสียงโห่ร้องของเหล่าทหารเวียงวารินทร์ ฟังแล้วมองเห็นตัวเองตะเกียกตะกายหนีคมดาบของวาสุกรี เห็นตัวเองโดนลูกธนูพุ่งปักหัวไหล่ซ้ายหงายหลังหล่นจากหลังม้า ยิ่งภาพแล้วภาพเล่าผุดขึ้นมาให้เห็น ก็ยิ่งหลอกหลอนบีบคั้นใจให้ระส่ำป่วน ความพ่ายแพ้ทิ้งไว้แต่ความบอบช้ำ ทั้งสูญเสียทั้งเจ็บปวดและสิ้นหวัง ถึงดาบสายฟ้าจะวางสงบอยู่ข้าง ๆ แต่ความเป็นขุนพลผู้เกรียงไกรสิ้นสุดลง

ผีเสื้อตัวหนึ่งฉวัดเฉวียนวนเวียนไปมาอยู่ใกล้ ๆ จิตใจขณะนี้ฟุ้งซ่านหนัก พยายามระงับความรู้สึกให้สงบด้วยการเหลือบมอง ในยามยากแม้แต่ผีเสื้อยังเดียวดาย ถึงเดียวดายแต่มองตามกระทั่งลับหายไปจากสายตา

แม้ผีเสื้อจะลับจากสายตา แต่เหตุการณ์ที่ผ่านมายังไม่เลือนจากความคิด เจ้าโคมคำนึกย้อนภาพเหตุการณ์ขณะงูใหญ่ผงกหัวสูงเหมือนจะพุ่งเข้ามาฉก มันเป็นภาพติดตาฝังใจขุนพลผู้เดียวดายเพราะในชั่วพริบตานั้น งูใหญ่อีกตัวพุ่งเข้าขัดขวางงูใหญ่ทั้งสองพันตูสู้กันจนต้นไม้ล้มระเนระนาดเขารอดตายจากอสรพิษร้ายเพราะงูใหญ่อีกตัวเข้ามาช่วย เหตุการณ์เกิดขึ้นเหนือการคาดคิด คนรบกับคน งูสู้กับงูอยู่กลางป่า ยังจำเหตุการณ์ก่อนความรู้สึกดับวูบลงได้เป็นอย่างดี แสงสีแดงอมชมพูพวยพุ่งจากท้องฟ้ามาส่องประกายอยู่ข้างหน้า ไม่ใช่ความฝัน ไม่ใช่จินตนาการ ทุกอย่างเป็นเหตุการณ์จริงที่ยากจะเข้าใจ ยิ่งพยายามข่มใจให้
สงบเหตุการณ์ในอดีตก็ยิ่งพรั่งพรูขึ้นในห้วงความคิด พยายามสลัดทิ้งแต่ใจกลับหวนคิดถึงอดีตเมื่อครั้งยังเด็ก ขุนพลผู้เดียวดายมองเห็นตัวเองและนาฏนภางค์วิ่งไล่กันสนุกสนานในบริเวณบ้านนาฏนภางค์ซุกซนวิ่งหนีไปรอบ ๆ สระน้ำ เขาไล่ตามกระทั่งหนีไปหยุดอยู่ใต้ต้นลั่นทม เธอยังกวักมือเรียกให้วิ่งตาม สองพี่น้องผลัดกันไล่ผลัดกันหนีไปทั่วสวนดอกไม้ในบริเวณบ้าน ภาพแล้วภาพเล่าผุดขึ้นในความจำ แต่ละภาพเหมือนกำลังเคลื่อนไหวต่อหน้าต่อตา

ภาพของนาฏนภางค์หายไป ภาพของทรงสมรผุดขึ้นมาแทน ทรงสมรเป็นผู้หญิงสมัยใหม่ ถ้าเป็นเรื่องงานแล้วเธอทำได้ดีไม่มีบกพร่อง จึงใกล้ชิดเป็นเงาตามเขาไปแทบทุกสถานที่ ระหว่างนาฏนภางค์และทรงสมร คนหนึ่งเป็นน้องสาว อีกคนหนึ่งเป็นเพื่อนใกล้ชิด ถึงจะสนิทแต่ความรู้สึกต่างกัน นาฏนภางค์ผูกพันแนบแน่นเพราะเติบโตด้วยกันมาตั้งแต่เด็ก สำหรับทรงสมรสัมพันธ์ใกล้ชิดด้วยเป็นเพื่อนร่วมงาน เมื่อไม่มีนาฏนภางค์และทรงสมรอยู่ใกล้ชิด เขารู้สึกโดดเดี่ยวเหมือนอยู่คนเดียว แวดล้อมด้วยป่าทึบและภูเขาสูง ทั่วทั้งบริเวณตกอยู่ในความเงียบ ไม่มีสายลมพัดผ่าน กิ่งไม้ใบหญ้าไม่สะบัดไหว ไร้ผีเสื้อร่อนบิน มองไปทางไหนเห็นแต่น่านน้ำใต้ท้องฟ้าสีคราม

ยามเดียวดายอยู่กลางป่า ใจหวนคิดถึงเหตุการณ์เมื่อครั้งไปดูบั้งไฟพญานาคที่โพนพิสัยหนองคาย แสงสีแดงอมชมพูพวยพุ่งขึ้นจากสายน้ำโขงคืนนั้นเปลี่ยนแปลงชีวิตเขาจากนักธุรกิจหนุ่มให้กลายเป็นขุนพลผู้เกรียงไกร ยิ่งย้อนคิดถึงหญิงสาวชุดดำร่ายรำที่ลานวัดใต้แสงจันทร์ก็ยิ่งโหยหาหวนคิดถึงอดีต ทั้งที่ไร้ร่องรอยแต่ดื่มด่ำถลำลึกในจิตใจ หญิงสาวชุดดำในคืนพระจันทร์เต็มดวงยังติดตาฝังใจยากจะลืม เธอเป็นใคร เหตุใดจึงหายไปอย่างไร้วี่แวว แม้เจ้าฟ้าคำหยาดมาแทนที่แต่ยังลืมไม่ลง ถึงจะครองรักกับเวียงจันทราอยู่กลางหุบเขา ลึก ๆ แล้วยังหวนคิดถึงหญิงสาวชุดดำไม่รู้ลืม ยิ่งพยายามปลดปล่อยตัวเองจากอดีตใจก็ยิ่งระส่ำป่วน ภาพแห่งอดีตภาพแล้วภาพเล่าพรั่งพรู ยิ่งสลัดทิ้งก็ยิ่งหลั่งไหลตามมา เห็นภาพเหตุการณ์ที่เจ้าเมืองศรีโคตรบูรสถาปนาให้ตนเป็นสหายเจ้าเชียงรุ้ง เห็นตัวเองเดินฉอเลาะกับเจ้าฟ้าคำหยาดในสวนดอกไม้ คำมั่นสัญญาทุกถ้อยคำกังวานข้างหู เห็นฝูงนกหัสดินบินมามืดฟ้า เห็นภาพการไล่ล่าชาวเมืองอย่างน่าสยอง ตัวเองก็ต้องหนีตายหัวซุกหัวซุน เห็นตัวเองฮึดสู้นกปีศาจกระหายเลือด สู้จนเจ้านกปีศาจแตกฝูงบินหายไปในท้องฟ้า ถัดไปเป็นภาพแห่งสีทันดร ภาพเหตุการณ์ค่ำคืนพระจันทร์เต็มดวงที่ลานมุจลินทร์ ช่างคมชัดจำได้ไม่ลืม เพราะเป็นค่ำคืนที่ได้เปลี่ยนชีวิตจากนักธุรกิจเป็นขุนพลนักรบ เหตุการณ์ใต้แสงจันทร์คืนนั้น เปลี่ยนเหมราชผู้รั้งดีกรีปริญญาเอกจากสหรัฐอเมริกาให้เป็นเจ้าโคมคำขุนพลผู้เกรียงไกร ครองดาบสายฟ้าเป็นดาบอาญาสิทธิ์พิชิตศึกปลิดชีพนักรบแห่งเวียงวารินทร์มามากต่อมาก ได้ครองรักกับเวียงจันทราแม้อยู่กลางป่าแต่ดื่มด่ำใจ เพียงแต่เมื่อเหลือบมองตัวเองขณะนี้กลับไม่เหลือความยิ่งใหญ่อะไรอีก มีแต่ความสูญเสียที่
ปวดร้าวเดียวดาย

“ลืมให้หมด ไม่ต้องจำ และไม่ต้องคิดอะไรทั้งนั้น”

คำพูดดังขึ้นข้างหลังทำลายความเงียบ เจ้าโคมคำหันกลับไปมองเจ้าของเสียงผู้มาใหม่ก็คือเสือขวัญฟ้า

“เจ้ารู้รึ ข้ากำลังคิดอะไร”

“ตัวตนของเจ้าบอกข้าเอง”

“ฟังเจ้าพูดข้ายิ่งงง”

“สายตา สีหน้า กิริยาท่านั่งที่เจ้าแสดงออกบอกให้รู้ความในใจ” เสือขวัญฟ้าพูดพลางเดินมานั่งบนชะง่อนหินตรงข้ามเจ้าโคมคำ “ข้ารู้ สำหรับเจ้าแล้ว มันยากที่จะลืม”

“ใช่ มันยากที่จะลืม” คำพูดของเจ้าโคมคำขาดเป็นห้วง ๆ “ศรีโคตรบูร สีทันดร มหานครกาบแก้วบัวบาน เวียงวารินทร์ ลึกลับซับซ้อนสำหรับข้า ทั้งที่อยากไปให้พ้น แต่ก็ไปไม่พ้น” เว้นช่วงถอนหายใจยาว ค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นสบตาเสือขวัญฟ้าเหมือนจะค้นหาอะไรสักอย่างที่แฝงเร้นอยู่ข้างใน เงียบชั่วครู่แล้วพูดเสียงหนัก “ทุกอย่างที่เกิดขึ้นเหมือนความฝัน แต่เป็นความจริง ทั้งที่เป็นความจริง แต่ข้า…ก็ยังไม่เข้าใจ”

“ข้ารู้ เจ้ามีบางอย่างฝังลึกในจิตใจ” เสือขวัญฟ้ามองลึกเข้าไปในดวงตาของเจ้าโคมคำแล้วพูดต่อ “ทั้งที่อยากไปให้พ้นจากที่นี้ แต่จิตใจของเจ้าตัวตนของเจ้า สิ่งที่ฝังลึกในจิตใจเจ้า เรียกร้องให้เจ้ากลับมา”

“ข้าเปล่า” เจ้าโคมคำพยายามปฏิเสธ “ข้ายังไม่ไป ทำไมเจ้าบอกว่า สิ่งที่ฝังลึกในจิตใจข้า เรียกร้องให้ข้ากลับมา”

“เจ้าปฏิเสธรึ”

“ใช่”

“ยิ่งปฏิเสธ ก็ยิ่งตอกย้ำ” เสือขวัญฟ้าพูดอย่างเป็นกันเอง “เจ้าปากแข็งก็จริง แต่ใจยังแข็งไม่มากพอ เจ้าไม่มีทางจะหลุดพ้นจากอดีต”

“หลุดพ้นจากอดีตรึ” เจ้าโคมคำเงยหน้าขึ้นถาม “ทำไมต้องหลุดพ้น”

“สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่ผูกพันเจ้า” อีกฝ่ายมองตาแล้วเน้นเสียงพูดต่ออย่างหนักแน่น “ทางเดียวเท่านั้น เจ้าต้องหลุดพ้นจากตัวตน แล้วคืนสู่ตัวตน”

คำพูดของเสือขวัญฟ้าทำให้เจ้าโคมคำหัวเราะด้วยเห็นเป็นที่สนุก ความหมองเศร้าหายเป็นปลิดทิ้ง ขุนพลผู้เดียวดายเริ่มเข้าใจตัวเอง คำพูดของเสือขวัญฟ้าถึงฟังสนุกถึงกับหัวเราะ แต่มีความหมายลึกซึ้งให้ขบคิด หลุดพ้นจากตัวตนแล้วคืนสู่ตัวตน ฟังผิวเผินเป็นเพียงคำพูดธรรมดา หากแต่เมื่อไตร่ตรองคิด ความหมายกลับแฝงเร้นลึกซึ้งเหมือนมีแสงสว่างวาบขึ้นกลางใจ มองเห็นอดีตและปัจจุบัน ความผูกพันใกล้ชิดระหว่างเขาและเสือขวัญฟ้าคล้ายประทีปขจัดความมืดที่ปกคลุมจิตใจ

ฟังคำพูดเสือขวัญฟ้าแล้วเจ้าโคมคำไตร่ตรองคิด ตลอดเวลาที่ผ่านมาเหมือนตัวเองตกอยู่ในความมืดมิด ไม่ใช่ความมืดมิดทางดวงตา หากแต่มืดมิดดวงใจจึงมองไม่เห็นทาง ไม่ใช่ทางเดินแต่เป็นทางออกของชีวิต ขุนพลผู้เดียวดายคิดไตร่ตรองแล้วเริ่มเข้าใจ ชีวิตที่ผ่านมาจมปลักอยู่ในความมืดมิดตลอดเวลา

“หลุดพ้นจากตัวตน แล้วคืนสู่ตัวตน” เจ้าโคมคำพูดเสียงเบาในลำคอ กวาดสายตามองรอบ ๆ แล้วนิ่งฟังเสียงสายน้ำซัดเซาะแก่งหิน ฟังเสียงลมพลิ้วพัดอยู่ใกล้ ๆ ได้ยินเสียงใบไม้สะบัดไหวรอบตัว เห็นผีเสื้อขยับปีกบินว่อนลม เมฆคลี่ม่านรางชางบนท้องฟ้า กลิ่นดอกไม้ป่าหอมฟุ้งมาพร้อมกับละอองน้ำ ยอดหญ้าระริกไหวลู่เอนไปมา ทอดสายตามองแล้วข่มความรู้สึกทำใจให้สงบ ตกอยู่ในความเงียบครู่ใหญ่จึงค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมองสบตาเสือขวัญฟ้า ชั่วครู่หนึ่ง แล้วจึงหลุดคำพูดผ่านริมฝีปากออกมา แม้แผ่วเบาแต่เด็ดเดี่ยวหนักแน่น “…คืนสู่ตัวตนคือทำอย่างไร จงบอกข้า บอกรายละเอียดทุกอย่างให้ข้ารู้”

“ข้าบอกไม่ได้ เจ้าต้องทำเอง” เสือขวัญฟ้าเขม็งมองเจ้าโคมคำ “ไม่ใช่แค่คำสอน แต่เป็นการปฏิบัติ ฝึกปฏิบัติด้วยตนเอง และในที่สุด…” หายใจสม่ำเสมอแล้วเปล่งเสียงพูดหนักแน่น “…ก็จะหลุดพ้นจากตัวตน แล้วคืนสู่ตัวตนด้วยตัวเจ้าเอง ข้าบอกรายละเอียดไม่ได้ เจ้าต้องเรียนรู้ด้วยตนเอง”

“งั้นก็ไม่มีประโยชน์อะไร”

“ขึ้นอยู่กับตัวเจ้าเอง”

“นอกจากไม่มีประโยชน์แล้ว ยังเสียเวลาอีกต่างหาก”

“ก็ข้าบอกเจ้าแล้ว ขึ้นอยู่กับตัวเจ้าเอง” พูดจบเสือขวัญฟ้าลุกขึ้นเดินผละไปทันที ทั้งที่คำพูดง่าย ๆ ไม่ซับซ้อน ไม่ต้องตีความใด ๆ เจ้าโคมคำฟังแล้วกลับไม่เข้าใจความหมาย อดีตขุนพลรู้สึกเหมือนอยู่ในถ้ำลึก นอกจากเงียบวังเวงแล้วยังมืดมิดอีกต่างหาก พยายามคลำทางหาทางออกจากถ้ำ สิ่งที่พบคือหลืบหินสูงใหญ่ มองไปทางไหนทั้งมืดทั้งเงียบ

“รักโลภโกรธหลง เป็นอารมณ์ชั่วครั้งชั่วคราวทำกรรมดีได้รับผลดี ทำกรรมชั่วได้รับผลชั่วทำกรรมใดได้รับผลกรรมนั้น”

น้ำเสียงอ่อนโยนนุ่มทุ้มกังวานขึ้นท่ามกลางความเงียบ ขุนพลผู้เดียวดายจำได้ดี ไม่ใช่คำพูดของเสือขวัญฟ้า หากแต่เป็นคำพูดของหลวงพ่อเสียงนั้นทั้งอ่อนโยนทั้งนุ่มนวล และสงบเย็น เต็มไปด้วยเมตตาชี้นำทาง ยิ่งลมโกรกพัดเย็นสบายกลิ่นดอกไม้ฟุ้งหอมมาพร้อมกับละอองน้ำ ใจระส่ำป่วนก็พลันสงบ อดีตขุนพลแห่งสีทันดรรู้สึกเหมือนอยู่กลางธรรมชาติที่สวยงาม แวดล้อมด้วยลำเนาป่า ขุนเขา น่านน้ำ แดดทะลุม่านเมฆลามเลียยอดไม้ ผีเสื้อแมลงปอถลาบินว่อนลม

คำพูดของหลวงพ่อเหมือนย้ำเตือนให้ไตร่ตรอง เมื่อก่อนฟังแล้วขบคิดไม่ออก ทั้งยังไม่ใส่ใจจะคิด แต่บัดนี้เริ่มเข้าใจความหมาย ขณะกำลังดื่มด่ำด้วยใจที่สงบ คำพูดหลวงพ่อดังกังวานขึ้นอีก ความหมายที่แฝงลึกในแต่ละถ้อยคำสว่างวาบขึ้นกลางใจ

“ตราบใดตะวันยังส่องแสง แดดยังออกฟ้ายังร้อง ฝนยังตกลมยังพัด สายน้ำไม่หยุดไหล ใบไม้แห้งร่วงลงสู่ดิน ตราบนั้นใจมนุษย์ย่อมไม่หยุดนิ่งการไม่หยุดนิ่ง ทั้งธรรมชาติ ทั้งใจมนุษย์ ถือเป็นสิ่งธรรมดา ธรรมทั้งหลายสำคัญอยู่ที่ใจก็เพราะใจปรุงแต่งทุกอย่าง ใจที่ไม่ปรุงแต่งคือมองเห็นธรรม”

“ใจที่ไม่ปรุงแต่ง คือมองเห็นธรรม”

ขุนพลผู้เดียวดายเหลือบมองดาบสายฟ้าวางสงบอยู่ข้าง ๆ ใจที่เริ่มสงบแล้วก็สงบยิ่งขึ้น คำพูดของหลวงพ่อดับไฟกองใหญ่ที่ไหม้สุมใจปลดเปลื้องความท้อแท้สิ้นหวัง ปลุกให้ตื่นมารับรู้ตัวตนตามเป็นจริง ตื่นจากฝัน หลุดพ้นความเป็นเจ้าโคมคำ ขุนพลผู้เกรียงไกรแห่งสีทันดร คืนสู่ความเป็นเหมราช สามัญชนในดงมนุษย์แห่งกรุงเทพมหานคร

เหมราชสูดลมหายใจลึกยาว ค่อย ๆ ลุกขึ้นยืนแล้วกวาดสายตามองรอบ ๆ เงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าแล้วลดต่ำลง มองไปยังน่านน้ำเหมือนค้นหาอะไรสักอย่าง นิ่งสงบชั่วครู่แล้วก้าวเท้าเดินไปเรื่อย ๆ กระทั่งไปหยุดอยู่บนชะง่อนหินริมน้ำสิ่งที่เห็นคือสายน้ำยังเชี่ยวไหล ตะวันยังส่องแสงลมยังพัดใบไม้ยังไหว คำพูดหลวงพ่อกังวานขึ้นอีกครั้ง ธรรมทั้งหลายสำคัญอยู่ที่ใจ ก็เพราะใจปรุงแต่งทุกอย่าง ใจที่ไม่ปรุงแต่งคือมองเห็นธรรม ฟังแล้วไตร่ตรองคิดด้วยใจสงบนิ่ง ทบทวนตัวเองผ่านเหตุการณ์ต่าง ๆ สรรพสิ่งล้วนแต่เกิดขึ้น ตั้งอยู่แล้วดับไป อดีตเป็นเพียงช่วงเวลาที่ก้าวผ่านอนาคตเป็นเพียงเหตุการณ์ที่ยังมาไม่ถึง ปัจจุบันคือความจริงแท้ เข้าใจปัจจุบันคือเข้าใจตัวตนและเป็นการคืนสู่ตัวตนด้วยความหลุดพ้นจากตัวตน

อดีตขุนพลแห่งสีทันดรก้าวเท้าลงจากชะง่อนหิน คำพูดของเสือขวัญฟ้าสะกิดใจให้คิด ยิ่งคำพูดหลวงพ่อก็ยิ่งส่องสว่างนำทางให้ค้นพบตัวเอง ไม่มีครั้งใดที่จิตใจปลอดโปร่งเท่าครั้งนี้ ศรีโคตรบูรและสีทันดรกลายเป็นเมืองในฝันที่หายสาบสูญไปแล้วจากชีวิต ได้เวลากลับบ้านเสียที คิดพลางก้าวเดินไปเรื่อย ๆ แม้ยังไม่พบหนทางกลับบ้าน ใจที่เด็ดเดี่ยวเข้มแข็งก็เป็นแรงผลักดันให้เดินหน้าต่อไปไม่ยอมหยุด ขณะกำลังเดินวกเลี้ยวไปมาตามเชิงเขาใจฉุกคิดถึงเสือขวัญฟ้า ชั่งใจไตร่ตรองดีแล้วไม่ยอมพบย่อมดีกว่า เพราะถ้าหากขืนพบหน้าได้พูดจากันอีก อดีตราชบุตรแห่งมหานครกาบแก้วบัวบานอาจหว่านล้อมเหนี่ยวรั้งไม่ให้กลับ จึงเร่งเท้าให้เดินเร็วขึ้นตามลำดับ ถึงจะเริ่มอ่อนแรง ถึงไม่รู้ทิศทางแต่ก็ดั้นด้นมาจนถึงกลางป่า เดินมาไกลจนตะวันคล้อยฟ้าต่ำลง ป่าทั้งป่าเริ่มขมุกขมัวมืดมองซ้ายมองขวา มองหน้าเหลียวหลัง เห็นแต่ต้นไม้และเทือกเขาสูงตระหง่าน ไม่มีเจ้าฟ้าคำหยาดและหญิงสาวชุดดำฟุ้งซ่านใจ ไม่มีเวียงจันทราผูกพันบีบคั้นความรู้สึก ทั้งที่กะปลกกะเปลี้ยอ่อนแรง แต่ยังเร่งเท้าเดินด้วยหวังจะพบเห็นทางกลับบ้าน

เหมราชหยุดพักเหนื่อยที่บริเวณหน้าผาสูง นั่งสูดลมหายใจยาวอยู่บนโขดหิน ยกมือขึ้นปาดเหงื่อที่ไหลอาบหน้า ตะวันลับฟ้าไปนานแล้ว ทั่วทั้งป่าจึงมืดและเงียบ แต่แสงจันทร์ส่องสว่างให้มองเห็นได้ทั่ว เงยหน้ามองไปยังภูเขาที่เห็นเงารางชางอยู่ไกล ลดสายตาต่ำลงแล้วมองไปรอบ ๆ เห็นต้นไม้ทอดเงาสลัวใต้แสงจันทร์

ทันใดนั้น…

เหมราชได้ยินเสียงแว่วมาตามลม แผ่ว ๆ ขึ้นท่ามกลางความเงียบ ค่อย ๆ กังวานใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ ทำนองเนิบช้าแล้วกระชับกระชั้น ฟังคุ้น ๆ เหมือนเคยได้ยินจากที่ไหนมาก่อนแต่จำไม่ได้เหมือนแว่ว ๆ อยู่บนหน้าผาสูง ดังกังวานอยู่ใกล้ ๆ แล้วหายไปในความมืด จากนั้นก็ดังแผ่ว ๆ แว่วมากับสายลม คล้ายเสียงซอแต่ฟังแล้วกังวานเหมือนขิม ฟังให้แน่ใจอีกครั้งจึงจับท่วงทำนองได้ว่าเป็นเสียงจะเข้ ฟังแล้วฟังอีกก็ยังเป็นเสียงจะเข้ ด้วยความสงสัยจึงลุกเดินไปยืนบนชะง่อนหิน จากนั้นเพ่งสายตาไปยังทิศทางของเสียง แสงจันทร์สว่างส่องให้มองเห็นคนจำนวนมากนั่งชุมนุมอยู่กลางลานกว้าง ใจฉุกคิดสงสัยคนเหล่านี้เป็นใคร เหตุใดจึงมาชุมนุมกันที่ลานกว้างแห่งนี้ ถึงพวกเขาจะเป็นใครก็ตาม โชคดีมากที่ได้พบพวกเขา เพราะจะได้ขอความช่วยเหลือให้บอกทางกลับบ้าน

หญิงสาวคนหนึ่งแต่งชุดดำ กำลังนั่งเดี่ยวจะเข้ท่ามกลางผู้คนที่ชุมนุมกลางลานกว้าง แสงจันทร์ส่องให้เห็นใบหน้า มวยผมแซมมงกุฎดอกไม้สีขาวสไบสีแดงพาดเฉียงไหล่ซ้าย เข็มขัดเงินคาดเอวสะท้อนแสงวับวาว เพ่งมองใบหน้าอีกครั้งด้วยคลับคล้ายคลับคลาเหมือนเคยเห็นมาก่อน ช่วงที่หญิงสาวเงยหน้าขึ้นช้า ๆ เหมราชถึงกับสะดุ้งใบหน้าของเธอละม้ายเหมือนนาฏนภางค์ กิริยาท่าทางก็ยิ่งเหมือนหนักเข้าไปอีก ยิ่งเพลงจะเข้ที่กำลังเดี่ยวบรรเลง ฟังท่วงทำนองแล้วเหมือนเพลงที่นาฏนภางค์แต่งขึ้นบรรเลงเอง ไม่อยากเชื่อแต่เป็นไปแล้ว ได้ยินด้วยหูได้ดูด้วยตาชัดเจนที่สุด จึงได้แต่ซุ่มมองเงียบ ๆ ในเงามืด

ทำนองเพลงจะเข้เนิบช้าแผ่วนุ่มทุ้ม ๆ ดังกังวานไปทั่วหุบเขาน่านน้ำ กระหึ่มโลมไล้ไปทั่วป่าเหมือนหญิงสาวชุดดำจงใจบรรเลงกล่อมผู้คนที่กลางลานกว้าง เหมราชฟังจนเคลิ้มเหมือนต้องมนต์สะกด ถ้าไม่ได้ยินกับหูไม่ได้เห็นกับตาก็คงไม่เชื่อว่าหญิงสาวชุดดำเดี่ยวจะเข้ได้ไพเราะจับจิตจับใจ ท่วงทำนองคล้ายกับเพลงที่นาฏนภางค์แต่งขึ้นก็จริง แม้ไพเราะแต่ระคนเศร้า ทั้งคร่ำครวญทั้งโหยหา ราวกับถ่ายทอดความรู้สึกจากเบื้องลึกในหัวใจ เหมือนพลัดพรากจากสิ่งใดด้วยความปวดร้าว คล้ายตัดพ้อต่อว่าใครบางคน ยิ่งฟังก็ยิ่งเคลิ้มจึงเดินแฝงเงาดวงจันทร์ใกล้เข้าไปเรื่อย ๆ ตั้งใจจะเดินจนถึงกลางลานกว้างแต่ไม่กล้า ทำได้เพียงแฝงตัวเงียบในความมืด

เพ่งมองหญิงสาวชุดดำอีกครั้ง ยิ่งมองก็ยิ่งตื่นตะลึง เพื่อความแน่ใจจึงขยี้ตามองซ้ำแล้วซ้ำอีกมองกี่ครั้งก็เป็นใครอื่นไม่ได้ นอกจากหญิงสาวชุดดำผู้ร่ายรำใต้แสงจันทร์เพ็ญคืนนั้น ทุกท่วงท่ารำยังติดตาฝังใจ ท่ามกลางเหตุการณ์ชุลมุนคืนนั้นเธอหายไปอย่างไร้ร่องรอย แต่จู่ ๆ ก็ได้พบโดยไม่คาดคิด

หญิงสาวชุดดำเป็นใคร เหตุใดคืนนี้มาบรรเลงเพลงจะเข้อยู่กลางลานกว้าง หญิงชราที่นั่งข้าง ๆ เป็นใคร และผู้คนที่มาชุมนุมเนืองแน่นเป็นใครบุรุษหน้าเหี้ยมแต่งชุดนักรบยืนอารักขาพร้อมเหล่าชายฉกรรจ์ เป็นนักรบจากที่ไหน ด้วยอยากรู้จึงเดินแฝงความมืดใกล้เข้าไปอีกและหลบซุ่มอยู่ข้างโขดหิน มองซ้ำแล้วซ้ำเล่าก็ยังเป็นหญิงสาวชุดดำที่ตนเฝ้าโหยหา ทั้งที่ตัดใจและกำลังหาทางกลับบ้าน หญิงสาวชุดดำกลับปรากฏให้เห็นโดยไม่คาดคิด

ใจที่เพิ่งสงบกลับระอุคุโชนขึ้นฉับพลัน ทั้งพลุ่งพล่านทั้งปั่นป่วน ทั้งบีบคั้นความรู้สึกให้ทุรนทุรายหวนกลับคืนสู่อดีต

“เจ้าโคมคำ จงรีบไปจากที่นี้ให้เร็วที่สุด”

เหมราชสะดุ้งหันไปมองเจ้าของเสียง ผู้มาใหม่กลายเป็นเจ้าศรนารีน้องสาวของเจ้าสุวรรณนาคินทร์ ด้วยความดีใจที่ได้พบจึงรีบเดินเข้าไปหาแต่เจ้าศรนารีโบกมือห้าม มองซ้ายมองขวาแล้วเดินมาหยุดต่อหน้า เหมราชจึงชิงพูดขึ้นก่อน

“เจ้าศรนารี ข้าดีใจมากที่ได้พบ”

“อย่าชักช้า” เจ้าศรนารีกระซิบเบา ๆ “จงรีบไปเดี๋ยวนี้เถิด”

“ข้าอยากรู้ ผู้หญิงชุดดำเป็นใคร”

“เจ้าเวียงสวรรค์” เจ้าศรนารีตอบเสียงหนักแน่น “เจ้าโคมคำไม่จำเป็นต้องรู้อะไรให้มาก รู้เพียงคืนนี้เดือนหงาย เจ้าย่าดวงจำปาพาหลานสาวมาลงข่วง”

“ลงข่วง” เหมราชงงมากขึ้นกว่าเดิม “หมายถึงอะไรรึ ข้าไม่เข้าใจ”

“ก็ได้ ข้าจะเล่าให้ฟัง แต่เจ้าฟังจบแล้วต้องรีบไปทันที” เจ้าศรนารีพูดตัดบทแล้วบอกความเป็นมาของการลงข่วง “ลงข่วงเป็นประเพณีเก่าแก่ของมหานครกาบแก้วบัวบาน เจ้าย่าชื่นชอบมาก คืนนี้เดือนเต็มดวง เจ้าย่าและเจ้าหลานลงข่วงที่ลานจำปา เจ้าเวียงสวรรค์เดี่ยวจะเข้ บรรเลงเพลงคลื่นซัดสาด เพลงฟาดฟองวารี” นางหยุดหายใจแล้วพูดต่อ “เพลงที่เพิ่งบรรเลงจบลงชื่อเพลงปักษินโผนฟ้า ค่ำคืนนี้พิเศษกว่าการลงข่วงทุกครั้ง เจ้าเวียงสวรรค์จะเดี่ยวเพลงดวงจำปาแย้มกลีบ” มองหน้าเหมราชในแสงจันทร์แล้วพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ดวงจำปาแย้มกลีบเป็นเพลงสำหรับเจ้านายเท่านั้น บ่าวไพร่ข้าทาส…ห้ามเล่นเด็ดขาด”

“เพลงดวงจำปาแย้มกลีบ ทำไมถึงได้ห้ามบ่าวไพร่ข้าทาสเล่น”

“เจ้าอย่าถามให้มาก” เจ้าศรนารีตัดบทเสียงหนัก “เจ้าตัดสินใจกลับบ้าน ข้าเห็นด้วย หาไม่แล้วเจ้าจะไม่มีวันได้กลับบ้านตลอดชีวิต ดีใจด้วยที่เจ้าคิดกลับสู่ภพภูมิของตัวเอง” นางเงียบชั่วครู่แล้วพูดต่อ “มหานครกาบแก้วบัวบานไม่ใช่ภพภูมิของเจ้า จงกลับไปเดี๋ยวนี้เถิด กลับสู่มหานครรัตนโกสินทร์ ภพภูมิของเจ้า”

“แต่…” เหมราชพูดไม่เต็มเสียง เหมือนมีอะไรจุกคับลำคอ “ข้าอยากพบ…ถ้าเป็นไปได้โปรดช่วยข้า…” ยืนหันรีหันขวางในแสงสลัวแล้วทอดเสียงเหมือนขอความเห็นใจ “…ข้าอยากพบเจ้าเวียงสวรรค์”

“ไม่ได้เด็ดขาด” เจ้าศรนารีเน้นเสียง “เจ้าต้องรีบไปเดี๋ยวนี้”

“ข้าขอร้อง” เหมราชวิงวอน “ข้าตัดสินใจเด็ดขาดแล้ว ต้องกลับบ้าน แต่…” มองประสานสายตาเจ้าศรนารีในแสงจันทร์แล้วพูดเสียงเบาหวิว “ข้าไม่ละอายใจที่จะบอกความจริง ข้าพลัดหลงเข้ามาอยู่ในเหตุการณ์ทุกอย่างที่ยากจะเข้าใจเพราะข้าออกตามหาผู้หญิงชุดดำ ข้าจำได้ไม่ลืมตลอดชีวิต ที่ลานวัดริมโขงคืนนั้นข้าพบผู้หญิงชุดดำร่ายรำอยู่กลางลานวัดท่ามกลางผู้คนจำนวนมาก เจ้าเวียงสวรรค์คือผู้หญิงชุดดำคนนั้น” เขาถอนใจยาวแล้วเงียบชั่วครู่ จากนั้นจึงเอ่ยขอร้องด้วยน้ำเสียงอ่อน “ได้โปรดเถิด ก่อนกลับบ้าน ข้าอยากพบเจ้าเวียงสวรรค์”

“อยากพบรึ พบแล้วเจ้าจะทำอะไร”

“ไม่รู้ ขอเพียงได้พบเท่านั้น”

“ไม่ได้เด็ดขาด” เจ้าศรนารีพูดตัดบท “ศรนาเคนทร์ไม่ยอมแน่”

“ใครรึ ศรนาเคนทร์”

“ขุนพลมหานครกาบแก้วบัวบาน” ศรนารีตอบพลางชี้ให้ดูศรนาเคนทร์ “ขืนเจ้าเข้าไปพบเจ้าเวียงสวรรค์ ทุกอย่างจะเปิดเผยขึ้นทันที ยิ่งเจ้ามาจากภพภูมิอื่น ศรนาเคนทร์และทหารต้องจับตัวเจ้ามาลงโทษฐานบุกรุกอาณาจักร โทษหนักถึงประหารชีวิต”

“ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม ข้าต้องพบเจ้าเวียงสวรรค์”

เหมราชยืนกรานเสียงแข็ง ทั้งที่ตัดสินใจกลับบ้าน แต่พอได้เห็นเจ้าเวียงสวรรค์หญิงสาวชุดดำที่ตัวเองออกตามหา จนเป็นสาเหตุให้พลัดพลงเข้ามาอยู่ในเหตุการณ์ที่หาคำตอบไม่ได้ ใจที่สงบเย็นกลับร้อนรุ่มขึ้นโดยไม่รู้ตัว ลืมการตัดสินใจอันเด็ดเดี่ยว ลืมไปว่าตัวเองกำลังหาทางกลับบ้าน ลืมสิ้นทุกอย่าง ความเป็นเจ้าโคมคำขุนพลแห่งสีทันดรคุโชนใจขึ้นมาฉับพลัน ต้องเข้าไปพบเจ้าเวียงสวรรค์ ถ้าศรนาเคนทร์ไม่ยินยอมและนำทหารเข้ามารุมจับตัว ตัดสินใจเด็ดขาดว่าต้องสู้ เป็นตายร้ายดีอย่างไรต้องได้พบเจ้าเวียงสวรรค์

“จงมองดูนั่น…” เจ้าศรนารีชี้ให้ดู “…และมองดูโน่น ไกลออกไปโน้น”

“มองดูอะไรรึ”

เหมราชถามแล้วชะเง้อมองตาม แสงจันทร์สาดส่องให้มองเห็นรอบลานกว้าง ต้นสะเลเตเป็นเงาตะคุ่มกระจายไปทั่วใต้ต้นจำปา บ้านทรงโบราณเรียงรายแต่ละหลังดูเงียบสงบอยู่ใต้แสงจันทร์ ตรงกลางเป็นวังโบราณขนาดใหญ่รูปทรงสวยงามตั้งตระหง่านเด่นสง่าต่างจากวังอื่น ๆ ที่รายล้อม มหานครกาบแก้วบัวบานสวยงามใหญ่โตกว่าเมืองศรีโคตรบูรและเมืองสีทันดรหลายเท่ายิ่งมองก็ยิ่งตื่นตาตื่นใจ รู้สึกเหมือนพลัดหลงเข้าไปอยู่ในนั้นโดยไม่รู้ตัว

ทั้งที่ตัดสินใจกลับบ้านแล้ว หญิงสาวชุดดำกลับฉุดกระชากให้เปลี่ยนความคิด ยิ่งรู้ว่าเป็นเจ้าเวียงสวรรค์ธิดาเจ้าเมืองมหานครกาบแก้วบัวบานหลานสาวหัวแก้วหัวแหวนเจ้าย่าดวงจำปา ใจก็ยิ่งป่วนหวนคิดถึงเหตุการณ์ที่ลานวัดริมโขง พบแล้วจากโดยไม่ได้เอ่ยปากพูดจาย่อมเป็นไปไม่ได้ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ระหว่างเขาและเจ้าเวียงสวรรค์ต้องได้สั่งลา หาไม่แล้วคงผิดหวังปวดร้าวไปตลอดชีวิต

“ข้ารู้ เมื่อพบแล้วพลันต้องจาก เจ้าทำใจไม่ได้” เจ้าศรนารีเอ่ยขึ้นหลังเงียบไปครู่ใหญ่

“แต่…เจ้าไม่มีทางเลือก ทางเดียวที่ทำได้คือต้องไปจากที่นี้”

“ไม่ ข้าไม่ไปเด็ดขาด”

“เจ้าต้องไป”

“ไม่”

เจ้าศรนารีไม่อาจกล่อมให้เหมราชเข้าใจ ทำได้เพียงยกเอามหานครรัตนโกสินทร์ภพภูมิเดิมของเหมราชมาเป็นข้ออ้าง แต่อดีตขุนพลแห่งสีทันดรยืนกรานเด็ดเดี่ยว ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น หากไม่ได้พบไม่ได้สั่งลาเจ้าเวียงสวรรค์ เขาไม่ยอมกลับบ้านเด็ดขาด เจ้าศรนารีได้แต่ถอนหายใจแล้วเป็นฝ่ายเงียบ แต่ลึก ๆ ในใจยังไม่หยุดคิดหาวิธีนำเหมราชกลับคืนสู่ภพภูมิเดิม

“เจ้าโคมคำเห็นชายเงียบขรึมที่ยืนอารักขาอยู่ด้านหน้าหรือไม่ เขาคือศรนาเคนทร์ ขุนพลรักษาวังมหานครกาบแก้วบัวบาน ท่าทางถึงจะดูเงียบขรึม แต่เพลงดาบดุดันเหี้ยมหาญไม่มีผู้ใดสู้ได้ดาบในมือขวาคือดาบสายน้ำ ลือกันว่าเป็นดาบศักดิ์สิทธิ์ประจำมหานครกาบแก้วบัวบานมาแต่โบราณ ดาบสายน้ำเป็นดาบประจำมหานครกาบแก้วบัวบาน เหมือนที่ดาบสายฟ้าเป็นดาบประจำนครสีทันดร ผู้ใดได้ครอบครองดาบทั้งสองก็จะมากด้วยอานุภาพ” หยุดจ้องหน้าเหมราช เงียบชั่วอึดใจแล้วพูดต่อเสียงหนัก “ขณะนี้ดึกมากจวนล่วงสู่รุ่งสางแล้ว เจ้าต้องกลับคืนสู่ภพภูมิของเจ้า จงกลับไปเดี๋ยวนี้เถิด”

“ข้าไม่กลับ”

“เจ้าต้องกลับ”

จู่ ๆ ทหารแห่งของมหานครกาบแก้วบัวบานก็กรูเข้ามารวดเร็ว เหมราชตกใจจนทำสิ่งใดไม่ถูกได้แต่ยืนนิ่งอยู่กับที่ ในวินาทีแห่งความเป็นความตายเหมือนชายชุดขาวพุ่งเข้ามาฉุดกระชากให้วิ่งตามไป ท้องฟ้าสว่างกลับมืดในพริบตา อดีตขุนพลแห่งสีทันดรออกวิ่งสุดชีวิต ไม่มีเวลาคิดถึงแม้หญิงสาวชุดดำ เจ้าศรนารีไม่รู้เป็นตายร้ายดีอย่างไร งูฝูงใหญ่เลื้อยยั้วเยี้ยแหวกต้นไม้ไล่ตามมา หูได้ยินเสียงโห่ร้องไล่ตามกระชั้นชิด เสียงคมดาบแหวกอากาศเฟี้ยวฟ้าวอยู่ข้างหลัง

เหมราชอ่อนเปลี้ยวิ่งสะดุดขาตัวเองเสียหลักล้มกลิ้งลงไปในลำธารข้างทาง พยายามตะเกียกตะกายหนี แต่ก็หมดเรี่ยวแรง จมดิ่งลงในสายน้ำ.

(โปรดติดตามต่อฉบับหน้า)

หนังสือแนะนำ



บทความที่คุณอาจจะสนใจ

WP Facebook Auto Publish Powered By : XYZScripts.com