มองโลกเข้าใจไทย (เปรียบเทียบไทยกับ สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส และเยอรมนี) โดย เ ส รี พ ง ศ์ พิ ศ

12

มองโลกเข้าใจไทย (เปรียบเทียบไทยกับ สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส และเยอรมนี)

อีศานในสถานการณ์ไวรัส”โควิด-19” ลามระบาดทั่วโลก
“ให้พี่น้องป้องปาย ซำบายดี ทุกผู่ทุกคน” – ไทลาว
“บองปะโอน เซราะซะบาย คเนียนิจ” – ไทเขมร
“เห้อพี้น้องป้องป๋าย ซ่ำบ๋ายดี๋ คู้คนเด้อ“ – ไทผู้ไท
“ให้อ้ายน้องป้องปาย สะบายดี สุคู่สุคนเด้อ“ – ไทญ้อ
( 54 )

สถาบันการเมืองวิพากษ์
( 4 / 1 )

การเมืองเป็นสถาบันเหมือนสถาบันต่าง ๆ ทางสังคม มีระบบ ระเบียบ กฎเกณฑ์ กลไก ที่สั่งสมมานาน บางสถาบันหลายพันปีอย่างสถาบันศาสนา สถาบันทั้งหลายมีลักษณะอนุรักษ์ (conservative) อยู่ได้ด้วยกฎระเบียบที่ปกป้องตนเอง การเปลี่ยนแปลงในทุกสถาบันเกิดขึ้นยาก อาจมีการปฏิรูปบ้าง ถ้าเปลี่ยนใหญ่ทุกครั้งมักรุนแรง เพราะเป็นการปฏิวัติที่เปลี่ยนทั้งระบบโครงสร้าง

0 สหรัฐอเมริกา

ผู้นำและระบบการเมืองของแต่ละประเทศสะท้อนภาพของสังคมหนึ่งได้ไม่น้อย แม้ว่าจะไม่ทั้งหมด อย่างกรณีนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา ที่ไม่น่าเชื่อว่าจะมาเป็นผู้นำของประเทศที่ได้ชื่อว่าก้าวหน้าพัฒนาในแทบทุกด้าน รวมทั้งประชาธิปไตย

แต่มองลึกลงไป ความเป็นจริงของสังคมอเมริกันส่วนใหญ่เป็น “ความทันสมัยที่ไม่พัฒนา” (modernization without development : Amir Samin) มีปัญหาความรุนแรง ความขัดแย้งสูงมาก ที่มาจากความเหลื่อมล้ำ ความยากจน ความไม่มั่นคงปลอดภัยในชีวิต คิดดูว่า คนอเมริกัน 8.5 % หรือ 27.5 ล้านคนไม่มีหลักประกันสุขภาพ คนเร่ร่อนไม่มีบ้าน ไม่มีที่อยู่อาศัยกว่าครึ่งล้าน

สหรัฐอเมริกาเป็นสังคมของ “ผู้อพยพ” โดยแท้ เพราะฝรั่งอังกฤษกลุ่มแรกไปอยู่ที่นั่นเมื่อ 400 ปีก่อน ฝรั่งชาติอื่น ๆ ทยอยตามไป อเมริกาเป็น “อาณานิคม” ของอังกฤษ ประกาศอิสรภาพเมื่อ 1776 หรือ 244 ปีที่แล้วนี่เอง แปลว่าอเมริกาเป็นประเทศเกิดใหม่จากผู้อพยพชาวยุโรปเป็นส่วนใหญ่ไม่ถึง 250 ปีนี่เอง อายุพอ ๆ กับกรุงเทพมหานครของเรา

ปัญหาสังคมระหว่างคนต่างเผ่าพันธุ์ ร้อยพ่อพันแม่ของอเมริกามีมาตั้งแต่ต้น ตั้งแต่คนผิวขาวไปรุกที่ เอาทรัพยากรของคนพื้นเมืองที่เรามักเรียกว่า “อินเดียนแดง” ฆ่าคนเหล่านั้นไปไม่น้อย รอดตายก็ถูกกลืน สูญเสียอัตลักษณ์รากเหง้าเผ่าพันธุ์ตนเอง วันนี้จึงแทบไม่เห็นชนเผ่าดั้งเดิมหลงเหลืออยู่เลย

จากนั้นคนเผ่าพันธุ์ต่าง ๆ จากทั่วโลกก็ทยอย “อพยพ” เข้าไปอเมริกา กลุ่มใหญ่เป็นคนผิวดำจากแอฟริกาที่ถูกนำไปเป็นทาสตั้งแต่สองสามร้อยปีก่อน คนจากประเทศละตินอเมริกา จากจีน ญี่ปุ่น เอเชีย ที่รวมคนผิวสีแล้วประมาณ 1 ใน 3 ของคนอเมริกันผิวขาว ที่เป็นฝ่ายกุมอำนาจทางเศรษฐกิจ การเมืองและสังคมตลอดมา

สหรัฐอเมริการ่ำรวยจากทรัพยากรธรรมชาติของตนเอง ทั้งทองคำ แร่ธาตุและน้ำมัน และที่ไปเอาจากประเทศอื่น และร่ำรวยจากสติปัญญาของบรรดาผู้อพยพที่ไปแสวงหาเสรีภาพทั้งทางเศรษฐกิจและการเมือง บรรดาคนคิดนอกกรอบ นอกระบบอนุรักษ์ในประเทศบ้านเกิด มีเสรีภาพในการค้นคิดประดิษฐสิ่งต่าง ๆ

ยิ่งในศตวรษที่ 20 ยิ่งเห็นได้ชัดว่า บรรดานักวิชาการ นักวิทยาศาสตร์อัจฉริยะระดับรางวัลโนเบล ต่างก็หนีภัยสงครามและความไม่เป็นอิสระไปอเมริกา สู่ดินแดนแห่งเสรีภาพ

แต่ป้ญหาความแตกต่างระหว่างชาติพันธุ์กลับทวีมากยิ่งขึ้น ไม่มีความเสมอภาค จึงไม่มีเสรีภาพที่แท้จริง ไม่มีสันติภาพ จึงมีการต่อสู้เรื่องการเหยียดผิวและสิทธิของคนผิวสีเรื่อยมา จนถึง “ฟางเส้นสุดท้าย” จากกรณีของจอร์จ ฟลอยด์ ที่ทำให้ “ลาหลังหัก” และเกิดปัญหาวันนี้ที่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงทางสถาบันสังคมและการเมืองครั้งใหญ่

ผู้นำและการเมืองอเมริกันสะท้อนระบบสังคมที่ด้านหนึ่งมีระบบเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับหนึ่งของโลก ผู้นำด้านทุนนิยมที่นำโดยบรรดานายทุนนักธุรกิจที่คุมอำนาจทางการเมือง เพื่อให้รองรับและเอื้อระบบเศรษฐกิจของพวกตน แม้จะอยู่บนความเหลื่อมล้ำและปัญหาสังคมมากมาย

นายทรัมป์เข้าสู่อำนาจทางการเมืองโดยไม่เคยมีประสบการณ์การเมืองมาก่อน เป็นนักธุรกิจ คนทำสื่อ อาศัยระบบการเมืองภายใต้การนำของเศรษฐกิจทำให้คนอย่างเขาได้เป็นประธานาธิบดี เพราะคนอเมริกันกว่าครึ่งเชื่อและชอบคนอย่างเขา เหมือนที่เราเคยแปลกใจว่า ดาราฮอลลีวู้ดอย่างนายเรแกนมาเป็นประธานาธิบดีได้อย่างไร

ขณะเดียวกัน ประเทศที่มี “เสรีภาพ” อย่างอเมริกาก็มีพื้นที่มากมายให้ภาคประชาสังคมได้ “เล่น” และก็มีพลังไม่น้อย ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมากมาย แต่ท้ายที่สุดความเป็นสถาบันของการเมืองอเมริกันที่เอื้อให้ฝ่ายทุนนิยม และ “นายทุน” ก็ยังมีอำนาจ “ปกครอง” อเมริกาอยู่ดี เพราะความอนุรักษ์นิยมที่ฝังแน่นในสถาบันการเมือง ที่ผูกพันเป็นเนื้อเดียวกันของ “เศรษฐกิจการเมือง” (political economy)

คนอย่างนายทรัมป์จึงสามารถบิดเบือน (manipulate) ใช้สื่อและเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือเพื่อทำให้คนอเมริกันเชื่อและชอบในแนวคิดนโยบายของตนเอง โดยไม่สนใจจริยธรรม ศีลธรรมใด ๆ ขอให้ได้ผล ได้เปรียบ ได้ชนะทางการเมือง

เราจึงเห็นการโกหก ใส่ร้ายป้ายสี เอาดีใส่ตัวเอาชั่วใส่คนอื่นรายวันของเขาโดยไม่เคยเขินอายใด ๆ เห็นตำรวจไล่คนที่ประท้วงหน้าทำเนียบขาวอย่างสันติเพียงเพื่อให้เขาเดินไปยืนถือคัมภีร์ไบเบิลหน้าโบสถ์ใกล้ ๆ นั้นโดยไม่พูดอะไรสักคำ เพียงเพื่อให้มีภาพถ่ายกระจายไปทั่วโลกเท่านั้น

(ขอบคุณเจ้าของภาพไว้ ณ ที่นี้)

หนังสือแนะนำ



บทความที่คุณอาจจะสนใจ

WP2Social Auto Publish Powered By : XYZScripts.com