กรณีเวียดนามขอพระองค์ตื้อจากลาว

0

พระเจ้าองค์ตื้อ_ພຣະອົງຕື້_ลาว_Loas

ที่ไปที่มาของการขอพระวัดองค์ตื้อกับเหตุการณ์ 9 มกราคม 2015
จาก พระอาจารย์ ไชยเดช เอกจิตโต
ข่าวประเทศลาว ที่มาจาก: ໂທລະໂຄ່ງ(โทรโข่ง) THOLAKHONG
ถ่ายคำโดย: xers

ตอนนี้กำลังเป็นข่าวที่ฮือฮาพอสมควรเกี่ยวกับพระพุทธรูปในวัดองค์ตื้อ เรื่องมีอยู่ว่า เมื่อประมาณปีกลาย ได้มีหนังสือขอพระพุทธรูปในนามธนาคาร BIDV ซึ่งเป็นธนาคารของเวียดนามในลาว ขอมาในนามประธานของธนาคารโดยท่าน เจินบักฮง เบื้องหลังของการขอนี้คิดว่า เนื่องมาจากการที่หลวงพ่อเคยเข้าร่วมการต้อนรับ ประธานธนาคาร BIDV ที่มาเยี่ยมวัดเฝิดติกซึ่งเป็นวัดเวียดนามอยู่ข้างวัดธาตุฝุ่น ตอนนั้นมีประธานธนาคาร และรองนายกรัฐมนตรีกระทรวงป้องกันประเทศของเวียดนาม ได้พากันมากราบหลวงพ่อ

ต่อมาไม่นาน รู้ข่าวว่ามีหนังสือจากธนาคารดังกล่าวมาขอพระพุทธรูป โดยมีครูบาเวียดนามจากวัดเฝิดติกเป็นคนพาเขามา และตอนนั้นอาตมาก็ไม่ได้อยู่วัด กำลังเดินทางอยู่ที่ปากเซ แต่มีครูบาผู้ที่อยู่ด้วยโทรมาบอกว่า เข้ามาขอพระกับหลวงพ่อ และบอกว่าท่านเซ็นอนุญาตเห็นดีให้เขา เมื่อเป็นอย่างนั้น อาตมาจึงรีบโทรไปทางกรมศาสนา และหลวงพ่อใหญ่วัดศรีสะเกษให้รับทราบ หลังจากนั้นทางกรมฯจึงได้แจ้งไปยังกรมมรดกและอนุรักษ์ศิลปะแห่งชาติรับรู้ ต่อมาพวกเขาจึงลงมาตรวจตรา และบอกว่าให้ไม่ได้เพราะว่าเป็นมรดกของชาติ และได้ลงทะเบียนไว้แล้ว แต่ถ้าขอในนามรัฐบาล ทำหนังสือผ่านขั้นตอนอาจจะได้

เมื่อพวกเขาขอครั้งแรก เขาก็มีความหวังไว้แล้วว่าจะได้ และวางแผนที่จะทำบุญที่วัดองค์ตื้อ เพื่ออุทิศบุญหาบรรพชนของเขา และมีแผนว่าถ้าได้พระองค์นั้นไป อยากนิมนต์ให้หลวงพ่อเดินทางไปเวียดนามด้วย เพื่อร่วมแห่ขบวนไปส่งพระพุทธรูป แต่เนื่องจากว่าได้มีการทำบุญครั้งใหญ่ตามแผนเขา แต่ก็ยังไม่ทันกล่าวกับพระพุทธรูปแต่อย่างใด ยังไม่ทันมีข้อสรุปว่าจะได้พระพุทธรูป แต่หลวงพ่อคิดว่า เขาทำไมมาเอาตอนนั้น จึงถามพระสงฆ์ที่อยู่ใกล้ว่า เขามาเอาพระพุทธรูปแล้วใช่ไหม จึงได้บอกเพิ่มว่า ทางการไม่ทันอนุญาตเขาก็พูดไม่ออก ในตอนทำบุญครั้งนั้นเขาได้ถวายเงิน 10,000 ดอลล์ ให้แก่ห้องภาพ อพส ศูนย์กลาง ไม่ได้ให้วัดองค์ตื้อ

สาเหตุที่เขาตอบรับตกลงว่า เห็นดีให้เขานั้น คงไม่คิดแบบคนธรรมดาทั่วไปคิด เขาคิดว่าเป็นการดี เพื่อสร้างสายสัมพันธ์มิตรภาพให้แน่นแฟ้น ทั้ง ๆ ที่ไม่รู้ว่าเป็นการขอแบบส่วนบุคคลหรือระดับประเทศ แต่อย่างไรก็ตาม ในนามอาตมาเอง ผู้เป็นพระลูกวัดธรรมดาผู้หนึ่ง จะขอแบบไหนก็ไม่ให้หรอก

ต่อมาอีกไม่นาน เขาก็ยังไม่เลิกราในการอยากได้พระพุทธรูป จึงได้ทำหนังสือผ่านทางรัฐบาลหลายขั้นตอน โดยการอ้างเอาลายเซ็นเห็นดีของหลวงพ่อว่าว่าอนุญาตให้ในเบื้องต้น เป็นข้ออ้างในการทำเอกสาร ต่อมาไม่นาน จึงเห็นคำตอบจากภาคส่วนเกี่ยวข้อง โดยผ่านไปยังกรมมรดก ศิลปะและวัฒนธรรมแห่งชาติโดยมีความเห็นว่า ไม่อนุญาตให้องค์ตื้อ แต่เห็นดีให้หาองค์ใหม่ให้แทน

ต่อมากรมมรดกฯจึงได้ลงมาอีก เพื่อมาดูพระพุทธรูปองค์ใหม่ว่าควรจะมีองค์ใดแทน จึงเข้ามาและถ่ายรูปพระพุทธรุปในกุฏิเพื่อนำเสนอต่อเบื้องบน ในตอนนั้นอาตมาได้มีโอกาสถ่ายรูปเอกสารเขาแล้วเอาลงเฟสบุ๊ก ยังไม่ถึงสิบนาที ทางการเขา(เวียดนาม) โทรไปทางกรมมรดกฯว่า อาตมาเอาเอกสารไปลงเฟสบุ๊กเป็นการไม่สมควรให้เอาออกเดี๋ยวนี้ เมื่อนั้นฝ่ายคุ้มครองมรดกก็โทรมาให้เอาออก พร้อมกันนี้ยังขอมาให้ลบรูปทั้งที่อยู่ในเฟสบุ๊กและโทรศัพท์ อาตมาก็ลบ

เรื่องผ่านไปไม่นาน อยู่ดี ๆ เอกสารผ่านมาเรียบร้อยหรือไม่เรียบร้อย เมื่อมาถึงวันที่ 9 มกราคม 2015 มีพระอาจารย์องค์หนึ่ง บังเอิญผ่านมาเห็น จึงได้ถ่ายวีดีโอส่งมาให้ พอดีอาตมาเอาลงในเฟสบุ๊กและเขียนข้อความว่า “ลาก่อน ห้ามก็ไม่อยู่ หวงก็ไม่ฟัง!” ต่อมาก็มีโยมคนหนึ่งบอกว่าให้ลบออก เพราะกลัวคนเอาไปพูดเสียหาย แต่เรื่องมันก็ดังไปทันที โดยที่มีหน้าเพจโทรโข่งโฆษณา แต่อาตมาไม่ได้ส่งข้อมูลให้เขา และวีดีโอหรือรูปภาพที่เขาเอาลงนั้น ก็มีหลายอัน

ตอนเขามาเอาพระพุทธรูปนั้นมีการรายงานว่า เขามาเอาตอนประมาณบ่ายโมง โดยมีครูบาองค์หนึ่งในวัดองค์ตี้ได้รับคำสั่งจากเจ้าอาวาส ให้อาราธนานิมนต์ท่านไป ให้เอาให้เขาตามคำขอของเขา

เมื่อข่าวและวีดีโอลงเฟสบุ๊ก เรื่องมันวุ่นวายฮือฮาใหญ่หลวงอย่างตอนนี้ โดยมีการด่ารัฐบาล ทั้ง ๆ ที่รัฐบาลไม่ได้เกี่ยวข้องแต่อย่างใด เมื่อพวกเขาเอาไปไม่นานเท่าไร ประมาณบ่าย 4 โมงเย็นกว่า ๆ จึงได้เอาพระพุทธรูปกลับคืนมาประดิษฐานไว้ภายในวัดองค์ตื้อ เนื่องจากว่า เกิดปาฏิหารย์หรือเป็นอย่างนั้น และบางคนบอกว่า เบื้องบนให้เอากลับทันที(อันนี้ไม่รู้นะ) แต่เดี๋ยวนี้พระพุทธรูปองค์นั้นยังอยู่ในอุโบสถเหมือนเดิม

แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงที่สุดก็คือประชาชนลาวกำลังเข้าใจผิด ว่ารัฐบาลเป็นตัวการอยากยกพระพุทธรูปนี่ให้ตามคำขอของผู้ขอ แต่แท้จริงแล้วไม่ใช่ในนามรัฐบาลขอกัน แต่เป็นเพียงผู้ใหญ่หรือบุคคลสำคัญที่เขาเป็นประธานธนาคารเวียดนามดังที่กล่าวมา จุดประสงค์ก็คืออยากเอาไปประดิษฐานไว้เมืองวินห์ ในเวียดนาม เพื่อเป็นที่เคารพกราบไหว้ของชาวพุทธเช่นเดียวกัน เพราะว่าเวียดนามก็เป็นประเทศที่นับถือศรัทธาต่อพระพุทธศาสนาไม่ต่างจากประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนาใดในโลก

อ้างอิง: sayadej-ekaggacitto

หนังสือแนะนำ



บทความที่คุณอาจจะสนใจ

Leave a Reply

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

WP2Social Auto Publish Powered By : XYZScripts.com