ประวัติและที่มา ทำไมเวลาคนใกล้สิ้นใจต้องให้ท่องคำว่า “อรหัง”

0

ประวัติและที่มา ทำไมเวลาคนใกล้สิ้นใจต้องให้ท่องคำว่า “อรหัง”

กาลอันล่วงเลยมานานแสนนานแต่สามารถกำหนดช่วงเวลา  กำหนดวัน  กำหนดเดือน กำหนดปีที่เกิดเหตุการณ์ได้ และสามารถที่จะกำหนดเป็นศตวรรษได้  โดยเริ่มต้นจากกาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว

ในสมัยที่พระพุทธศาสนาได้เข้ามาสู่ประเทศไทยในยุคแรก ๆ มีหลากหลายครั้งและหลากหลายเส้นทาง  ครั้งแรกที่ปรากฏหลักฐานชัดเจน  เป็นที่ยอมรับของนักวิชาการนั้น  หลังจากการทำสังคายนาครั้งที่ ๓ ประมาณ พ.ศ.๓๐๓ พระเจ้าอโศกมหาราชทรงเป็นผู้อุปถัมภ์ในการทำสังคายนาครั้งนี้  ได้ทรงเลือกพระเถระองค์สมาชิกในการทำสังคายนา  เลือกสรรเอาแต่พระมหารเถระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ  เป็นผู้มีความรู้ความสามารถ เมื่อเสร็จสมบูรณ์ดีแล้วก็ส่งไปเป็นสมณทูตศาสนธรรม  ออกไปเพื่อเผยแผ่พระพุทธศาสนาตามภูมิภาคต่าง ๆ ทั้งที่เป็นดินแดนของอินเดียในปัจจุบัน  และต่างประเทศที่ใกล้เคียง  รวมทั้งสิ้น ๙ สายเส้นทาง  สำหรับเส้นทางสายที่ ๘ โดยการนำของพระโสณะเถระและพระอุตตรเถระ  พร้อมด้วยคณะมีพระฌานิยะ  พระภูริยะ  พระมุนียะ นอกจากนี้ ยังมีสามเณร  อุบาสก อุบาสิกา ร่วมคณะจำนวน ๓๘ รูป/คน ที่ปรากฏชื่อในจารึก เช่น อตุลยะ  อปัจจะ  และเมียชื่อ  อุตลยา  เป็นอิสสรพราหมณ์  นอกนั้นมีเขมกอุบาสก  อนีฆาอุบาสิกา  เป็นต้น

คณะทูตศาสนธรรมได้ออกเดินทางจากอินเดีย โดยใช้การเดินทางเรือเข้าเทียบท่า  แล้วเข้าแวะพักที่เมืองช้างค่อมหรือนครศรีธรรมราชแล้วเดินทางต่อมายังเมืองทองสุวรรณภูมิหลังมีการทำสังคายนาแล้วเสร็จใหม่ ๆ เดินทางมาถึงเมื่อเดือนอ้ายขึ้น ๑๔ ค่ำ ปีฉลู ต่อมาในวันรุ่งขึ้น ๑๕ ค่ำ  พระโสณเถระได้แสดงพระธรรมเทศนากัณฑ์แรก  มีชื่อเรื่องว่า “พรหมชาลสูตร” หลังจากฟังเทศน์จบทำให้ผู้คนที่เข้าฟัง  และผู้ฟังนำไปบอกต่อญาติมิตรทำให้ผู้คนในดินแดนแถบนี้  เกิดความเลื่อมใสศรัทธาพากันเข้าถึงพระรัตนตรัย  ปรากฏว่าได้มีผู้ชายขอบวชเป็นพระภิกษุมีจำนวนมากถึง ๑,๐๐๐ รูป และมีผู้หญิงได้ขอบวชเป็นแม่ชีจำนวน ๑๐๐ คน นับว่าเป็นจุดกำเนิดของแม่ชีไทยที่มีมาในกาลครั้งนั้น  อาจจะเป็นเพราะว่ากาลครั้งนั้นไม่มีภิกษุณีมาด้วย  และการบวชชีง่ายกว่ารักษาศีลน้อยกว่ามีความเหมาะสมกว่า  จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์พบหลักฐานของชื่อ “วัดประชุมนารี” อยู่ที่บ้านโสนใหญ่หรือสระบางควายใหญ่  ที่เมืองพริบพลีหรือจังหวัดเพชรบุรีในปัจจุบัน

กาลครั้งนั้นแล  ผู้คนที่อาศัยอยู่ยังดินแดนแถบนี้เรียกว่า สยามประเทศหรือประเทศไทยในปัจจุบัน  ในสมัยก่อนโน้น ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๓ โดยในยุคนั้นสังคมไทยกำลังได้รับพระพุทธศาสนาใหม่ ๆ ผู้คนประกอบอาชีพเกษตรกรรมและเข้าป่าล่าสัตว์มาเป็นอาหาร  เหตุการณ์ในครั้งนั้นมีเรื่องเล่ากันมานานว่า ยังมีครอบครัวหนึ่งมีสมาชิกในครอบครัวมีนายสมเป็นพ่อ  มีนางสายทองเป็นภรรยา  และมีลูกชายชื่อว่า ทอง  ลูกสาวชื่อว่า สุนี  เมื่อเสร็จจากการทำไร่ทำนาแล้ว  ก็มักจะเข้าป่าหาล่าสัตว์ หากเหลือกินก็จำนำไปขายที่ตลาด  นับว่าเป็นอาชีพที่สืบทอดกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ

กาลเวลานั้นผู้คนในละแวกนี้ได้หันมานับถือพระพุทธศาสนากันแล้ว  นับตั้งแต่ยุคต้น ๆ ที่พระมหาเถระนำเข้ามาเผยแผ่  และครอบครัวของนายสมก็ส่งลูกชายเข้าไปบวชเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนาด้วย  คราวนั้นนายสมได้มีอายุมากแล้วประมาณ ๘๘ ปี  เกิดล้มป่วยลงตามอายุขัยของมนุษย์  โรคร้ายได้กำเริบขึ้นทุกวันจนอาการป่วยหนักขึ้นทุกวัน  พอถึงวันใกล้จะสิ้นใจตายด้วยอำนาจแห่งกรรมไม่ดีที่ตนกระทำมา  โดยเฉพาะกรรมที่ออกป่าล่าสัตว์มาแต่ยังเด็ก พฤติกรรมการล่าก็คือการทำร้ายชีวิตสัตว์ให้สิ้นไป  หรือบางครั้งก็ทรมานสัตว์  เหล่าสัตว์ทั้งหลายที่ถูกนายสมฆ่าเอาเนื้อหนังไปกินไปขาย  ก่อนจะตายสัตว์ต่าง ๆ เหล่านั้นที่ตนเคยฆ่าในกาลก่อน  ก็พากันมาปรากฏอยู่ให้เห็นเฉพาะหน้า  ล่องลอยหมุนเวียนไปมาเป็นตัวสัตว์น้อยใหญ่ชนิดต่าง ๆ

อยู่มาวันหนึ่งเมื่อพระลูกชายมาเยี่ยม  จึงได้บอกแก่บุตรชายผู้บวชเป็นพระภิกษุให้ทราบว่า “ตนเองได้เห็นภาพสัตว์ต่าง ๆ ที่ตนเคยฆ่าเคยร้าย  ได้มาปรากฏภาพให้เห็นอยู่ประจำ พ่อมีความกลัวต่อสัตว์ทั้งหลายที่มาปรากฏให้เห็น  เหมือนกับว่าจะเข้ามาท้วงเอาชีวิตตน  จึงเกิดความสะดุ้งตกใจกลัวในเหตุการณ์นี้ยิ่งนัก…!” เป็นเหตุให้นอนสะดุ้งหวาดผวาอยู่ตลอดเวลา  บางครั้งก็ก่อความรำคาญให้กับผู้คนที่อยู่รอบข้างด้วย

เมื่อพระลูกชายได้ยินพ่อพูดเช่นนั้น  ครั้นทราบแล้วได้นำมาวิเคราะห์สาวหาเหตุตามหลักพุทธธรรม  ก็ได้คำตอบทันทีพร้อมกับนึกรู้อยู่ในใจว่า “นั่นเป็นภาพอกุศลกรรมที่มาปรากฏในจิตของบิดาตน  ที่เคยประกอบการล่าพร้อมกับฆ่าสัตว์อื่นมามากต่อมาก  เมื่อพอเวลาใกล้จะหมดบุญจวนตาย  ดวงวิญญาณของพ่อจะรับรู้หรือมองเห็นสัตว์เหล่านี้  ได้พากันติดตามมาหลอกหลอนดวงจิตของพ่อตลอดเวลา…!”

เมื่อคิดได้อย่างนี้แล้วจึงรับสั่งให้น้องสาวจัดหาดอกไม้ธูปเทียนมาให้  แล้ววางใส่ในมือบิดาพร้อมกับบอกว่า  “พ่อเอ๋ย…! จงเล็งสายตามองมาดูดอกไม้ธูปเทียนนี้  จงรำลึกบูชาถึงพระพุทธ  พระธรรม  และพระสงฆ์เถิด  จงตั้งจิตตั้งใจเอาพระพุทธ  พระธรรม และพระสงฆ์  ว่าเป็นสรณะที่พึ่งที่อาศัยเถิดพ่อ…!” เพื่อที่จะช่วยให้บิดามีอารมณ์เดี่ยว จิตก็จะเป็นสมาธิ  ภาพหลอกหลอนของสัตว์เหล่านั้นก็จะหายไป

ครั้นเมื่อบิดาได้ยินคำแนะนำของพระลูกชายบอก ก็กระทำตามที่พระลูกชายได้แนะนำธรรมนั้น บวกกับต้นทุนของจิตที่เคยเคารพนับถือพระพุทธศาสนามาแต่ต้นอยู่แล้ว  จิตก็บังเกิดความเลื่อมใสศรัทธาในพระรัตนตรัย  ความสะดุ้งตกใจกลัวก็ค่อย ๆ จางหายหมดไป  ก็เพราะจิตสัมปยุตต์ด้วยกุศล (สํ (พร้อม) + ป (ทั่ว) + ยุตฺต (ประกอบ) + จิตฺต(จิต) จิตที่ประกอบทั่วพร้อม หมายถึง จิตทประกอบด้วยเจตสิกที่เด่น  ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้จิตดวงนี้แตกต่างจากจิตดวงอื่น ๆ สัมปยุตตจิตมี ๕ ประเภท ได้แก่ โลภมูลจิต ๔ ดวงที่มีทิฏฐิเจตสิกเกิดร่วมด้วย  โทสมูลจิต ๒ ดวงที่มีโทสเจตสิกเกิดร่วมด้วย  โมหมูลจิตที่มีวิจิกิจฉาเจตสิกเกิดร่วมด้วย  โมหมูลจิตที่มอุทธัจจเจตสิกเกิดร่วมด้วย  และโสภณจิต ๔๗ดวงที่มีปัญญาเจตสิกเกิดร่วมด้วย) สิ่งที่เป็นอกุศลก็จะอันตรธานหายไปทันที  ครั้นสิ้นชีพวายชนม์ไปก็จะได้ไปเกิดบนสรวงสวรรค์

เพราะว่าอารมณ์ก่อนที่จะสิ้นลมหายจะสำคัญมาก  ซึ่งเป็นช่วงเปลี่ยนถ่ายของภพชาติ หากจิตมีอารมณ์ดีเป็นกุศลก็จะได้รับแต่สถานที่ดี ๆ จะไปเกิดในสวรรค์  แต่ถ้าว่าอารมณ์ของจิตรับแต่สิ่งที่เป็นอกุศลเป็นอารมณ์ไม่ดี  ก็จะส่งผลให้ไปเกิดในสถานที่ไม่ดีมีแต่ความทุกข์นั่นคือนรก

ด้วยเหตุแห่งความเชื่อดังกล่าวนี้  นับตั้งแต่กาลครั้งนั้นเป็นต้นมาชาวพุทธทั้งหลาย  คติความเชื่อดังกล่าวนับแต่ผู้คนรุ่นก่อนมา

จนถึงชนรุ่นหลัง ๆ ก็ได้พากันกระทำกันสืบ ๆ มา  ด้วยความเชื่อและคาดหวังว่า  ผู้ที่ป่วยก่อนจะสิ้นลมหายใจตายให้รำลึกนึกถึงพระรัตนตรัย คือ พระพุทธ  พระธรรม  และพระสงฆ์  จิตก็จะเกิดความเชื่อความเลื่อมใสขึ้นในดวงจิตนั้น ๆ  นอกจากนี้ ในเวลามัดตราสังศพก็ยังให้มือศพถือเอากรวยดอกไม้ธูปเทียน  ก็เพราะว่าจะให้ผู้ตายนำไปบูชาพระจุฬามณี  สถานที่บรรจุพระเกศาธาตุของพระพุทธเจ้า ณ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์  พร้อมกับบริกรรมภาวนาว่า

“ธนํหตฺเถ. ทรัพย์สินเป็นห่วงผูกมือ  นำด้ายที่ผูกมือไปผูกคอ  ภาวนาว่า ปุตฺโต คีวํ หรือ คีเว.  บุตรเป็นห่วงผูกคอ  และผูกเท้ากล่าวว่า ภริยา ปาเท.  ภริยาเป็นห่วงผูกเท้า)”

ตรงกับภาษิตโบราณที่กล่าวไว้ว่า “ตัณหาฮักลูกเหมือนดังเชือกผูกคอ  ตัณหาฮักเมียเหมือนดังปอผูกศอก  ตัณหาฮักเข้าของเหมือนดังปอกสุบตีน  ตัณหาสามอันนี้มาขีนให้เป็นเชือก  ให้กลิ้งเกลือกอยู่ในวัฏฏะสงสาร…!” อีกทั้งนับว่า ดอกไม้ธูปเทียนเป็นสัญลักษณ์แห่งการทำดี  และเป็นสัญลักษณ์แห่งชาวพุทธที่ยึดมั่นในคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า

ครั้นผู้ป่วยเจ็บหนักจวนจะสิ้นใจตาย  คำว่า พระพุทธ  พระธรรม  และพระสงฆ์ เป็นพระรัตนตรัยที่สูงสุดในพระพุทธศาสนา  จึงได้สรุปย่อเหลือเพียงสั้น ๆ เพื่อที่จะให้ผู้ตายจดจำได้ง่ายขึ้น  เพราะเวลาจวนใกล้ตายทุกขเวทนาจะมีมาก บางครั้งผู้กำลังป่วยใกล้ตายรับทุกขเวทนาเจ็บปวดมาก  อาจไม่ได้ยินคำว่า“พระรัตนตรัย” อีกทั้งเวรกรรมก็ตามมาด้วยจึงได้นิยมให้ผู้ป่วยบริกรรมเพียงคำว่า “อรหัง” เท่านั้น

ผู้พยาบาลอยู่ข้าง ๆ ก็มักตะโกนบอกดัง ๆ ว่า อรหัง อรหัง อรหัง… ให้ผู้ป่วยได้ยินคำนี้ ชัด ๆ คำว่า อรหัง หมายถึง พระอรหันต์  ผู้หมดจดจากกิเลส  ผู้ไม่มีกรรมชั่วแล้ว  ผู้มีแต่กรรมดี  ผู้บริสุทธิ์สะอาด  ผู้มีแต่ความสุขตลอดกาล  ผู้เป็นธงชัยแห่งความดีทั้งหลาย  กล่าวโดยนัยก็เพื่อให้จิตจวนใกล้จะตาย  เมื่อเคลื่อนออกจากร่างจะได้รำลึกถึงคุณพระอรหันต์  มีหน่วยแห่งคุณพระเป็นอารมณ์  เมื่อดับขันธ์แล้วก็จะได้ไปสู่สุคติโลกสวรรค์ (จึงมีคำสำนวนที่ว่า “อรหัง”)

ปรัชญาจากตำนานชาวอุษาคเนย์ปรัมปรา

นิทานปรัชญาชาวบ้านปรัมปราเรื่องนี้  ได้เสนอแนวคิดเรื่องการทำความดี  หากจะมาทำแค่ก่อนสิ้นลมหายใจ จะมานึกถึงแค่พระอรหันต์คงจะไม่เพียงพอแน่  เพราะกรรมบางครั้งหากสะสมกรรมชั่วไว้มาก ๆ แล้ว  ถึงจะเอาพระอรหันต์มาช่วยในระยะเท่านี้ คงไม่ทันการณ์เพราะกรรมชั่วมันจะดึงไปหมด  กรรมชั่วมันหนักหรือเป็นเวรกรรมที่หนัก จะเอาอะไรมาช่วยก็ช่วยไม่ได้แล้ว ดังคำพุทธภาษิตที่ว่า“กมฺมุนา วตฺตตี โลโก แปลว่า สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม” (ม.ม. ๑๓/๖๔๘, ขุ.สุ. ๒๕/๔๕๗) จะเห็นได้ว่า ตามหลักพุทธปรัชญา  สัตว์โลกทุกชนิดไม่ว่าจะเป็นคนหรือสัตว์ดิรัจฉานจะต้องเป็นไปตามอำนาจของกรรมทั้งนั้น  เราเกิดมาเป็นมนุษย์ก็เพราะกรรมพามา สัตว์ดิรัจฉานทั้งหลาย เช่น สุนัข  ช้าง  ลิง  ม้า หมู  วัว  ควาย  แมว เป็นต้น ที่มาเกิดในสภาพเช่นนี้ก็เพราะกรรมพามา  เพราะฉะนั้นจงเริ่มทำตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป  พอใกล้วันจะสิ้นลมหายใจมาไม่นึกถึงมันก็มาเอง  เพราะกรรมดีก็มาแรงเช่นกัน

หนังสือแนะนำ



บทความที่คุณอาจจะสนใจ

WP2Social Auto Publish Powered By : XYZScripts.com