ทำไมอำเภอวังสามหมอ จึงได้ชื่อว่าวังสามหมอ

343

ทำไมอำเภอวังสามหมอ จึงได้ชื่อว่าวังสามหมอ

กาลอันล่วงเลยมาสามารถกำหนดช่วงเวลา กำหนดวัน กำหนดเดือน กำหนดปีที่เกิดเหตุการณ์ได้ และสามารถที่จะกำหนดเป็นศตวรรษได้ โดยเริ่มต้นจากกาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีอยู่สมัยหนึ่งพระอินทร์ผู้เป็นเทพเจ้าแห่งสิ่งทั้งมวลบนโลกพิภพ อีกทั้งยังเป็นจอมเทพแห่งเทวโลก มนุษย์โลก และสัตว์โลกทั้งหลาย

ในราว พ.ศ. ๒๓๙๔ คือประมาณ ๑๒๗ ปีล่วงมาแล้ว ตรงกับแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ บ้านเมืองสงบเรียบร้อย ประชาชนอยู่ด้วยกันอย่างมีความร่มเย็นเป็นสุข อาหารการกินอุดมสมบูรณ์ ชาวประชาร้องสาธุกันไปทั่วหน้า และในแผ่นดินสมัยนี้แดนดินถิ่นวังสามหมอยังเป็นป่ารกทึบ มีขุนเขา ลำห้วย มากมาย ยากที่จะหาผู้ใดมากล้ำกรายได้ จึงไม่มีผู้ใดรู้จัก จนกระทั่งหน่วยล่าจระเข้ของพระยาสุทัศน์ แห่งเมืองท่าขอนยาง มาพบเข้า ความลี้ลับต่าง ๆ ของวังสามหมอจึงได้ถูกเปิดเผยขึ้น ประชาชนจากถิ่นต่าง ๆ จึงหลั่งไหลเข้าไปตั้งรกรากอาศัยทำมาหากินจนกระทั่งปัจจุบัน

พระยาสุทัศน์ เป็นเจ้าเมืองท่าขอนยาง (ปัจจุบันคือบ้านท่าขอนยาง อำเภอเมืองฯ จังหวัดมหาสารคาม) มีภรรยาชื่อนางจันทรา อันว่าเมืองท่าขอนย่างนั้นเป็นเมืองที่อุดมสมบูรณ์ เพราะตั้งอยู่ริมแม่น้ำชี ประชาชนมีความรักใคร่สามัคคี มีความสนุกสนานในฤดูที่มีประเพณีต่าง ๆ พระยาสุทัศน์กับนางจันทรา มีลูกสาวคนหนึ่ง ชื่อ นางคำบาง เนื่องจากเป็นลูกสาวคนเดียว พ่อแม่จึงรักมาก ได้สรรหาสิ่งต่าง ๆ มาให้ลูกเล่นและให้เป็นเพื่อน ในสิ่งของที่พระยาสุทัศน์หามาให้นางคำบางเล่นเป็นเพื่อนนั้น มีสิ่งหนึ่งคือ จระเข้ ได้เอามาเลี้ยงเป็นเพื่อนตั้งแต่ยังเล็ก ๆ โดยเลี้ยงไว้ที่ลำชีหน้าจวนของเจ้าเมือง เจ้าเมืองตั้งชื่อจระเข้ตัวนี้ว่า “ฉันท์” แต่ชาวบ้านทั่วไปเรียก “บักเฮ้า” นางคำบางมีความสนิทสนมกับบักเฮ้ามาก และเคยเล่นกันมาตั้งแต่เด็ก ๆ เวลาจะลงอาบน้ำนางก็มักจะขี่หลังบักเฮ้าลงไปเป็นประจำ เนื่องจากบักเฮาได้รับการเลี้ยงดูอย่างดีและอยู่กับคนมานาน ทำให้มันเกิดความรู้สึกต่าง ๆ เช่น รู้จักรัก รู้จักกลัว รู้จักงาน และรู้จักเรื่องอื่น ๆ ตามวิสัยของสัตว์

จนกระทั่งนางคำบางมีอายุได้ ๑๗ – ๑๘ ปี เป็นสาวเต็มตัวและมีความสวยงามมาก สมกับเป็นลูกสาวเจ้าเมือง ฝ่ายบักเฮ้าร่างกายของมันก็ใหญ่โตขึ้นมากตามอายุ มีความยาววัดจากหัวถึงหางได้ ๑๒ เมตร หรือ ๒๔ ศอก อ้าปากได้กว้าง ๒ วา หรือ ๘ ศอก วันหนึ่งเวลาพระตีกลองแลง (ประมาณบ่าย ๔ โมง) นางได้ลงไปอาบน้ำในลำชีโดยขี่หลังบักเฮ้าเหมือนที่เคยขี่ทุกครั้ง บักเฮ้าได้พานางลอยเล่นไปตามที่ต่าง ๆ ในลำน้ำ ได้รับความสนุกเพลิดเพลินทั้งบักเฮ้าและนางคำบาง

กล่าวถึงบักนนท์ จระเข้ป่าไม่มีใครเลี้ยง อาศัยอยู่ในลำน้ำชี มีความใหญ่โตพอ ๆ กับบักเฮ้า เป็นจระเข้ที่เกเรชอบไล่ฟัดกินคน และสัตว์เลี้ยงอยู่เนื่อง ๆ เมื่อบักนนท์มองเห็นคนขี่หลังบักเฮ้ามันจึงตรงรี่เข้าหาหมายจะใช้หางฟาดและงับกินเป็นอาหาร จึงได้เกิดการต่อสู้กันขึ้นระหว่างบักเฮ้ากับบักนนท์ เนื่องจากเป็นจระเข้ขนาดใหญ่ทั้งสองตัว การต่อสู้จึงเป็นไปอย่างรุนแรง ท้องน้ำบริเวณที่ต่อสู้เกิดความปั่นป่วนคลื่นกระแทกฝั่งชีเป็นระลอก ๆ บักเฮ้าเห็นว่าการต่อสู้ครั้งนี้หนักมากประกอบกับมีความพะวักพะวน กลัวนางคำบางจะตกจากหลังแล้วถูกบักนนท์คาบไปกิน จึงได้ผละถอยออกจากการต่อสู้ชั่วคราว พร้อมทั้งคาบนางคำบางไส่ในปาก บักนนท์เมื่อเห็นบักเฮ้าผละหนีจึงตรงเข้าไล่คาบบักเฮ้าเป็นการใหญ่ บักเฮ้าหันกลับไปต่อสู้อีกครั้งหนึ่ง และหลงกลืนนางคำบางลงไปในท้อง การต่อสู้ลงเอยด้วยชัยชนะของบักเฮ้า โดยบักนนท์ได้หลีกหนีไป พร้อมด้วยบาดแผลเหวอะหวะทั้งตัว

ฝ่ายบักเฮ้าเมื่อได้รับชัยชนะแล้ว จะพานางคำบางกลับเข้าท่าเพราะเป็นเวลาค่ำแล้ว ซ้ำมองหานางที่ขี่อยู่บนหลังก็ไม่เห็น และมองดูบนฝั่งเห็นเจ้าเมืองและคนอื่น ๆ มองดูอยู่เต็มฝั่ง จึงคิดทบทวนเหตุการณ์ดู จึงรู้ว่าตนได้กลืนนางคำบางลงไปในท้องเสียแล้ว ถ้าจะเลยไปที่ท่าน้ำก็กลัวเจ้าเมืองจะจับฆ่า และถ้าจะอาศัยอยู่ที่นี้ก็กลัวหมอจระเข้ของพระยาสุทัศน์จะทำร้ายเพราะโทษครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก จำเป็นต้องหนีไปให้ไกลที่สุด เมื่อคิดได้ดังนั้น บักเฮ้ารีบไหว้น้ำดำน้ำหนีไปอย่างเร่งรีบ มุ่งหน้าตามลำน้ำลงไปเรื่อย เมื่อมาถึงปากน้ำลำปาวไหลตกลำชี เห็นว่าถ้าขึ้นไปลำน้ำปาวคงจะปลอดภัยกว่าเป็นแน่ เพราะตามลำชีมีหมู่บ้านตั้งอยู่ริมฝั่งมากมาย กลัวคนเห็น เมื่อขึ้นมาตามลำปาวแล้วได้เดินทางมาจนกระทั่งเกือบถึงตัวเมืองจังหวัดกาฬสินธุ์ รู้สึกว่าการเคลื่อนตัวเองไปตามลำน้ำนั้นลำบากมากเพราะลำน้ำปาวแคบเข้าไปเรื่อย ๆ และหมู่บ้านหนาแน่นเข้ากลัวคนเห็น จึงได้ตัดลัดทางขึ้นเลิงบักดอก (เลิง หมายถึงทุ่งน้ำกว้าง เมื่อน้ำหลากน้ำจะเต็มไปทั้งทุ่ง ในฤดูแล้งจะมีน้ำขังอยู่ตามแอ่ง ตามหนองและลำห้วยบ้างเล็กน้อย ส่วนที่เป็นทุ่งทั้งหมดแตกระแหง) ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกของตัวเมือง จ.กาฬสินธุ์ในปัจจุบัน แล้วเดินทางผ่านป่าเขาลำห้วยมุ่งหน้าไปยังทิศตะวันตกเฉียงเหนือของเมืองกาฬสินธุ์ เพื่อหาที่ปลอดภัยสำหรับตัวเองด้วยความทุกข์แสนสาหัส

ฝ่ายเจ้าเมืองพร้อมทั้งภรรยาและข้าราชบริวารทั้งหลาย ต่างพากันโศกเศร้าเสียใจที่นางคำบางต้องถูกบักเฮ้ากลืนกินเข้าไป ทุกคนเคียดแค้นชิงชังบักเฮ้าเป็นอย่างมาก บรรดาหมอจระเข้าทั้งหลายได้มาอาสาขอตามไปปราบและฆ่าบักเฮ้ามากมาย ในจำนวนนี้มีหมอจระเข้ผู้หญิงรวมอยู่ด้วยคนหนึ่ง มีอายุมากแล้ว ชาวบ้านทั่วไปเรียกว่า “ยาแม่” (คุณแม่) ขึ้นต้นก่อนจะถึงชื่อ แต่จะชื่อว่าอย่างไรนั้นจะขอบอกให้ในตอนท้ายเรื่อง พระยาสุทัศน์เมื่อเห็นผู้คนมามากมายที่จะตามไปปราบจระเข้ในครั้งนี้ ถ้าจะให้เดินทางเป็นขบวนเดียวกันก็กลัวว่า ผู้นำจะบังคับบัญชาไม่ไหวจึงได้แบ่งออกเป็น ๒ ขบวน ขบวนที่หนึ่งมอบหมายให้ขุนบวร เป็นหัวหน้าฝ่ายขวา ขบวนที่สองมอบให้ขุนประจวบ เป็นหัวหน้าฝ่ายซ้าย ให้ทั้งสองคนช่วยกันปกครองบังคับบัญชา และให้ช่วยกันคิดช่วยกันทำและช่วยกันแก้ปัญหา

ขบวนล่าบักเฮ้าได้ออกเดินทางเลียบไปตามฝั่งลำน้ำชี มุ่งหน้าลงไปตามทางน้ำ ไปจนถึงบ้านเกิ้ง (บ้านเกิ้ง อ.เมือง จ.มหาสารคาม) คณะติดตามเกิดความลังเลใจว่าอาจจะติดตามมาไม่ถูกทาง จึงตัดสินใจไปทางลัดดีกว่าไปเส้นตรง (ปัจจุบันเส้นทางลัดเส้นนี้มีผู้ไปตั้งหมู่บ้านขึ้นเรียกว่าบ้านลาด อ. เมืองมหาสารคาม) บังเอิญเมื่อมาทางลัดได้เห็นรอยบักเฮ้าอย่างชัดเจน เพราะบักเฮ้าตัวใหญ่มาก เมื่อไปทางใดต้นไม้ต้นหญ้าและพืชอื่นจะล้มเป็นทาง รอยตะกุยดินลึกและรอยลากหางจะหนักมาก คณะติดตามจึงได้ติดตามเรื่อยมาจนถึงลำปาวแล้วเลยขึ้นเลิงบักดอก แล้วจึงได้พักนอนที่บ้านหลุบ (อยู่ทางตะวันตกของเลิงบักดอก) ตื่นเช้าขึ้นมารีบเดินทางติดตามรอยต่อไป ประมาณ ๔ โมงเช้าจึงพากันหยุดพักผ่อนและกินข้าวเช้า เมื่อกินข้าวเสร็จได้ปรึกษากันว่าอาวุธที่จะใช้ล่าบักเฮ้ายังมีไม่ครบ ส่วนที่มีอยู่แล้วมันเล็ก ไม่สามารถที่จะฆ่าบักเฮ้าได้ จึงได้พากันตั้งเตาตีเหล็กอยู่ที่นั้น โดยหาเหล็กที่มีอยู่ทั้งหมดตีรวมกันเข้าให้มีขนาดใหญ่ขึ้น เช่น ฉมวกสามง่าม เหล็กแหลม และเหล็กแหลมหัวท้ายที่มีเหล็กกันจระเข้งัดบ้าง (ที่ตั้งเตาตีเหล็กนี้ ปัจจุบันเป็นบ้านเหล็ก อ.เมืองฯ จ.กาฬสินธุ์)

เมื่อได้อาวุธครบทุกอย่างแล้วก็พากันออกเดินทางต่อ เห็นรอยบักเฮ้ามุ่งหน้าขึ้นโคก ซึ่งเป็นป่าทึบ ขุนบวรกับขุนประจวบ จึงคิดว่าบักเฮ้าหลบอยู่ตรงนั้น สั่งให้ไพร่พลทั้งหลายออกเลียบไปตามโคกจนตลอด ส่วนหมอจระเข้ให้ติดตามรอยเข้าไป ถ้าเห็นให้ไล่ต้อนออกมาเพื่อจะฆ่า ปรากฏว่าบักเฮ้าไม่ได้อาศัยอยู่ที่นี้ (ปัจจุบันที่ตรงนั้นทั้งหมดเป็นที่ตั้งหมู่บ้าน เรียกว่าบ้านต้อน และบ้านโคกเลียบ อ.เมืองฯ จ.กาฬสินธุ์) การทำงานหนนี้ทุกคนในคณะเหนื่อยมาก เดินทางไปชั่วประเดี๋ยวจึงได้หยุดพักกินข้าว ที่พักกินข้าวตรงนี้ ปรากฏว่าไม่ค่อยจะมีผักกินกับแจ่ว พวกหนึ่งจึงไปหาแหนมากิน เอามากเหลือเกินจนกระทั่งได้หามมา (ปัจจุบันเรียกว่าบ้านหามแหน อ.เมืองฯ จ.กาฬสินธุ์) พวกกินแหนคิดว่าอร่อยจึงกินคนละมาก ๆ เมื่อกินข้าวอิ่มแล้วจึงได้เดินทางต่อไป เนื่องจากกินแหนมากดังกล่าว ทำให้ทุกคนปุ้นท้อง (แน่นท้อง) (ที่ปุ้นท้องนั้นปัจจุบันเป็นบ้านโพนทอง อ.เมืองฯกาฬสินธุ์) เมื่อเดินทางมาถึงบริเวณฝั่งห้วยสีทนพวกปุ้นท้องทั้งหลาย ได้พากันอาเจียนออกจนหมด ทำให้เกิดความสบายขึ้นมาอีกมาก จึงได้รีบเดินทางติดตามรอยต่อไป

มาถึงบริเวณลำห้วยแห่งหนึ่ง คณะติดตามเกิดหลงรอย เพราะบักเฮ้าไม่ลงน้ำ มันใช้วิธีกระโดดข้ามจากฝั่งหนึ่งไปฝั่งหนึ่ง (ปัจจุบันเรียกว่าห้วยแข้เต้นอยู่ในท้องที่ อ.เมืองฯ จ.กาฬสินธุ์) และคณะติดตามไม่ได้ข้ามไปดูอีกฝั่งหนึ่ง คิดว่าบักเฮ้าคงจะขึ้นไปตามลำห้วยจึงได้เดินลัดขึ้นไปตามสันเขา ซึ่งภูเขาลูกนี้มีเป้งมาก (เป้งเป็นพืชชนิดหนึ่งเป็นพูนคล้ายหวายแต่ไม่มีหนามมาก ใบเป้งใช้ทำไม้กวาด ยอดของเป้งถอดออกมารับประทานได้ทันทีและอร่อยมาก) คณะเดินทางได้ถอดเป้งกินเดินตามทาง (ปัจจุบันเรียกภูเป้ง ในเขต อ.เมืองฯ จ.กาฬสินธุ์) เมื่อลงจากภูเป้งได้เดินขึ้นเขาแห่งหนึ่ง เขาลูกนี้มีลักษณะเป็นราวหินแนวยาว ชั่วขณะที่เดินไปตามราวหินนั้นได้พบถ้ำ และมีตาปะขาว (คนนุ่งขาวห่มขาวบำเพ็ญศีลอยู่โดดเดี่ยว) อาศัยอยู่คนหนึ่ง จึงได้พากันเข้าไปสอบถามดูว่า เห็นจระเข้ตัวใหญ่ผ่านมาทางนี้หรือไม่ ก็ได้รับคำตอบว่า เห็นผ่านหน้าถ้ำราวตีกลองแลง เนื่องจากคณะติดตามได้ทราบข่าวจระเข้ที่นี้จึงได้พากันเรียกภูลูกนี้ว่า ภูข่าว และเดินทางติดตามต่อไป จนถึงลำห้วยแห่งหนึ่ง เวลาจวนค่ำแล้ว ไม่สามารถที่จะหารอยบักเฮ้าได้ และไม่ทราบว่าบักเฮ้าจะขึ้นเหนือหรือลงใต้ลำห้วยแน่ จึงเกิดความกระสังเกิ้ง (คือลังเลใจ ไม่แน่นอนว่าจะติดตามไปทางไหนดี จึงได้ตั้งชื่อลำห้วยแห่งนี้ว่า ห้วยสังกะ อยู่ในท้องที่ อ.สหัสขันธ์ จ.กาฬสินธุ์

หลังจากนั้นได้พากันมาพักนอนในที่แห่งหนึ่งไม่ห่างจากห้วยสังกะเท่าไหร่นัก ตื่นเช้าขึ้นมาได้พากันพับสาด (พับเสื่อ) แล้วม้วนไว้ (ที่แห่งนี้เป็นที่ตั้งหมู่บ้าน เรียกว่าบ้านพับ) และพากันแบกพันสาด (ม้วนเสื่อ) นั้นเดินลัดตัดไปตามสันโคกจนตลอดวัน เมื่อมาถึงดงทึบปรากฏว่ามีน้ำซับน้ำซึมมาก เต็มไปด้วยสัตว์ร้ายนานาชนิด เช่น เสือ ช้าง งูพิษ ถ้าหากจะอาศัยนอนพื้นดินย่อมไม่ปลอดภัยจึงได้พากันทิ้งพันสาดไว้ข้างล่าง แล้วผากันไปผูกอู่ (เปล) นอนบนต้นไม้ (ปัจจุบันเรียก คำแขวนอู่ อยู่ในพื้นที่ อ.สหัสขันธ์ จ.กาฬสินธุ์) ตื่นขึ้นมาด้วยความเร่งรีบที่จะเดินทางต่อไปจึงพากันลืมพันสาดที่วางไว้ และขณะเดินทางไม่มีใครนึกถึง เมื่อเดินทางมาถึงลำห้วยแห่งหนึ่งได้เวลาอาหารเช้า เห็นมีกลอยมากจึงได้พากันขุดหัวกลอยมานึ่งกินแทนข้าว เมื่อกินเสร็จปรากฏว่าเมากลอย (กลอยมีลักษณะคล้ายมันเกิดอยู่ตามป่า ตามเชิงเขาและที่ชุ่มชื้น) ลำห้วยแห่งนั้นจึงได้เรียกว่า ห้วยกลอย จนถึงปัจจุบัน เมื่อทุกคนสร่างเมากลอยแล้ว ได้เดินทางไปจนตลอดวัน และมาค่ำที่ลำห้วยแห่งหนึ่งเตรียมตัวพักนอน ทุกคนได้ถามหาสาด (เสื่อ) ที่พันไว้ จึงได้ทบทวนย้อนหลังดูและนึกได้ว่าได้ลืมพันสาดไว้ที่คำแขวนอู่ ลำห้วยแห่งนี้จึงได้ชื่อว่า ห้วยพันสาด ภายหลังได้เรียกชื่อเพี้ยนมาเป็น พันชาด จนกระทั่งบัดนี้ ณ ที่พักนอนแห่งนี้เป็นแก่งหิน บางแห่งเป็นลานมีหาดทรายน่านอนมาก และที่แห่งนี้มีต้นก้านเหลืองปกคลุมร่มรื่นเย็นสบาย จึงได้ชื่อว่า แก่งก้านเหลือง (อยู่ด้านเหนือสะพานคอนกรีตข้ามลำพันชาดต่อบ้าน หนองลุมพุก อ.วังสามหมอ จ.อุดรธานี ไปบ้านหนองกรุงใหญ่ อ.คำม่วง จ.กาฬสินธุ์)

ตื่นเช้าขึ้นมาคณะติดตามได้ตรวจค้นหารอยบักเฮ้า ปรากฏว่าบักเฮ้าไม่ได้ว่ายขึ้นไปตามลำน้ำ แต่มันขึ้นบนบก คลานเลียบฝั่งพันชาดขึ้นไปตอนบน ผ่านภูและเขาดงดิบ คณะติดตามได้อาศัยอาหารจากดงแห่งนี้ ซึ่งมีพืชพันธุ์ธัญญาหารมากมาย เหมือนกับมีคนมาปลูกไว้ และดงแห่งนี้มีผึ้งมากมาย รังผึ้งห้อยระย้าเต็มไปหมด จึงได้เรียกดงแห่งนี้ว่า “ดงสวนผึ้ง” หรือ ดงสวน อยู่ทางทิศตะวันออกของลำพันชาด ด้าน อ.คำม่วง จ.กาฬสินธุ์ เมื่อคณะติดตามผ่านดงนี้จึงรู้แน่ชัดว่า ขณะนี้ได้ติดตามบักเฮ้ามาอย่างกระชั้นชิดแล้ว เพราะปรากฏรอยชัดเจน เมื่อพ้นออกจากดงสวน จึงได้พบรอยบักเฮ้าลงไปอยู่ในแอ่งน้ำแห่งหนึ่ง มีขนาดลึกมากแต่แคบ บักเฮ้าอยู่ไม่ได้จึงขึ้นมาจากแอ่งแล้วรีบหนีลงมาตามลำพันชาดไม่ได้ขึ้นบกอีก คณะติดตามได้เดินเลียบฝั่งลำพันชาดลงมาเรื่อย ๆ พร้อมกับสำรวจแอ่งน้ำมาตลอดทาง เมื่อมาถึงที่แห่งหนึ่งพบแอ่งน้ำขนาดใหญ่ มีน้ำตกเป็นระยะทางยาว ทำให้เกิดวังน้ำกว้างใหญ่เป็นที่น่าเกรงขามยิ่งนัก บรรดาหมอจระเข้ทั้งหลายไม่กล้าลงไปสำรวจ เป็นเพียงเสี่ยงเทียนลอยเทียนและนั่งทางในดูเท่านั้น เนื่องจากวังน้ำแห่งนี้เป็นที่น่าเกรงขามดังกล่าว จึงได้ชื่อว่า วังเกรงขาม ภายหลังได้เพี้ยนมาเป็น วังแก่งขาม จนถึงปัจจุบัน ผลของการเสี่ยงเทียนลอยเทียนและนั่งทางในดูปรากฏว่า บักเฮ้าไม่ได้อยู่ที่นี้ เป็นเพียงผ่านไปเฉย ๆ โดยมุ่งหน้าลงไปทางใต้

คณะติดตามจึงได้มุ่งหน้าติดตามลงไปอีก ห่างประมาณ ๒ กิโลเมตรเศษ จึงได้พบวังน้ำขนาดใหญ่เห็นรอยบักเฮ้าลงที่นี้ วังน้ำแห่งนี้มีขนาดกว้าง ๒ เส้น ยาว ๖ เส้น ลึก ๑ เส้น หมอจระเข้ได้ทำพิธีกรรมตรวจหาบักเฮ้าดู ก็ได้รู้ว่าบักเฮ้าได้อาศัยอยู่ที่นี้ โดยไม่รอช้า ขุนบวร กับขุนประจวบ จึงสั่งให้หมอจระเข้ลงไปจับให้ได้ หมอคนแรกคือ “หมอบุญ” ลงน้ำไปตั้งแต่เช้าจนค่ำไม่เห็นขึ้นมา จึงได้สั่งให้ “หมอพรหม” ตามลงไปและช่วยเหลือตลอดทั้งคืน ตอนเช้าก็ยังไม่โผล่ทั้งสองคน จึงเหลือแต่หมอคนสุดท้าย คือ หมอผู้หญิง ตามที่ได้เล่าตั้งแต่ต้นแล้ว หมอผู้หญิงคนนี้ชื่อ “ยาแม่คำหม่อน” ยาแม่ได้พิจารณาไตร่ตรองโดยรอบคอบแล้วเห็นว่า หมอบุญกับหมอพรหมนั้นถูกบักเฮ้ากินแล้ว เพื่อความแน่นอนจึงควรที่จะได้ลงไปดูอีกครั้งหนึ่ง ยาแม่จึงได้ใช้มนต์คาถาแหวกน้ำให้เป็นช่องลงไปตรวจดูจนทั่ววัง พบจระเข้มากมายแต่ไม่เห็นบักเฮ้า เมื่อยาแม่ตรวจดูโดยละเอียดอีกครั้งหนึ่งจึงได้พบถ้ำในระดับความลึก ๓๐ เมตรอยู่ทางด้านใต้ของวัง ได้พบบักเฮ้าอยู่ในลักษณะอ้าปากปิดปากถ้ำ จึงคิดได้ว่า หมอบุญ กับหมอพรหม คงจะหลงกลหลงเดินเข้าไปในปากบักเฮ้าโดยนึกว่าเป็นปากถ้ำ และคงจะถูกบักเฮ้ากลืนกินในลักษณะนี้ เมื่อแน่ใจดังนั้นยาแม่จึงได้ขึ้นจากน้ำ ใช้เวลาอยู่ในน้ำตั้งแต่เช้าถึงเที่ยง

การทำงานครั้งนี้ ยาแม่ได้รับความเหน็ดเหนื่อยมาก เพราะมีอายุมากแล้วนั้นเอง จึงขอพักผ่อนสักชั่วคราว ในขณะพักผ่อนยาแม่ได้ปรึกษาหารือกับขุนบวรกับขุนประจวบ โดยยาแม่บอกว่าเห็นบักเฮ้าแล้ว การที่จะจับนั้นไม่ยาก แต่เชือกที่จะใช้ผูกมัดนั้นเท่าที่เรามีอยู่ไม่สามารถที่จะมัดมันได้เพราะเส้นเล็กเกินไป ควรที่จะให้ไพร่พลทั้งหลายออกไปหาตัดหวายเส้นขนาดใหญ่มาให้มากที่สุดแล้วมัดเป็นเกลียวให้ได้ขนาดเส้นละเท่าแขนคน จำนวน ๓ เส้น แต่ละเส้นให้ยาว ๑๐๐ ศอกเป็นอย่างน้อย บรรดาไพร่พลทั้งหลายได้พากันไปหาตัดหวายในดงแห่งหนึ่ง ปรากฏว่ามีหวายขนาดใหญ่มากมาย ตัดเครือเดียวก็ได้หวายจนเหลือเฟือ ดงแห่งนั้นจึงได้ชื่อว่า ดงหลุบหวาย จนกระทั่งปัจจุบัน (อยู่ทางทิศตะวันออกบ้านหนองกุงทับม้า ตั้งแต่ลำพันชาด จ.อุดรธานี ขึ้นไปตอนบน) เมื่อได้หวายมาแล้วไพร่พลบริวารทั้งหลายช่วยกันฟั่นเป็นเกลียวตามคำสั่งยาแม่ตลอดคืน จึงเสร็จเรียบร้อย รุ่งเช้ายาแม่ได้เตรียมตัวลงน้ำเพื่อจับบักเฮ้า โดยนำหวายทั้ง ๓ เส้นมาต่อกัน ผูกกึ่งกลางด้วยเหล็กแหลมที่แหลมเป็นฉมวก ทั้งสองด้านที่มีเหล็กค้ำยันปากจระเข้อยู่ในตัวเอง ป้องกันไม่ให้งับมาได้ ปลายเชือกหวายข้างหนึ่งนำไปผูกไว้ที่โคลนต้นประดู่ริมฝั่งด้านดงสวน (ท้องที่ อ.คำม่วง จ.กาฬสินธุ์) ต้นประดู่นี้ใหญ่ขนาด ๒ คนโอบ และถูกพวกค้าไม้ตัดตั้งแต่ พ.ศ.๒๔๙๔ ตอไม้ถูกไฟป่าไหม้หมดแล้ว เมื่อทุกอย่างเป็นที่เรียบร้อยแล้วยาแม่จึงได้ร่ายมนต์คาถาแหวกน้ำลงไปเหมือนวันก่อน บักเฮ้ายังเตรียมพร้อมอยู่ในลักษณะเดิม ยาแม่ได้ถือแหลมทางตั้งเดินตรงเข้าไปในปากบักเฮ้า

ฝ่ายบักเฮ้าเมื่อเห็นคนเดินเข้าไปในปากลึกพอประมาณ จึงได้งับปากลงมาอย่างแรงเสียงดังก้องทั่ววังน้ำ ด้วยความแรงของการงับทำให้เหล็กแหลมเสียบประกบทั้งบนและล่างจนทะลุ ไม่สามารถจะถอนหรืองับลงมาได้อีก ยาแม่เห็นได้ทีจึงรีบออกจากปากแล้วขึ้นฝั่งพร้อมทั้งสั่งกำลังทั้งหมดให้ช่วยกันลากดึง ฝ่ายบักเฮ้าเมื่อถูกเหล็กแทงทะลุปาก ได้พยายามดิ้นรนจนสุดกำลังเพื่อให้ตนเองได้รับอิสรภาพ แรงดิ้นทำให้ปากถ้ำพังทลายเกิดน้ำปั่นป่วนทั่ววัง มีเสียงสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วป่าแถบนั้น จากแรงสะเทือนดังกล่าวจึงได้ตั้งชื่อดงแห่งนั้นว่า ดงหลุบฝั่งเฟื่อน (เฟื่อนมาจากคำว่าสะเทือน) อยู่ด้านใต้ของดงหลุบหวายปัจจุบันเรียกเพี้ยนไปดงหลุบฟังเฟือน บักเฮ้าดิ้นรนอยู่จนกระทั่งหนึ่งวันหนึ่งคืนเต็ม ๆ รู้สึกอ่อนระโหยโรยแรง ฝ่ายคนดึงก็ไม่สามารถดึงขึ้นฝั่งได้จึงปล่อยไว้ รุ่งเช้าของวันใหม่พากันออกแรงอีกครั้งหนึ่งจนดึงบักเฮ้าขึ้นมาจากน้ำได้สำเร็จ

เมื่อนำขึ้นบนฝั่ง บักเฮ้ามีอาการปลงตก น้ำตาไหลตลอดเวลา พร้อมทั้งคิดว่าถ้าหากคนเหล่านี้จะรู้สักนิดว่า ที่เรากลืนนางคำบางลงไปในท้องนั้นเราไม่ได้มีเจตนา แต่เรากระทำไปด้วยความกลัวว่านางจะได้รับอันตรายจากการกระทำของบักนนท์ต่างหาก ถึงอย่างไรเราก็จะหนีความตายไม่พ้น ยอมให้เขาฆ่าเสียดีกว่า คิดได้ดังนั้นจึงอยู่ในลักษณะนิ่งเฉย บรรดาไพร่พลบริวารทั้งหลายได้พากันรุมฆ่าบักเฮ้าเป็นการใหญ่ มีทั้งค้อน มีด ขวาน เหล็กแหลม และอาวุธอื่น ๆ มากมาย ตี แทง ฟัน ตั้งแต่หัวตลอดหาง บักเฮ้าได้รับความเจ็บปวดทรมานมากแต่ไม่ยอมดิ้นให้คนเหล่านั้นเห็นเป็นอันขาด พร้อมกับตั้งใจไว้ว่าเมื่อตายไปเราขอเป็นผีเฝ้าวังน้ำแห่งนี้ตลอดไป กว่าที่จะฆ่าบักเฮ้าได้สำเร็จทุกคนก็เหนื่อยหอบไปตาม ๆ กัน

หลังจากนั้นพวกชำแหละได้ทำการตัดหัวบักเฮ้าออกไว้ต่างหาก แล้วผ่าท้องดูเห็นกระดูกของหมอบุญและหมอพรหมอยู่ครบทุกชิ้น ส่วนนางคำบางนั้นคงเห็นเฉพาะกะโหลกศีรษะและเส้นผมเท่านั้น จึงได้นำกระดูกของทั้งสามคม ชำระล้างที่วังน้ำแห่งนี้จนสะอาดเรียบร้อยแล้ว ใช้ผ้าขาวห่อทั้ง ๓ ห่อ แล้วออกเดินทางกลับเมืองท่าขอนยาง พร้อมหามหัวบักเฮ้าไปด้วย ถึงแม้ว่าบักเฮ้าจะตายลงไปนานแล้วก็ตาม แต่วิญญาณของบักเฮ้ายังคงวนเวียนเฝ้ารักษาวังน้ำแห่งนี้ บางครั้งผู้บุกป่าฝ่าดงเข้าไปอยากจะเห็นจระเข้ เมื่อไปถึงฝั่งได้พูดขอให้เจ้าพ่อปรากฏตัวให้ดู ก็จะเห็นเจ้าพ่อขนาดใหญ่ไม่ต่ำกว่า ๓ ตัวลอยให้เห็นทันที เพราะความเฮี้ยนดังกล่าว คนทั้งหลายจึงเรียกวังน้ำแห่งนี้ว่า วังสามหมอ มาจนกระทั่งทุกวันนี้

เพราะความศักดิ์สิทธิ์ของวังสามหมอ จึงไม่มีบุคคลใดกล้าพูดดูหมิ่น และไม่กล้าลงไปจับสัตว์น้ำ จึงทำให้น้ำในวังนี้ใสสะอาดตลอดฤดูแล้ง เมื่อทางอำเภอมีงานเกี่ยวกับพิธีต่าง ๆ มักจะนำน้ำจากวังสามหมอมาให้พระคุณเจ้าทำเป็นน้ำมนต์ ประพรมให้แก่ชาวบ้านข้าราชการ ทำให้เกิดความร่มเย็นเป็นสุขโดยทั่วหน้ากัน (จึงมีคำสำนวนที่ว่า “วังสามหมอ”)

นิทานปรัชญาชาวบ้านปรัมปราเรื่องนี้ ได้เสนอแนวคิดเรื่องความเป็นมาของวังสามหมอว่ามีความเป็นมาอย่างไร จะเห็นได้ว่าการที่จะถูกเรียก วังสามหมอ นั้น ย่อมมีที่มาอันเกิดขึ้นจริง มีสถานที่จริงทางประวัติศาสตร์ คำว่า วัง เกิดจากแหล่งน้ำที่มีอยู่ในท้องที่ คำว่า สาม มาจากหมอสามท่านที่เดินทางมาปราบจระเข้ที่เข้ามาอาศัยอยู่ในแหล่งน้ำแห่งนี้ และคำว่า หมอ คือหมอธรรมที่มีความชำนาญทางไสยศาสตร์

ขอบคุณภาพประกอบ

เฟซบุ๊กเพจ : นิทานพื้นบ้าน
เฟซบุ๊กเพจ : ชมรมคนวังสามหมอออนไลน์ จังหวัดอุดรธานี.

หนังสือแนะนำ



บทความที่คุณอาจจะสนใจ

WP Facebook Auto Publish Powered By : XYZScripts.com