ทำไมจึงมีพิธีบวงสรวงเสาเอกบ้าน (เสาขวัญ) และแตดหอย

0

ทำไมจึงมีพิธีบวงสรวงเสาเอกบ้าน (เสาขวัญ) และแตดหอย

กาลอันล่วงเลยมาสามารถกำหนดช่วงเวลากำหนดวัน กำหนดเดือน กำหนดปีที่เกิดเหตุการณ์ได้ และสามารถที่จะกำหนดเป็นศตวรรษได้ โดยเริ่มต้นจากกาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีอยู่สมัยหนึ่งพระอินทร์ผู้เป็นเทพเจ้าแห่งสิ่งทั้งมวลบนโลกภิภพอีกทั้งยังเป็นจอมเทพแห่งเทวโลก มนุษย์โลก และสัตว์โลกทั้งหลาย

กาลครั้งนั้นประมาณปีพุทธศตวรรษที่ ๓ คราวที่พระพุทธศาสนาเข้ามาสู่ดินแดนสุวรรณภูมิ อันเป็นอาณาเขตส่วนหนึ่งของประเทศไทยในปัจจุบัน ในช่วง พ.ศ.๓๑๒ มีวัดประจำหมู่บ้านอยู่แห่งหนึ่ง ตั้งอยู่ห่างจากหมู่บ้าน ประมาณ ๑ กิโลเมตรเห็นจะได้ในวัดนี้มีพระภิกษุสามเณรอยู่จำพรรษาติดต่อกันมาเป็นหลายปี พระรูปหนึ่งชื่อว่า พระสีทอง อาวุโสกว่าเพื่อน มีอายุ ๓๗ ปี รูปที่สองชื่อว่า พระสาทมีอายุ ๓๖ ปี ท่านทั้งสองรูปได้บำเพ็ญเพียรบารมีธรรมในวัดนี้มาหลายปี ตามคติความเชื่อทางพระพุทธศาสนา ปฏิบัติเคร่งครัดในกิจวัตรประจำวันมิได้ขาด อาทิ สวดมนต์ไหว้พระ เจริญสมาธิภาวนา เป็นต้น ส่วนรูปอื่น ๆ ก็เพียงสัญจรผ่านไปมาพอออกพรรษาแล้วก็ออกธุดงค์ไปตามสถานที่ต่าง ๆ เพื่อหาความวิเวกในการปฏิบัติธรรม

 

บวชกับสึก (ลาสิกขา) เป็นของคู่กัน

อยู่มาวันหนึ่งในเวลาเย็น หลังจากกวาดลานวัดปัดถูศาลาพร้อมหอฉันเสร็จ ท่านทั้งสองรูปได้นั่งฉันน้ำปาณะ ได้สนทนาธรรมกันถึงเรื่องราวต่าง ๆ มีอยู่ตอนหนึ่งพูดถึงเรื่องการลาสิกขา ท่านสาทถามขึ้นว่า “ท่านสีทอง ถามจริงเถอะ ท่านคิดอย่างไรบ้างกับความเป็นอยู่ทุกวันนี้ ท่านคิดอยากจะลาสิกขาออกไปเป็นคฤหัสถ์บ้างไหม พวกเราก็บวชกันมานานหลายปีแล้วนี่…?” ท่านสีทองตอบว่า “เอ่อ…ผมก็คิดอยู่เหมือนกัน ก็อยากจะรู้เหมือนกันว่า โลกข้างนอกเป็นเช่นใด เราอยู่ในวัดเคยเสพแต่ของหวานของเค็ม แต่ของคาวอย่างว่าเราก็ยังไม่เคยเสพเลย ก็พวกเราบวชกันมาก็ตั้งแต่เล็ก…!”

ท่านสาทจึงถามต่อไปอีกว่า “ถ้าท่านลาสิกขาออกไปแล้ว ท่านจะหาคู่ครองเป็นคนลักษณะอย่างไร…?” แล้วก็กล่าวต่ออีกว่า “ที่เห็นตอนนี้ก็มีหญิงสาวอยู่แค่สองคนที่อยู่ในหมู่บ้านนี้ คนหนึ่งชื่อสาวยุ้มเป้ย คนที่สองชื่อสาวเห่อเฮ่ย คนหลังเวลาหัวเราะหรือยิ้มจะมีลักษณะดังคนหัวเราะเยาะ จะออกเสียงดังเอามาก ๆ ด้วย ส่วนสาวยุ้มเป้ยเวลายิ้มก็พอดีพอเหมาะยิ้มสวยมีเสน่ห์ นี้ล่ะท่าน…หญิงทั้งสองคนนี้ท่านว่าจะเลือกใครกันดี มีใครโดนตาโดนใจท่านไหม…?”

ท่านสีทองนั่งหลับตาพริบ ๆ อยู่หลายครั้งจึงตอบไปว่า “ผมต้องใช้เวลาคิดดูให้ดีก่อนล่ะท่าน…ผมคงจะเลือกเอาสาวยุ้มเป้ยเป็นไงท่าน ผู้หญิงคนนี้ดีมีความเหมาะสมส􀄞ำหรับผมไหม…?” แล้วถามต่อว่า “คุณล่ะจะเลือกเอาใคร…?”

ท่านสาทตอบขึ้นทันควันว่า “ผมเลือกเอาสาวเห่อเฮ่ยดีกว่า คนนี้ต้องตาต้องใจผมมานานแล้ว…!” ท่านสีทองถามต่อไปอีกว่า “แล้วสาวเห่อเฮ่ยดีอย่างไรกันท่านจึงชอบพอนาง…?” ท่านสาทกล่าวว่า “ที่ผมชอบนั้นก็เพราะว่า เวลาหล่อนหัวเราะเปิดเผยดี เสียงก็ไพเราะด้วย น้องเห่อเฮ่ยอยากหัวเราะเขาก็หัวเราะไปเลย เขาเป็นคนเปิดเผยดี” ท่านสาทจึงถามต่อว่า “แล้วท่านล่ะ สาวยุ้มเป้ยของท่านเป็นอย่างไร…?” ท่านสีทองตอบว่า “น้องเขาเป็นคนยิ้มแล้วสวย มีเสน่ห์ในตัวเอง เสียงก็ไม่ดังมาก และไม่น่ารำคาญด้วย” ท่านสาทได้ให้ทัศนะว่า “ผมว่าสาวยุ้มเป้ยเป็นคนกระยุ้มกระยิ้มไม่เปิดเผย ผมว่าไม่ค่อยดีน่ะ ในอนาคตกลัวว่าจะนอกใจสามีได้ ผมมองว่าเป็นคนลึกลับชอบกลอะไรประมาณนั้น”

หลังจากที่พระทั้งสองรูปได้คุยสัพเพเหระกันในเรื่องอิตถีกถาพอสมควรแก่เวลาแล้ว จึงได้ลาจากกันไปเพื่อทำกิจส่วนตัว อยู่มาไม่นานพระทั้งสองรูปก็ได้ลาสิกขาออกไปเป็นคนธรรมดาทั่วไป เมื่อลาสิกขาแล้วก็พากันไปจีบสองสาวดังกล่าวนั้น ต่างคนก็ได้แต่งงานกับหญิงสาวที่ตนเองหมายปองสมปรารถนา

จารย์สีทองได้สาวยุ้มเป้ยเป็นภรรยา ส่วนจารย์สาทได้สาวเห่อเฮ่ยเป็นภรรยา จารย์ทั้งสองได้

ศรีภรรยาตามที่ได้พูดกันเอาไว้ตั้งแต่ยังไม่ลาสิกขาทั้งสองต่างก็ได้ประกอบอาชีพทำมาหากินตามฐานะของภรรยา ที่เคยทำมาแต่ก่อนแล้วนั้น ส่วนฐานะทางครอบครัวของสาวยุ้มเป้ยค่อนข้างดีมีอันจะกินพ่อแม่ก็อบรมสั่งสอนมาดีจึงเป็นคนว่านอนสอนง่ายมีปัญญามีเหตุมีผล ไม่ทะเลาะเบาะแว้งกับใครเจรจาก็ดีไพเราะสุภาพเรียบร้อยเป็นกุลสตรีตามค่านิยมในยุคนั้น

ส่วนจารย์สาทที่ได้สาวเห่อเฮ่ยสถานะทางบ้านก็ไม่สู้ดีเท่าใดนัก ด้วยพ่อแม่ก็ไม่ได้อบรมสั่ง

สอนเท่าที่ควร พอโตขึ้นนางก็เป็นคนหัวดื้อ เมื่อได้สามีแล้วก็ไม่ค่อยลงรอยกันเท่าใด เพราะเอาแต่ใจตนมากไป จึงไม่ค่อยจะยอมใครง่าย ๆ อีกทั้งเป็นคนเจ้าทิฏฐิมานะ มีปากเสียงกันบ่อยครั้งกับสามีจนเป็นที่รำคาญของชาวบ้านในละแวกนั้น

กำเนิดเสาเอกเสาขวัญ (โท) ของบ้าน

จารย์สีทองกับนางยุ้มเป้ยศรีภรรยาจะออกเรือนหาที่อยู่อาศัยใหม่ อีกทั้งลูก ๆ ก็นับวันโตขึ้นทุกวัน บ้านตนเองก็ยังไม่มี นางยุ้มเป้ยจึงได้ปรึกษาสามีเรื่องการทำเรือนใหม่ เมื่อตกลงกับสามีแล้วจึงเข้าไปหาเอาไม้ในป่ามารวบรวมสะสมกันไว้ก่อนเมื่อครบตามต้องการแล้วจึงค่อยลงมือสร้าง ผ่านไปหลายวันก็มีไม้เครื่องเรือนของส่วนต่าง ๆ ครบเนื่องจากเป็นบ้านหลังแรกจึงไม่รู้จะเริ่มทำอะไรก่อนหลัง จึงได้พากันคิดออกแบบบ้านใหม่ร่วมกัน โดยจะทำให้กว้างกว่าบ้านของพ่อแม่และไม่ให้ติดดินแบบที่อยู่ในปัจจุบันฝ่ายจารย์สีทองจึงบอกภรรยาว่า “ถ้าอย่างนั้น เราก็เริ่มสร้างบ้านกันตั้งแต่เช้าของวันพรุ่งนี้เป็นต้นไปเลยก็แล้วกัน”

กลางคืนในวันนั้นเองจารย์สีทองนอนฝันว่า “มีพระอินทร์มาปรากฏนิมิตให้เห็นเรือนที่ตนจะสร้างขึ้นนั้น พร้อมกับสั่งไว้ว่า วันพรุ่งนี้เช้าอย่าพึ่งปลูกเรือนเลยนะ แต่ให้ยกเสาต้นแรกนี้ก่อน ให้เรียกว่าเสาแรก หรือ เสาเอก แล้วให้เอาไซมาผูกติดไว้ด้วยต่อมาจึงค่อยยกเสาต้นที่สองขึ้นตั้ง ต้นนี้เรียกว่า เสาขวัญ หรือ เสาโท ให้เอากวักมัดใส่ไว้ด้วย บ้านหลังนี้ให้มีเสาอยู่ ๘ ต้น เป็นเรือนขนาดกลาง มีห้องนอนอยู่สามห้อง จำไว้ให้ดีนะจารย์สีทอง จดจำรูปทรงเรือนของเจ้านี้ไว้ให้ดี ข้าจะทำให้ดูวิธีการปลูกบ้านการปูพื้น การมุงหลังคา พระอินทร์สาธิตการสร้างบ้านให้ดู” เมื่อหมดภาพนิมิตที่ปรากฏความฝันจารย์สีทองรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาก็สว่างพอดี

รุ่งเช้าจารย์สีทองก็ไปหาไม้ไผ่มาสานไซ (เครื่องมือดักสัตว์น้ำเป็นปลาขนาดเล็ก ใช้งานในแหล่งน้ำไหลไม่ลึก ตรงช่องระบายน้ำเข้าออกตามห้วย บึง ลำคลอง คันนา) และหากวักเตรียมไว้ (กวักคืออุปกรณ์กรอด้ายสมัยโบราณ) ภรรยาจึงถามว่า “พ่อไม่ปลูกเรือนหรือวันนี้ ไหนว่าจะปลูกบ้านวันนี้ล่ะ…?” จารย์สีทองบอกภรรยาว่า “ไม่… วันนี้ยังไม่ปลูกดอก นอนเมื่อคืนนี้ได้ฝันว่า พระอินทร์ท่านได้มาบอกวิธีปลูกบ้านใหม่แล้ว ท่านบอกว่าให้สานไซและหากวักเอาไว้ที่เสาแรกเสาขวัญก่อน ความเป็นมงคลจึงเกิดกับผู้อยู่อาศัยในเรือนหลังนี้ เคารพและเชื่อไว้ก่อนก็ไม่น่าจะเสียหายอะไร”

ภรรยาจึงถามต่อไปว่า “การมัดหรือว่าการผูกเอาไว้ที่เสาแรกหรือเสาเอกและเสาขวัญก่อนนั้น ต่อมาจึงให้ยกเสาตั้งขึ้นปักลงในหลุมที่ขุดไว้แล้ว ที่พระอินทร์ท่านมานิมิตให้เห็นนั้นท่านว่าอย่างนี้จดจำขั้นตอนได้หมดไหมล่ะ…?” เมื่อสามียืนยันว่าจดจำขั้นตอนได้หมดไม่มีลืม ภรรยาจึงกล่าวต่อว่า “ถ้าอย่างนั้นก็ทำตามที่ท่านสั่งก่อนก็แล้วกัน เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ครอบครัวของพวกเรา”

พอรุ่งเช้าวันใหม่จารย์สีทองก็ดำเนินการปลูกเรือน ตามที่พระอินทร์มานิมิตให้เห็นนั้นแล้วเสร็จภายในวันเดียว จากหลักฐานที่พบในสมัยก่อนการทำบ้านเรือนจะทำให้เสร็จในวันเดียว ชาวบ้านที่อยู่ใกล้เคียงกันก็จะมาช่วยกันทำ เพราะขั้นตอนการสร้างไม่มีรายละเอียดและกฎหมายเหมือนสมัยปัจจุบันนี้ เมื่อทำเสร็จจารย์สีทองและครอบครัวได้ขึ้นไปนอนบนบ้านใหม่ ในวันแรกก็ฝันดีรู้สึกมีความเอิบอิ่มใจ พอตื่นเช้าขึ้นมาจึงไปดูไซและกวัก ก็พบแต่แก้วแหวนเงินทองและเพชรนิลจินดาเต็มไซจารย์สีทองจึงพาภรรยาและลูกเก็บรักษาเอาไว้ ได้เก็บเอาเงินและทองอยู่อย่างนี้เป็นเวลา ๗ ราตรีแล้วก็เอาไซและกวักออกจากเสา ตามคำสั่งของพระอินทร์ที่ได้บอกไว้แล้วนั้น

จากปรากฏการณ์ดังกล่าวนั้น ทำให้จารย์สีทองและครอบครัวกลายเป็นเศรษฐีไปชั่วพริบตาเพียงแค่ว่าปลูกบ้านเป็นมงคลตามคำแนะนำของพระอินทร์ นับแต่นั้นมาผู้คนทั้งหลายได้ถือเป็นคติความเชื่อสืบมา หากมีการสร้างบ้านทุกครั้งจะต้องมีการบวงสรวงบูชาเสาต้นแรก จึงได้เรียกว่าเสาเอกเสาขวัญ มาจนถึงกาลปัจจุบันนี้

ส่วนครอบครัวจารย์สาทหลังจากแต่งงานกับสาวเห่อเฮ่ยแล้ว มีบุตรธิดาด้วยกันถึงเจ็ดคน บางวันอาหารก็ไม่พอกินอด ๆ อยาก ๆ ลูกก็มากเข้าทำนองที่ว่า “มีลูกมากจะยากจน” ส่วนภรรยาการงานไม่ค่อยทำ เที่ยวขึ้นบ้านเหนือไปบ้านใต้ จารย์สาทแนะนำภรรยาครั้งใดก็เกิดเป็นปากเป็นเสียงถกเถียงกันทุกครั้งไป มีแต่ความไม่เป็นมงคล

วันหนึ่งจารย์สาทและเห่อเฮ่ยศรีภรรยาได้ยินว่า เพื่อนเก่าคือจารย์สีทองปลูกบ้านแล้วร่ำรวยขึ้นอย่างผิดปกติ จึงพากันไปเยี่ยมเพื่อนก็เห็นเป็นจริงดังคำร่ำลือ จึงถามเพื่อนว่า “มีความเป็นมาอย่างไรจารย์สีทอง เพื่อนจึงรวยขนาดนี้ บอกหน่อยได้ไหมล่ะท่าน…?”

จารย์สีทองได้เล่ารายละเอียดให้เพื่อนจารย์สาทฟังจนหมดทุกขั้นตอน แล้วจารย์สาทก็ลากลับมาบ้านเข้าป่าหาไม้ หวังจะสร้างเรือนอยู่อาศัยเผื่อจะร่ำรวยเหมือนเพื่อน การหาไม้มาสร้างบ้านเต็มไปด้วยความลำบาก เพราะภรรยาก็ไม่ช่วย อีกทั้งลูก ๆ ก็ไม่เอาไหน

การถือกำเนิดของแตดหอยและหอยจีบจี้

วันหนึ่งภรรยาพูดขึ้นว่า “เมื่อไรจะปลูกบ้านอยู่เสียทีล่ะ ก็เห็นหาไม้มานานแล้วนี่…!” จารย์สาทตอบว่า “ยังไม่พอ พึ่งได้เสาแค่หกต้นเท่านั้นเอง” ภรรยาบอกไปว่า “แค่หกต้นก็พอแล้ว จะเอาอะไรมากมาย เพียงเท่านี้ก็อยู่ได้แล้ว วันพรุ่งนี้เริ่มลงมือปลูกบ้านได้เลย ไม่ต้องสร้างให้ใหญ่โตอะไรหรอก” จารย์สาทไม่ว่าอะไรต่ออีก เพราะพูดไปก็จะมีแต่ถกเถียงกันเป็นที่รำคาญ

จารย์สาทจึงพูดว่า “ถ้าอย่างนั้นก็เอา ปลูกก็ปลูกตามใจเธอก็แล้วกัน” ในคืนวันนั้นพระอินทร์ก็มานิมิตให้จารย์สาทเห็นวิธีการปลูกบ้านเสาหกต้นดูอย่างละเอียด ตลอดการสานไซและกวัก การมัดเสายกเสาทุกขั้นตอน จารย์สาทสามารถจดจำได้ทั้งหมด ครั้นสว่างแล้วจารย์ก็ไม่ได้สร้างบ้านตามที่พูดไว้กับภรรยา เมื่อเป็นเช่นนี้ภรรยาจึงถามว่า “ไหนว่าจะปลูกบ้านในวันนี้…?”

จารย์สาทจึงเล่าเรื่องที่ฝันให้ภรรยาฟังอย่างละเอียด หากว่าสานไซและกวักใส่เสาแรกเสาขวัญแล้วจะมีเงินมีทองและร่ำรวย ฝ่ายเห่อเฮ่ยศรีภรรยาได้ยินสามีพูดก็เกิดความโมโห จึงพูดไปว่า “มีแต่แตดกูนั้นล่ะจะมาถูกไซถูกกวักมึง กูอยากหัวเราะ…!” ว่าแล้วก็หัวเราะเยาะสามีตัวเอง

ส่วนพี่จารย์สาทก็ไม่ว่าอะไรเพราะรู้ใจภรรยาเมื่อสานไซเสร็จและหากวักได้แล้ว วันต่อมาก็ปลูกบ้านขึ้นเสร็จภายในวันเดียว และได้ขึ้นไปอยู่ในตอนเย็นวันนั้นเลย วันนั้นนอนฝันไม่ดีเลย จารย์สาทฝันเห็นไฟไหม้ป่า จารย์คิดอยู่ในใจคงจะมีเหตุไม่ดีเกิดขึ้นกับบ้านตน พอรุ่งเช้าจารย์สาทไปดูไซและกวักเห็นแต่ก้อนเนื้อสีออกช้ำดำ ๆ จึงเทออกมาดูพบแตดสด ๆ เต็มไปหมด จึงเรียกภรรยามาดู เมื่อภรรยาเห็นเข้าแล้วจึงพูดว่า “เห็นไหมกูบอกแล้วก็ไม่เชื่อ เงินทองจะมีแต่ที่ไหนกัน บอกแล้วไงว่ามีแต่แตดกูมาอยู่นี่แหละ ก็มีแต่แตดจริง ๆ เชื่อหรือยังล่ะ… เอาไปทิ้งเลย” ว่าแล้วภรรยาก็เดินหนีออกจากบ้านไป

จารย์สาทจึงจัดการกับแตดโดยเทใส่ตะกร้าแล้วหาบเอาไปทิ้งลงลำน้ำซึ่งอยู่ไม่ห่างจากหมู่บ้านเมื่อแตดลงไปอยู่ในน้ำแล้วจึงเกิดเป็นหอยจีบจีตั้งแต่ปางนั้นเป็นต้นมา ต่อมาผู้คนทั้งหลายจึงได้เรียกว่าแตดหอย แตดหอย มาจนถึงกาลปัจจุบัน (จึงมีคำสำนวนที่ว่า “แตดหอย”)

 

ปรัชญาจากตำนานชาวอุษาคเนย์ปรัมปรา

นิทานปรัชญาชาวบ้านปรัมปราเรื่องนี้ได้เสนอแนวคิดเรื่องลักษณะของสตรีที่เป็นมงคลโบราณท่านว่า สาวใดยิ้มก่อนแล้วจึงเจรจาหญิงนั้นมีบุญวาสนาดี ผู้ใดได้อยู่ร่วมครองคู่จะมั่งมีเงินทองร่ำรวยดีมหาศาล เมื่อเห็นรอยยิ้มจะรู้สึกเย็นใจเป็นกัลยาณมิตร หากใครคบหาเป็นเพื่อนหรือเป็นแฟนแล้วถือว่าเป็นมงคล เมื่อเห็นรอยยิ้มให้เป็นการต้อนรับก่อนในเบื้องต้นจะรู้สึกพอใจ นอกจากนี้ การฝันเห็นไฟไหม้ถือว่าการฝันแบบนี้ไม่เป็นมงคล ควรทำบุญบ้านนิมนต์พระสงฆ์มาเจริญพระพุทธมนต์และรดน้ำมนต์จึงจะดี การขึ้นบ้านใหม่ถือได้ว่าเป็นวันมงคลอย่างหนึ่ง การลงเสาเอกเสาขวัญถือได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของบ้านที่ดี จะต้องให้เริ่มด้วยความเป็นมงคล

ความเป็นมงคลนี้คือความเป็นสุขของผู้อยู่อาศัย ตามคติความเชื่อนั้นพระอินทร์เป็นผู้ออกแบบให้ แล้วให้สานไซหากวักมาผูกไว้ที่เสาแรกเสาขวัญ ปัจจุบันก็ยังถือปฏิบัติสืบมาจนถึงรุ่นของพวกเรา

หนังสือแนะนำ



บทความที่คุณอาจจะสนใจ

WP2Social Auto Publish Powered By : XYZScripts.com