(ผู้ชาย) กินอะไรทําให้เป็นหมัน

0

(ผู้ชาย) กินอะไรทําให้เป็นหมัน

เพื่อนเก่าสมัยเรียนมัธยม ถามมาว่า “อ่าน เจอในเว็บ เขาว่า มีสมุนไพรหลายอย่าง ผู้ชายกินแล้วจะเป็นหมัน จริงหรือเปล่า” มานึกได่ว่า เพื่อนเคยบอกภรรยาทําหมัน หลังจากคลอดลูก คนที่สองเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อนแล้ว อยากรู้เรื่องทําหมันชายไปทําไม อายุอานามก็ใกล้วัยเกษียณแล้ว คิดในแง่ดีเขาก็คงแค่อยากรู้

คําว่า เป็นหมัน ขยายความแบบไม่อ้อมค้อม คือ การไม่สามารถมีลูกได้ ไม่ว่าจาก สาเหตุใด ๆ ก็ตาม โดยปกติการมีลูก เป็นความ จําเป็นของสิ่งมีชีวิต ที่ต้องสืบทอดเชื้อสายเผ่าพันธุ์ แต่การเป็นหมัน ก็อาจเป็นประโยชน์ในข้อที่ป้องกันมิให้เชื้อพันธุ์ไม่ดีถ่ายทอดไปยังลูก หลาน ทําให้เผ่าพันธุ์โดยรวมแข็งแรงทนทาน

ในอดีต ครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีนั้น พื้นที่ ๆ เป็นประเทศไทยปัจจุบันนี้ มีประชากร รวม ๆ กันแล้วราว ๑ ล้านคนเท่านั้น การมีลูกมากไม่ใช่ปัญหา เกิดมาแล้วแม้ว่าสมบูรณ์แข็งแรง ถูกหมากัด ไม้ไผ่บาดก็เป็นบาดทะยักตายได้ เป็นทาสเป็นไพร่ ขัดใจนาย ถูกลงโทษถึงตาย ถูกเกณฑ์ไปรบ ไม่ตายในสนาม บาดเจ็บกลับมาก็ติดเชื้อตาย พ้นจากสาเหตุทั้งหลายที่กล่าวมา  เป็นชู้กับเมียท่านก็ถูกลงโทษถึงตายอีก มีชีวิตอยู่ จนได้เป็นคนเฒ่าคนแก่นั้น คงต้องคงกระพัน  พอสมควร สมควรมีคนกราบไหว้ ด้วยเป็นเรื่อง ยากไม่จําเป็นต้องคิดเรื่องคุมกําเนิด

มาถึงสมัยนี้ ไม่มีศึกสงคราม การสาธารณสุขก็เจริญขึ้น คนไทยเกือบเจ็ดสิบล้าน คนในพื้นที่ ๕ แสนกว่าตารางกิโลเมตร ตามที่ หนังสือเรียนชั้นประถมบอกนั้น อาจดูไม่หนา แน่นเท่าไรก็จริง แต่การคุมกําเนิดกลับเป็นเรื่องจําเป็น ด้วยเหตุผลทางสังคม เศรษฐกิจ และ สุขภาพ…

ผู้หญิงนั้น มีวิธีการคุมกําเนิดสารพัด ทั้งกิน ยา ใส่ห่วง ทําหมัน แต่สําหรับผู้ชาย การคุม กําเนิดที่ได้ผล มีเพียงการผ่าตัด กับการใช้ถุงยางอนามัยเท่านั้น

คนไม่ชอบใช้ถุงยางก็อ้างสารพัด ไม่มีเงินซื้อบ้าง ไม่เป็นธรรมชาติบ้าง บางคนก็ออกอาการคุยโวว่าไม่มีขนาดที่ใหญ่พอกับอวัยวะบ้าง เอาเป็นว่าไม่อยากใช้ก็แล้วกัน

ผ่าตัดทําหมันชายหรือ เห็นเขาว่า ทําแล้ว ไม่มีแรงทํางาน อีกอย่างก็กลัวเจ็บด้วย หมอบอกกลัวทําไม มีดกรีดเป็นแผลเล็ก ๆ บนผิวอัณฑะเท่านั้น เจ็บเท่ามดกัด

มดบ้านไหนกันกัดเข้าไปถึงท่อนําเชื้ออสุจิ คนกลัวมีดหมอแอบเถียงในใจ

จุดเริ่มต้นของการศึกษาพืชสมุนไพร เพื่อใช้คุมกําเนิดในเพศชาย เริ่มต้นเมื่อราว ๖๐ ปีที่แล้ว คนจํานวนมากในชนบทของจีน โดยเฉพาะชาวไร่ฝ้ายในมณฑลหูเป่ยและเหอเป่ย เกิดมีอาการอ่อนเพลีย แสบร้อนใบหน้า แขนขา และส่วนที่อยู่นอกร่มผ้า จนไม่สามารถทํางานในที่โล่งแจ้งได้  ผู้คนเรียกโรคประหลาดนี้ว่า ไข้แสบร้อน ต่อมาพบว่า ผู้หญิงที่เป็นโรคนี้มีรอบเดือนขาดหายไป ส่วนผู้ชายก็เป็นหมัน

อย่างไรก็ดี คนที่เป็นโรคแสบร้อนนี้ เมื่อไปอยู่ในพื้นที่อื่นระยะหนึ่ง อาการอ่อนเพลียแสบร้อนก็หายไป และผู้หญิงส่วนใหญ่ก็กลับมีรอบเดือนมาเป็นปกติ แต่ผู้ชายนั้นส่วนใหญ่ยังเป็นหมันอยู่

หลายปีต่อมาจึงได้พบว่าไข้แสบร้อนนี้เกิด จากการกินนํ้ามันเมล็ดฝ้ายที่ชาวบ้านเตรียมขึ้นเอง ในตอนนั้น นํ้ามันเมล็ดฝ้ายที่ใช้ทําอาหารมีขายอยู่แล้ว และไม่เคยปรากฏว่ามีใครเป็นโรคแสบร้อนดังกล่าว สิ่งที่ต่างกันคือ นํ้ามันเมล็ดฝ้ายในท้องตลาด มาจากการหีบเมล็ดที่ผ่านการคั่วด้วยความร้อนมาก่อน ขณะที่นํ้ามันของชาวบ้าน ทํามาจากเมล็ดฝ้ายดิบ และการกินนํ้ามันก็ เป็นการผสมในอาหารโดยไม่ผ่านความร้อน แสดงว่าในเมล็ดฝ้ายคงมีสารอะไรบางอย่างที่ทําให้เกิดโรคแสบร้อน และสารนี้หมดฤทธิ์ไปได้เมื่อโดนความร้อน

ย้อนเวลาจากปัจจุบันไปร้อยกว่าปี ขณะที่นักวิทยาศาสตร์ในยุโรปกําลังค้นหาสารจากธรรมชาติ เพื่อใช้เป็นสีย้อมสิ่งทอ ใน พ.ศ. ๒๔๒๙ (ตรงกับสมัยรัชกาลที่ ๕) นักเคมีชาวอังกฤษชื่อ ลองมอร์ (J. J. Longmore) ได้รายงานการค้นพบสารสีนํ้าตาล กลิ่นฉุน จากนํ้ามันเมล็ดฝ้าย อีกสิบกว่าปีต่อมา นักเคมีชาวโปแลนด์ชื่อ      เลออน มาร์คเลสกี้ (Leon Marchlewski) จึง สามารถแยกสารที่บริสุทธิ์ได้ เป็นผลึกสีเหลืองเข้ม เขาตั้งชื่อสารนี้ว่า กอสสิปอล (gossypol)ซึ่งอ้างอิงมาจากคําว่า กอสสิเปียม (Gossypium) อันเป็นชื่อสกุลทางพฤกษศาสตร์ของต้นฝ้าย

สารกอสสิปอล มีในทุกส่วนของต้นฝ้าย แต่มากที่สุดในเมล็ดพืชสร้างกอสสิปอลเพื่อป้องกัน แมลง และสัตว์ที่มากัดกิน ความเป็นพิษของกอสสิปอล ทําให้ไม่สามารถใช้เมล็ดฝ้ายเป็นอาหารสัตว์ได้ แม้ว่ามีโปรตีนและไขมันอยู่มากก็ตาม อีกทั้งความพยายามในการใช้กอสสิปอล เป็นสีย้อมก็ไม่ประสบความสําเร็จ  เนื่องจากสารนี้ไม่คงตัว

นักวิทยาศาสตร์จีนพากันสงสัยว่าสารกอสสิปอลนี้ เป็นตัวการทําให้เกิดโรคไข้แสบร้อน และความผิดปกติในระบบสืบพันธุ์  เนื่องจากผู้ที่เป็นโรคไข้แสบร้อน เมื่อหยุดกินนํ้ามันเมล็ดฝ้าย อาการต่าง ๆ ก็ดีขึ้น ยกเว้นพวกผู้ชายที่ยังคงเป็นหมันอยู่ นํ้าอสุจิของพวกเขามีตัวเชื้ออยู่น้อยมาก บางคนก็ไม่มีเลย และยังพบอัณฑะฝ่อ ในบางคนด้วย ส่วนคนที่กินนํ้ามันเมล็ดฝ้ายในปริมาณน้อย แม้ไม่เป็นโรคไข้แสบร้อน แต่ก็ยังเป็นหมัน เป็นไปได้หรือไม่ถ้าจะใช้สารกอสสิปอล เป็นยาคุมกําเนิด…สําหรับเพศชาย

เพื่อทดสอบสมมุติฐานนี้ โครงการวิจัยเพื่อประเมินฤทธิ์ของกอสสิปอลในสัตว์ทดลองหลายชนิด เช่น หนูขาว หนูตะเภา กระต่าย วัว และลิงจึงได้เริ่มขึ้น ทุกโครงการให้ผลไปในทางเดียวกันหมด คือ สัตว์ทดลองเพศผู้ที่ได้รับสารกอสสิปอลติดต่อกันทุกวัน มีจํานวนตัวเชื้ออสุจิ ลดลงจนถึงขั้นไม่มีตัวเชื้อเลย ภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์ และเมื่อหยุดให้กอสสิปอลจํานวนตัวเชื้ออสุจิก็กลับคืนมาเป็นปกติเหมือนเดิม นอกจากนี้ยังไม่พบการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนส์เพศ และความผิดปกติอื่น ๆ

รัฐบาลจีนเมื่อสี่สิบปีก่อนจึงได้สนับสนุน ให้มีการทดสอบฤทธิ์ของกอสสิปอลในคน ในการวิจัยหลายโครงการ ที่ใช้อาสาสมัครกว่า ๘,๐๐๐ คน ระยะเวลากว่า ๑๐ ปี และด้วยจํานวนเงินที่ไม่เปิดเผย ให้ผลเป็นที่น่าพอใจว่าการได้รับสารกอสสิปอลทุกวัน สามารถคุมกําเนิดในเพศชายได้แน่นอน และที่สําคัญยิ่งคือไม่ลดความต้องการทางเพศ

ขนาดของกอสสิปอลที่ใช้คือ วันละ ๒๐ มิลลิกรัม ใช้เวลาประมาณ ๒ – ๓ เดือน ตัวเชื้ออสุจิ ซึ่งผู้ชายปกติมี ๔๐ – ๓๐๐ ล้าน/มิลลิลิตร จะลดลงจนตํ่ากว่า ๔ ล้าน/มิลลิลิตร จากนั้นให้ ขนาด ๗๕ – ๑๐๐ มิลลิกรัม เดือนละ ๒ ครั้ง รวมแล้วขนาดที่ใช้ใน ๑ คน คือปีละ ๓ กรัม

ในท่ามกลางข่าวดีก็มีข่าวร้าย อาสาสมัครบางคนมีระดับโพแทสเซียมในเลือดตํ่า และบางคนยังคงมีเชื้ออสุจิน้อย หลังจากหยุดกอสสิปอลไปแล้วหลายเดือน

ธาตุโพแทสเซียมจําเป็นสําหรับการส่งกระแสประสาท การขาดโพแทสเซียมทําให้ร่างกายอ่อนเพลีย ใจสั่น กล้ามเนื้อเป็นตะคริว คลื่นไส้ อาเจียน มีอาการทางประสาท เช่น ซึมเศร้า และประสาทหลอน ตลอดระยะเวลาหลายปีของการศึกษาวิจัย รวมทั้งการใช้สารกอสสิปอลที่ดัดแปลงโครงสร้างบางส่วน ก็ไม่อาจแก้ไข ปัญหานี้ได้ ดังนั้น ใน พ.ศ. ๒๕๔๑ คณะทํางานขององค์การอนามัยโลก จึงสรุปว่าการวิจัยเพื่อใช้กอสสิปอลคุมกําเนิดในเพศชาย สมควรยุติ อย่างไรก็ตามการวิจัยกอสสิปอลยังคงมีอยู่ต่อไปในจีน บราซิล เคนยา และไนจีเรีย

พืชอีกชนิดหนึ่งที่มีการศึกษากันมากคือ ไม้เถาที่มีชื่อในภาษาจีนว่า เหลย กง เถิง (雷公藤) ไม้มีชื่อไทย แต่เคยได้ยินอาจารย์ผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง เรียกว่าต้น “เจ้าพ่อฟ้าผ่า” ในที่นี้ก็ขอเรียกตามนั้น ต้นเจ้าพ่อฟ้าผ่า พบในป่าทึบทางภาคใต้ของจีน ชาวบ้านใช้รากเป็นยาพื้นบ้านสําหรับแก้ไข้ แก้อักเสบ แก้ฝีหนอง ไตอักเสบ ตับอักเสบ และโรคผิวหนังหลายชนิด โดยใช้ในรูปแบบยาชงและยาเม็ด

ใน พ.ศ. ๒๕๒๖ มีรายงานเป็นครั้งแรกว่าพบภาวะไม่มีตัวอสุจิในนํ้าเชื้อผู้ป่วยชายที่ใช้สมุนไพรนี้ชงดื่ม รักษาโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ เป็นเวลานานหลาย ๆ เดือน การศึกษาในหนู ทดลอง พบว่าสารออกฤทธิ์ในสมุนไพรนี้ ทําลายเยื่อบุท่อนำเชื้ออสุจิ และทําให้ระดับฮอร์โมนเพศชายลดลง ส่งผลให้ทั้งจํานวนและการเคลื่อนไหวของตัวอสุจิลดลงอย่างมาก

การศึกษาทางพิษวิทยาชี้ว่า การใช้สมุนไพรเจ้าฟ้าผ่าในขนาดสูง ทําให้เกิดอาการพิษรุนแรง จนถึงขั้นช็อค และเสียชีวิตได้ อีกทั้งขนาดที่ใช้คุมกําเนิดและขนาดที่เป็นพิษ ก็ไม่ต่างกันมาก การวิจัยเพื่อใช้สารออกฤทธิ์ในสมุนไพรเจ้าพ่อฟ้าผ่าจึงยุติลง

นอกจากฝ้ายและเจ้าพ่อฟ้าผ่าแล้วยังมีพืชสมุนไพรอีกหลายชนิดที่นักวิทยาศาสตร์กําลังศึกษาวิจัย เช่น สะเดา มะตูม มะเดื่อ ใบพลู แม้กระทั่งสมุนไพรพื้น ๆ อย่างขมิ้นชัน แต่ที่น่าสนใจที่สุดเห็นจะเป็นเมล็ดมะละกอ

ฟังไม่ผิดหรอกครับ เมล็ดบักหุ่งที่คนไทยคุ้นเคยดีในจานส้มตํานั่นเอง นับแต่ พ.ศ. ๒๕๒๓ เป็นต้นมา มีรายงานวิจัยต่อเนื่องว่า สารสกัดจากเมล็ดมะละกอทําให้หนูทดลองเพศผู้เป็นหมัน อีกทั้งภาวะเป็นหมันนี้หมดไปเมื่อไม่ได้รับสารสกัด

หลายคนคงไม่ทราบว่า เมล็ดมะละกอนี้กินได้ ลองเคี้ยวเมล็ดมะละกอสุกที่เป็นสีดํา ๆ มีเมือกหุ้มดูสัก ๑ – ๒ เมล็ด จะพบว่ามีรสเผ็ดฉุน กึ่ง ๆ พริกไทย กึ่ง ๆ มัสตาร์ด รสชาติแบบนี้คน ไทยไม่น่าชอบ อย่างไรก็ดี ในประเทศไนจีเรีย เครื่องปรุงรสอาหารที่เรียกในภาษาท้องถิ่นว่า ดัดดาวา (daddawa) หรือ ซัมบาลา (sumbala) ก็สามารถใช้เมล็ดมะละกอสุกทําได้ โดยนํามาบด นึ่ง หมัก ๒ – ๓ วัน จนมีกลิ่นฉุนของแอมโมเนีย แล้วจึงปั้นเป็นก้อน แบบเดียวกับที่คนไทยภาคเหนือทําถั่วเน่า ยังไงยังงั้น ดัดดาวานี้ ใช้ใส่แกง เพื่อปรุงแต่งกลิ่นและรส

การกินเมล็ดมะละกอในรูปแบบดัดดาวาของคนไนจีเรีย คงไม่ได้สารออกฤทธิ์เพียงพอที่ทําให้เป็นหมันได้ ดินแดนที่มีคนเกือบ ๒๐๐ ล้าน นี้ จึงยังคงเป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในทวีปแอฟริกาจนทุกวันนี้

มีผู้แนะนําว่าผู้ชายที่กินเมล็ดมะละกอบดละเอียดวันละ ๑ ช้อนชา ติดต่อกันสามเดือน จะไม่มีตัวเชื้ออสุจิเพียงพอที่จะมีลูกได้ ขณะเดียวกันก็ไม่ลดความต้องการทางเพศไปด้วย และเมื่อหยุดกินจะกลับเป็นปกติได้อีกใน ๑๕๐ วัน เรื่องเล่าแบบนี้เป็นประสบการณ์ไม่ใช้งานวิจัย จริงเท็จแค่ไหน ยืนยันไม่ได้

ล่าสุด นักวิจัยในอินโดนีเซียเปิดเผยว่า พวกเขากําลังพัฒนายาคุมกําเนิดเพศชาย จากต้นไม้ท้องถิ่นชนิดหนึ่งจากเกาะปาปัว นัยว่าจะสามารถใช้ได้จริงใน ๒ – ๓ ปี ข้างหน้า

สรุปว่า ยาคุมกําเนิดสําหรับผู้ชายนั้น “ตอนนี้ไม่มี ที่ผ่านมาเกือบมี และในอนาคต อาจจะมี” ฟังให้ดีนะครับ พูดเรื่องต้นไม้จริง ๆ ไม่ได้หมายถึง “ประชาธิปไตย” ในประเทศสารขัณฑ์อะไรนั่นเลย

 

หนังสือแนะนำ



บทความที่คุณอาจจะสนใจ

WP Facebook Auto Publish Powered By : XYZScripts.com