ดอกขะเจียวจากโคกขี้แลน ตอนที่ 9

36

ดอกขะเจียวจากโคกขี้แลน ตอนที่ 9

จางวางดนัยมนัสราษฎร์บันทึกไว้ว่า…เสด็จในกรมฯทรงมีบัญชาให้ฉันลงมาจากนครหลวงพระบางเมื่อ พ.ศ.2433 เพื่อเข้าร่วมคณะของพระยอดเมืองขวาง ข้าหลวงประจำเมืองคำม่วน เนื่องจากฝรั่งเศสแจ้งให้ไทยถือเอาดินแดนที่ตั้งอยู่ในเส้นละติจูด องศาที่ 13 และ 19 เป็นกลาง แล้วแต่งตั้งกรรมการสำรวจทำแผนที่ก่อนที่จะแบ่งปันเขตแดนขึ้นมา ทำให้ไทยต้องแต่งตั้งกรรมการตรวจตราการทำแผนที่ขึ้นมาอีกคณะหนึ่งเช่นกัน มีหลวงสากลกิจฯจากกรมแผนที่เป็นหัวหน้า มีข้าหลวงจากเมืองต่าง ๆ เป็นกรรมการ ส่วนฉันติดตามข้าหลวงประจำเมืองคำม่วนดังได้บอกไปแล้วนั้น ด้วยคงจะเห็นว่าฉันเป็นผู้รู้เรื่องภูมิประเทศเขตแดนด้านนี้เป็นอย่างดีคนหนึ่ง

ในคราวนั้นเองฉันได้พบกับหมื่นประจักษ์สนิทนึก เสมียนชั้นผู้น้อยจากนครพนมที่ข้ามมาช่วยราชการให้กับคณะหลวงสากลกิจ ก่อนอื่นฉันขอบอกว่า ฉันไม่ได้รู้สึกประทับใจกับการรู้จักกันครั้งแรกของเราเลย สังขารของท่านเป็นรูปทรงผอมบางผิวสีออกไปทางเหลือง ตาสองชั้นแต่เล็กเรียวมีลักษณะวอกแวก ไม่น่าจะเป็นคนมีลักษณะพิเศษอย่างฝรั่งเรียกว่าคาริสเมติก ทั้งยศและตำแหน่งก็ต่ำกว่าฉันมาก ชาติตระกูลคงไม่เหนือไปกว่าเช่นกัน

แต่ในระหว่างสิบเดือนที่เราเดินทางตรวจตราการทำแผนที่ของฝรั่งเศสนี้ หมื่นประจักษ์สนิทนึกก็กุลีกุจอเอาอกเอาใจฉันไม่ว่างเว้น พยายามเข้าตีสนิทจนแรก ๆ ฉันชักจะรำคาญอยู่เหมือนกัน จนหลายเดือนผ่านไป ถ้าฉันจะไม่ให้ความเป็นมิตรเธอบ้างก็อาจจะดูกระไรใจดำนัก จึงได้สอบถามความเป็นมาเพื่อแสดงว่าฉันให้ความสนใจอยากคบเป็นเพื่อนอยู่ ซึ่งก็ได้รับรู้ชีวิตที่แปลกออกไปจากข้าราชการท่านอื่น ๆ

วันหนึ่ง, เมื่อคณะของหลวงสากลกิจฯเสร็จการตรวจตราการทำแผนที่แล้วเดินทางกลับเข้ากรุงเทพฯ แต่ฉันยังมีคำสั่งให้ช่วยพระยอดเมืองขวางทางด้านนี้อยู่ หมื่นประจักษ์สนิทนึกก็ชักชวนฉันขึ้นท่าที่เมืองนครพนม

“ผมรู้ว่าท่านห่างบ้านห่างครอบครัวมานานชวนไปแสวงหาความสำราญคงไม่ว่าอะไร?”

“จะว่าอะไรได้” ฉันบอก “นั่งดื่มเหล้าเว้าความลาวแล้วเมาหลับไป ทำกันอยู่บ่อย ๆ”

“หามิได้ขอรับ บริวารผมที่นครพนมมีความสำราญอย่างใหม่”

“บอกได้มั้ย ว่าความสำราญนั้นเป็นอย่างใด?”

“ท่านต้องไปพิสูจน์ด้วยตัวท่านเองขอรับ”

“เฮ้อ…” ฉันทำท่าถอนหายใจ “ไม่อยากจะไปไหนเลย สู้นอนให้นวดฟั้นที่เรือนพักจะดีกว่า”

สู้ทนคะยั้นคะยอไม่ได้ ในที่สุดฉันก็ตามหมื่นประจักษ์สนิทนึกไป คราวนี้จะว่าไปอย่างผู้ใหญ่ตามผู้น้อยก็ได้ แต่ในหัวเมืองห่างไกลเช่นนี้ ยศอย่างขุนหมื่น พันทนายก็ใช่จะธรรมดาสามัญหยอกอยู่หรือฉันเองสักแต่ว่าเป็นผู้มียศถาบรรดาศักดิ์มาจากถิ่นไกล ย่อมจะสู้ผู้มียศอยู่ถิ่นนั้นมิได้ เพราะมาแต่ตัวบรรดาบริวารข้าทาสอยู่โคราชหมด เงินทองก็มีอยู่เสมอเบี้ยกันดารเท่านั้น

หมื่นประจักษ์สนิทนึกนำฉันเข้าไปที่บ้านหลังหนึ่ง ร่มรื่นและใหญ่โตกว้างขวาง ข้าทาสบริวารก็มีอยู่เป็นอันมาก เมื่อรู้ว่าฉันมา พวกมันก็ขวักไขว่จัดแจงแต่งสำรับขมีขมัน ตามคำสั่งของผู้เป็นนาย

เรือนรับรองปลูกยื่นลงไปปิดตลิ่งลำโขง ตรงแม่น้ำโค้งไหลลงใต้ บรรยากาศโดยรอบนั้นก็เหมาะ

แก่การพักผ่อนนอนผึ่งรับลมเย็น ฝั่งฟากเมืองคำม่วนก็แลเห็นทิวเขาดอยสูงสลับซับซ้อน หมื่นประจักษ์ฯเรียกให้แม่หญิงมาสองคน

“ผมขอเชิญท่าน ให้แม่หญิงพาไปอาบน้ำ

ชำระเหงื่อไคล จะได้สบายตัว”

“อาบน้ำ ฉันอาบเอง”

“ไม่ได้ดอกขอรับ แม่หญิงคนนี้จะอาบให้”

เขาชี้ไปที่แม่หญิงคนหนึ่ง หน้าตาก็พอไปวัดไปวา ผิวขาวเนียนนั่งยิ้มให้ฉันอย่างไม่สะทกสะท้านอย่างแม่หญิงทั่วไป อายุคงราว ๆ สิบหกสิบเจ็ด ดูกล้านักคราวลูกแท้ ๆ

“ฉันจะให้หล่อนทำอย่างนั้นได้อย่างไร?”

“ทำได้” หมื่นประจักษ์ยืนยัน “แม่หญิงน้อยมีหน้าที่ปรนนิบัติท่านเมื่อพักอยู่ที่นี่ ส่วนแม่หญิง

คำ…” ว่าพลางมองไปทางแม่หญิงอีกคนหนึ่ง “หรือว่าท่านจะชอบใจในแม่หญิงคำคนนี้”

“อะไรนะ?” ฉันอุทาน ตอนนั้นจะว่าไม่เข้าใจวัตถุประสงค์ของหมื่นประจักษ์ฯก็ดูจะไร้ความรู้สึกไปหน่อย

“เอาล่ะ เมื่อจะปรนนิบัติฉันจริง ๆ ให้หล่อนเลือกเอาว่าคนใดควรปรนนิบัติฉัน”

“แล้วแต่ท่านพระยาเถิดเจ้าค่ะ” เสียงฉอเลาะ

ฟังดูสบายใจ แม่หญิงคำซึ่งผิวเข้มกว่าแม่หญิงน้อยและมีหน้าตาสวยอย่างผู้ใหญ่ วัยคงจะมากกว่า ทั้งยังอวบอัดกว่า จริตจะก้านทำให้ฉันลืมคิดถึงบ้าน

ห้องอาบน้ำของหมื่นประจักษ์สนิทนึก ทำเป็นห้องกว้างขวาง ปูด้วยไม้กระดานอย่างดี มีอ่างอาบน้ำอย่างฝรั่ง ซึ่งฉันก็เพิ่งจะเคยเห็น ตอนอยู่กรุงเทพฯก็ได้ยินแต่คนเขาพูดกันว่า อ่างอาบน้ำแบบฝรั่งมีอยู่ตามวังของเจ้านายที่เคยเสด็จไปศึกษาเมืองนอกและได้ภริยาเป็นแหม่มเท่านั้น

แม่หญิงคำทำให้ฉันลืมอายจนไม่ต้องปกปิดสิ่งใด ลงนอนแช่ในอ่างอาบน้ำที่ว่านี้ทีเดียว แม่หญิงคำนำสบู่เป็นไขปลาวาฬกลิ่นหอมมาถูไปตามเนื้อตัวของฉันจนทั่วทุกซอกทุกมุม แล้วตักน้ำมาล้างสบู่ออกจนหมดจด ให้ฉันขึ้นจากอ่างไปนอนที่เตียงแล้วนวดฟั้นด้วยมือนิ่ม ๆ จนฉันคลายเมื่อย จากนั้นถ่ายน้ำในอ่างออก ชำระล้างอ่างให้สะอาดแล้วให้บ่าวไพร่ตักน้ำเย็นมาเทใส่อ่างผสมน้ำต้ม ได้น้ำอุ่นพอเหมาะ เหยาะน้ำหอมที่เรียกว่าออดิโคโลญจ์ลงไปบอกให้ฉันลงนอนแช่ ฝ่ายแม่หญิงคำก็ออดอ้อนเข้ามาคลึงเคล้าอยู่ใกล้ ๆ

เมื่อเนื้ออยู่ใกล้ปากเสือ เสือก็ขบกัดกลืนกินเนื้อเป็นธรรมดา ฉันเล่นบทรักกับแม่หญิงคำจนสำเร็จในอ่างอาบน้ำนั้น เรื่องนี้ฉันจะไม่กินเนื้อก็ไม่ได้ อดอยากมานานหลายเดือน ดำกฤษณาเอ่อท้นท่วมตัณหา จนเมื่อฉันเดินขึ้นไปที่เรือนรับรอง หมื่นประจักษ์ฯได้นั่งยิ้มรอต้อนรับอยู่ บนโต๊ะเต็มไปด้วยข้าวปลาอาหาร แต่ที่ฉันอดแปลกใจไม่ได้ก็คือขวดไวน์และขวดบรั่นดี เมรัยสุรานอกนี้ หากไม่ใช่ผู้มีอันจะกินจะไม่ได้ลิ้มรสอย่างแน่นอน

“ลงไปอาบน้ำกับแม่หญิงคำเป็นนานสองนาน” แม่หญิงน้อยแกล้งพูด “ข้าน้อยช่างไม่มีวาสนา”

หมื่นประจักษ์ฯยื่นแก้วไวน์มาต่อหน้าฉัน “เชิญท่านขอรับ” ฉันรับแก้วมา ก็พูดว่า “ขอต้อนรับท่านด้วยเมรัยชั้นเลิศจากฝรั่งเศส” เราทั้งสองก็ยกขึ้นดื่มจนหมดแก้ว ความที่ฉันเพิ่งสำเร็จความใคร่ไปกับแม่หญิงคำ เมื่อรสไวน์กำซาบลิ้นลงลำคอก็ให้รู้สึกหายจากโหยอย่างบอกไม่ถูก ยังไม่ทันจะพูดอะไรต่อแม่หญิงคำก็เอาส้อมจิ้มเนื้อวัวย่างแล้วยื่นมาต่อหน้าจะไม่รับก็ไม่ได้ เอาใจฉันเหลือเกิน เมื่อลิ้มรสย่างเนื้อกับน้ำจิ้มที่ปรุงอย่างมีรสชาติ ฉันก็ให้รู้สึกอร่อย อีกทั้งไวน์ที่แม่หญิงคำรินเติมแก้วแล้วแก้วเล่า เช่นเดียวกับแม่หญิงน้อยปรนนิบัติหมื่นประจักษ์ฯอยู่ไม่ขาดไวน์หนึ่งขวดก็หมดไปในไม่ช้า

“ท่านไม่ต้องเป็นกังวลขอรับ ผมมีเก็บไว้ที่ห้องใต้ดินเป็นลัง ๆ”

“ฮ้า-ไปได้เมรัยเหล่านี้มาจากไหน พาพวกปล้นเอากับฝรั่งเศสรึ?”

“มิได้ขอรับ”

“ดินแดนแถบนี้ฉันเห็นมีแต่สาโท อย่างมากก็เหล้าข้าวเหนียว เหล้าข้าวโพด บาดคอดื่มมากไม่ไหว”

“ท่านให้เกียรติเหยียบขึ้นบ้านผู้น้อยทั้งที จะหาของพื้นบ้านเหล่านั้นต้อนรับคงไม่สมเกียรติยศของท่าน ผมเองเป็นข้าราชการชั้นผู้น้อยก็จริง แต่หัวเมืองฝ่ายนี้มีเรือกลไฟของฝรั่งเศสแล่นขึ้นลงอยู่ไม่ขาด สิ่งของต่าง ๆ จึงพอจะหาได้ไม่ยากนัก”

“คงใช้สตางค์ซื้อหาแพงเอาการ”

“ท่านอย่าได้วิตกในข้อนั้นเลย เชิญดื่มกินให้สบายใจก่อนแล้วผมจะเล่าให้ฟังขอรับ”

“จริงนะ ฉันอยากจะรู้”

เพราะการดื่มเหล้าเคล้านารี คืนนั้นฉันก็เลยฟังเพลิน ๆ ไป ลืมที่จะซักไซ้ไล่เลียงหมื่นประจักษ์สนิทนึกในเรื่องที่ตั้งใจไว้ อิ่มหมีพีมันแล้ว แต่เหมือนว่าวติดลม อยากจะดื่มให้เมาเต็มคราบ นาน ๆ ทีไม่เห็นว่าจะเสียหายอะไร แต่แม่หญิงคำก็อ้อนออเซาะดีเหลือเกิน ไม่ดึกมากนักฉันก็ชวนเธอเข้าห้องนอนล่อกามจนหลับไป…

ฉันต้องขอแทรกเรื่องฝรั่งเศสไว้ตรงนี้อีก เพื่อเรื่องราวจะได้สืบต่อติดตามทันได้ในบันทึกนี้ฝรั่งเศสนั้นชวนไทยทะเลาะเรื่องเขตแดนอยู่เรื่อย ๆ โดยเฉพาะตามด่านชายแดนที่กองรักษาการณ์ด่านเป็นชั้นผู้น้อย ไม่สามารถตัดสินใจได้ด้วยตนเอง เช่น ด่านห้วยสาร เมืองตะโปน ร้อยโทโกโนกุยเร กับชาวเวียดนาม 15 คนจากเมืองกวางตรี กวางบิน เดินทางมาที่ด่านบ้านห้วยสาร และบอกไปยังทหารไทยที่ตั้งอยู่ที่นั่นว่า ให้ออกไปเสีย เข้ามาไล่กันซึ่ง ๆ หน้าเช่นนี้ ทางไทยเราก็ไม่พอใจนัก แต่ยังดีที่ยังมีร้อยเอกพระสารนรินทร์ควบคุมอยู่

เรื่องต่อมา ม.ดิแซร์ กับไพร่พลเขมร 40 นาย รุกเข้ามาระเบิดแก่งคอนพระเพ็งและตัดไม้ทำทางกว้างสองวา ตั้งแต่คอนพระเพ็งถึงแก่งกระแจเวียนเราก็ไปทักท้วงห้ามไว้ เกือบจะได้ต่อสู้กัน ต่อมาอีกไม่นานก็มีองค์กายถือหนังสือองค์ฟูมาด่านห้วยสารบอกผู้รักษาด่านว่าองค์กงทีกับองค์ฟูจะมาด่านดิงเหลา และจะมาทางเมืองนองกับเมืองคำวัง อีกขบวนจะมาทางเมืองสาละวัน ผู้รักษาด่านที่บ้านห้วยสารไม่ยอมให้ผ่าน เกือบจะต้องปะทะกันอีกครั้งหนึ่ง ทหารแกวเข้ามาบอกเจ้าเมืองนองว่า เจ้านายของพวกมันคือฝรั่งเศส ต้องการให้ตัดเส้นทางกว้าง 6 วาจากเมืองนองไปตะโปนและเมืองพิณ ทหารแกวข่มขู่แต่เจ้าเมืองไม่อนุญาต อ้างว่าเป็นเขตแดนของไทยอยู่

อยู่ต่อมา พ.ศ.2435 ฝรั่งเศสแต่งตั้งข้าหลวงใหญ่ประจำอินโดจีนและเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทย เป็นคนใหม่ทั้งสองคน แต่ก็เป็นหน้าเก่า รู้เรื่องเขตแดนไทยดีกว่าทุกคน ได้แก่ ม.ลาเนซัง และ ม.ปาวี ครั้นรับตำแหน่งเอกอัครราชทูตแล้ว ม.ปาวีกข็ ออนุญาตต่อรัฐบาลไทย ขอให้เรือปืนชื่อ ลูแตง แล่นเข้ามาจอดหน้าสถานทูตฝรั่งเศสที่อยู่ริมฝั่งเจ้าพระยาในกรุงเทพฯ อ้างว่าเพื่อรักษาผลประโยชน์ของฝรั่งเศส

ครั้นแล้ว อังกฤษอาศัยข้ออ้างอย่างเดียวกันนั้นบ้าง ขอนำเรือปืนเข้ามาในแม่น้ำเจ้าพระยา ทางรัฐบาลจำเป็นต้องอนุญาต แต่เรือรบลูแตงเมื่อครบกำหนดอนุญาตกลับจอดตายไม่ยอมถอนสมอออกไป เรื่องนี้เพราะมหาอำนาจทั้งสองต่างจะช่วงชิงเอาประเทศไทยเป็นเมืองขึ้น ฝรั่งเศสจึงใช้กำลังทหารบีบเข้ามาทางหัวเมืองลาวชายพระราชอาณาเขต ใช้กองเรือบีบเข้ามาทางอ่าวไทย ดังจะเห็นว่านอกจากเรือปืนลูแตงไม่เคลื่อนจากท่าเจ้าพระยาแล้วยังมีเรือรบที่ถูกเรียกมาจากทะเลจีนใต้อีก 2 ลำ เข้ามาลอยลำป้วนเปี้ยนอยู่ปากอ่าวไทย ส่วนอังกฤษก็รุกคืบเข้าสิงคโปร์และพม่า ยึดเป็นเมืองขึ้น

ทหารบกฝรั่งเศส รุกจากเมืองเสียมโบกของไทยเข้ามาแก่งลี่ผี คอนพระเพ็ง นำทัพโดยนายทหาร 3 นาย นอกนั้นเป็นทหารพื้นเมืองชาวเวียดนามและเขมรไม่น้อยกว่า 300 คน ติดอาวุธครบมือ มีเรือต่าง ๆ อีกจำนวนไม่น้อยกว่า 30 ลำใช้เดินทางในลำน้ำโขง เมื่อรุกรานมาจนถึงด่านบุงลา เมืองเชียงแตง ก็เลยเกิดปะทะกันขึ้นกับทหารไทย จนสามารถขับไล่ทหารไทยถอยออกมา จึงรุกคืบเข้าไปที่ดอนคอน ดอนโขง อนั เป็นดอนใหญ่กลางลำน้ำประมาณว่ากว้างยาว 8 ถึง 10 กิโลเมตร ราษฎรชาวเมืองโขงทำนาทำประมง ต้องแตกตื่นหนีภัยฝรั่งเศสวุ่นวาย คราวนั้นทหารไทยที่แตกไปก็เข้ารายงานต่อพระยาประชากิจกรจักร ข้าหลวงใหญ่เมืองจำปาศักดิ์ว่าทหารฝรั่งเศสบุกยึดเอาบ้านเมืองไปแล้วทหารไทยสู้ต้านทานไว้มิได้ จะต้านทานฝรั่งเศสได้บ้างก็มีแต่ชาวพื้นเมืองเผ่าเรอแดว ที่ออกซุ่มโจมตีแย่งยึดเอาอาวุธยุทโธปกรณ์ ได้ยินมาว่าผู้นำพวกมันคือ องค์แก้ว และ องค์กมมะดำ ทั้งพวกมันได้ประสานมือร่วมสู้ศึกฝรั่งเศสกับพวกลาวสูง เผ่าม้ง เผ่าเย้านามว่า ลอเบี้ยวย้าว บนที่ราบสูงโน้น

พระยาประชากิจกรจักรได้ฟังรายงานดังนั้นก็ทำหนังสือไปถึงทหารฝรั่งเศสว่า ได้กระทำผิดทางพระราชไมตรี ขอให้ถอนทหารกลับไป แต่ฝรั่งเศสก็ทำหูทวนลมเสีย เมื่อเรื่องเป็นไปเช่นนี้ รัฐบาลไทยก็สั่งเกณฑ์ไพร่พลจากสุรินทร์ ศรีสะเกษ ร้อยเอ็ดยโสธร อุบล เขมราฐ เป็นต้น ได้จำนวน 6,000 เศษ เอามาฝึกอย่างเร่งรีบเพื่อส่งไปตามจุดสกัดต่าง ๆ ตลอดลำเซซำซวนต่อเขตแดนญวนโน้น คราวนั้นนายทหารฝรั่งเศสคนหนึ่ง กับชาวญวน 19 คนถูกส่งไปที่อัตตะปือ บังคับข่มขู่เจ้าเมืองมิให้เชื่อฟังรัฐบาลไทยต่อไป ในระหว่างนี้ฝ่ายพลาธิการนำเรือลงไปขนเสบียงอาหารจากเชียงแตง เพื่อนำขึ้นไปที่ดอนคอนเมืองโขง แต่ถูกกระแสน้ำตรงแก่งสะเดาเวินครามพัดเรือออกไปทางฝั่งที่ทหารไทยรักษาด่านอยู่ จึงเกิดยิงกันขึ้น ฝรั่งเศสยอมแพ้จับได้ร้อยเอกโทเรอร์กับทหารญวน 3 คน ชาวเมืองเชียงแตงอีก 13 คน ให้นำไปขังไว้ที่คุกเมืองอุบล ฝ่ายฝรั่งเศสเมื่อรู้เรื่องนี้ก็เจรจาให้ฝ่ายไทยปล่อยตัวนายทหารและคนในอารักขาทันที โดยไม่มีเงื่อนไข

กองทัพฝรั่งเศสที่ลาเนซัง ข้าหลวงใหญ่สั่งการระดมกำลังพลเวียดนามอยู่เมืองเว้ ด้านนี้นำโดยพันตรีกากะนิเย่ต์ ทหารพื้นเมือง 200 คน ยกออกจากเมืองกวางตรี ข้ามภูเขาอ้ายลาวแล้วเดินทัพมาตามลำน้ำเซซำซวน เข้าตีเอาเมืองพิณ เมืองนอง ยึดค่ายทหารไทยที่บ้านตั่งหวาย ยึดค่ายภูกระใดแก้วแล้วจึงเข้ายึดเมืองสองคอนดอนดง ผ่านตลอดแนวจนถึงฝั่งโขง ทหารฝรั่งเศสก็ได้ตั้งค่ายไว้ที่ท่าประชุมตรงข้ามกับเมืองเขมราฐ

ฝ่ายทหารฝรั่งเศสที่นำโดย ม.ลุก เรสิดง กับม.โกรสกุยแรง ยกลงมาจากแดนญวนเข้ามาที่เมืองพวน ขับไล่ทหารไทยแตกไป แล้วจึงลงมาที่เมืองคำม่วน ซึ่งตอนนั้นพระยอดเมืองขวางอยู่รักษาเมือง

ฉันเองยังอยู่กับพระยอดเมืองขวางในคราวนั้น ยังไม่ได้กลับลงมาที่นครราชสีมา แต่ในวันที่ทหารฝรั่งเศสรุกลงมาจากเชียงขวาง ฉันมาขึ้นท่าที่เมืองนครพนมกับหมื่นประจักษ์สนิทนึก จึงไม่ได้ข่าวศึก จะว่าเพลินสนุกอยู่กับสุรานารีก็ไม่ผิดนัก แต่ว่าการเมืองระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลฝรั่งเศสอีกทั้งกับรัฐบาลอังกฤษ กำลังเล่นลูกล่อลูกชนในทางการทูต เพื่อจะรักษาบ้านเมืองส่วนใหญ่ไว้ให้ได้

พระยอดเมืองขวางเจ้าเมืองคำม่วน ท่านเป็นจางวางเมืองนครสวรรค์ อาสาขึ้นมาปราบห้อที่ทุ่งเชียงคำแต่คราวโน้น แล้วไม่ยอมกลับลงไปบ้านท่านอีก จึงมาได้ตำแหน่งเมืองคำม่วน เป็นข้าหลวงพิเศษเมื่อทราบข่าวฝรั่งเศสยกลงมาจากเชียงขวาง จึงให้ขุนวังของท่านถือหนังสือไปกราบทูลเสด็จในกรมฯที่หนองคาย เพื่อขอเอาอาวุธและกำลังทหารมาต่อสู้ฝรั่งเศส ฉันเองก็อยู่เสียที่บ้านหมื่นประจักษ์สนิทนึกภายหลังได้รู้มาว่า ขุนวังคนนั้นไม่เอาถ่าน ระหว่างทางขึ้นไปหนองคายระยะทางสามวันห้าวันไม่น่าจะมากกว่านี้ แต่ขุนวังก็แวะเล่นถั่วเล่นโปเล่นโบกเล่นไพ่ไปตลอดทาง มิรู้ว่าเหตุการณ์งานเมืองอยู่ในวิกฤติ จึงนำอาวุธและกำลังทหารลงมาช่วยพระยอดเมืองขวางให้ออกไป

แต่พระยอดเมืองขวางไม่ยอม บอกว่าให้มีคำสั่งจากรัฐบาลไทยให้ถอนจึงจะถอนออกไป กองทหารฝรั่งเศสก็ล้อมเมืองไว้ พอวันที่ 23 ก็เข้ายึดเอาเมืองและจับพระยอดเมืองขวาง แต่ท่านเป็นคนฉลาดก็เขียนหนังสือเกี่ยวกับการกระทำของฝรั่งเศส และอายัดทรัพย์สินของทางการไทยไว้ ม.ลุก เรสิดง จึงมีคำสั่งให้ ม.โกร๊สกุยแรง กับทหารญวน 20 คนคุมเอาพระยอดเมืองขวางและหลวงอนุรักษ์ส่งไปไว้ที่เมืองท่าอุเทน เดินทางมา 3 วันถึงบ้านหลักหินเขตแดนเมือง ก็ปล่อยให้ท่านเดินทางอย่างอิสระ ฝ่ายม.โกร๊สกุยแรง ขี่ม้าล่วงหน้าไป คงจะเห็นว่าท่านไม่มีอาวุธอะไรที่จะทำการต่อสู้ แต่ได้จับตัวหลวงอนุรักษ์ไปด้วย ฝ่ายพระยอดเมืองขวางท่านคิดต่อสู้กับฝรั่งเศสอยู่แล้ว คืนนั้นก็ได้เรือชาวบ้านแจวลงไปได้ระยะทางประมาณ 6 กิโลเมตร พบกองทหารไทยที่นำโดยร้อยตรีทุยและร้อยตรีแปลก ซึ่งรายงานท่านว่าเจ้าเมืองท่าอุเทนรู้ข่าวว่าฝรั่งเศสจับตัวท่านไว้ สั่งให้ข้านำกำลังยกมาช่วย พระยอดเมืองขวางจึงว่า ถ้าอย่างนั้นพากันไปช่วยเอาตัวหลวงอนุรักษ์ออกมาก่อน เรื่องอื่นค่อยคิดกัน เมื่อไปถึงแก่งเจ็กที่หลวงอนุรักษ์ถูกขัง พระยอดเมืองขวางก็นำกำลังล้อมไว้พร้อมทั้งขอให้ปล่อยตัวหลวงอนุรักษ์ออกมา แต่จะเป็นด้วยล่ามขาวเขมรฟังผิดไป แปลคำพูดพระยอดเมืองขวางผิด จึงเกิดการยิงกันขึ้น ฝ่ายไทยตาย 6 เจ็บ 4 ฝ่ายฝรั่งเศสตาย 12 รวมทั้งม.โกร๊สกุยแรงด้วย ค่ายพักถูกไฟเผาราบเรียบ

ทางการฝรั่งเศสฟ้องไปยังรัฐบาลไทยว่า เรื่องนี้เป็นการกระทำฆาตกรรม ไม่ใช่การสู้รบทั่วไปบังคับให้จับตัวพระยอดเมืองขวางมาลงโทษ และให้ชดใช้ค่าเสียหาย ลักษณะโทษแปดสถานในอาญาหลวงนั้นคือ จะต้องถูกฆ่าให้ตายตกไปตามกันหนึ่งตัดเท้าแล้วประจานสถานหนึ่ง โบยด้วยลวดหนังไม้หวาย 50 ที สถานหนึ่ง ให้จำไว้แล้วเอาตัวไปตะพุ่นหญ้าช้างสถานหนึ่ง ให้ปรับไหมสี่เท่าแล้วเอาตัวลงไปเป็นไพร่สถานหนึ่ง ให้ปรับไหมสามเท่าสถานหนึ่งให้ปรับไหมสองเท่าสถานหนึ่ง และให้ปรับไหมโดยปกติสถานหนึ่ง

ฉันกับหมื่นประจักษ์สนิทนึกตื่นเช้าขึ้นมาด้วยความสดชื่น แม้จะดื่มเมรัยเข้าไปมาก แต่ฉันไม่รู้สึกมีอาการปวดหัวอย่างดื่มสาโทหรือเหล้ากลั่นทั่วไปอาการเพลียโหยก็เป็นด้วยเรื่องกลกามมากกว่า

หมื่นประจักษ์สนิทนึกพาฉันเดินลงไปที่หาดทรายโขง เวลานั้นดวงอาทิตย์แผดแสงจ้าในหน้าร้อนหมื่นประจักษ์ชี้ไปยังเรือกลไฟฝรั่งเศสลำหนึ่งที่ล่องขึ้นมาตามลำโขง ฉันเห็นราษฎรตามริมฝั่งน้ำที่ตื่นเต้นกันไปใหญ่ ออกมายืนดูเรือ คงจะเป็นเพราะเป็นเรือเครื่องจักร มีควันขาวลอยขึ้นไปที่ปล่องยนต์ แล้วยังมีเสียงหวูดดังโหยหวน เป็นเรื่องที่ไม่เคยพบมาในชีวิตคนหัวเมืองไกลเช่นนี้

“เรือของฟรังซัวส์ เออลียอง” หมื่นประจักษ์สนิทนึกบอกฉัน “ขึ้นล่องระหว่างนครหลวงพระบางกับเมืองโขงสีพันดอน ลำนี้แหละที่นำไวน์บรั่นดี และสินค้าอื่น ๆ ตามที่ผมต้องการมาส่งให้”

“อ๋อ อย่างนี้นี่เอง” คราวนั้นฉันพอจะเข้าใจเรื่องราว “อยากได้อะไรก็สั่งลงไปกับเรือพรังซัวส์ออลียอง…แล้วขึ้นล่องเดือนละกี่เที่ยว?”

“เวลานี้กำหนดเที่ยวไม่ได้ขอรับ” หมื่น ประจักษ์บอก “แม่น้ำโขงมีเกาะแก่งมาก เป็น อุปสรรคการเดินเรืออยู่ ทั้งมีข้อพิพาทเรื่องชายแดน จะระเบิดแก่งเพื่อการเดินเรือ กระทำยังไม่ได้ทีเดียว เว้นในเขตลาวจึงทำได้ อย่างแก่งพระจ้า เลยปาก ลายสายบุรี แต่อย่างแก่งกะเบาเมืองบังมูกอย่างนี้ ทำไม่ได้ เลยลงไปที่ลี่ผีคอนพระเพ็ง กระแสน้ำตก แก่งแรงมากเรือไปไม่ได้ จึงต้องจอดถ่ายสินค้าขึ้น รถไฟที่เมืองโขงสีทันดอน แล้วขนส่งไปขึ้นเรือเดิน สมุทรที่เมืองท่าต่าง ๆ ในทะเลจีนใต้”

“ไม่ทราบว่าแล่นขึ้นมาขนสินค้าอะไรจึงจะคุ้ม”

“รัฐบาลฝรั่งเศสจ้างให้ขนอาวุธยุทโธปกรณ์เสบียงอาหารต่าง ๆ ขึ้นมาส่งกองทหาร แล้วยังเป็นการแสดงสิทธิเหนืออาณาเขตอีกด้วย เท่านี้ก็พอจะคุ้ม แต่สินค้าพื้นเมืองอย่างผลเร่ว ครั่ง ไม้สักทองคำ งาช้าง ผ้าไหม ลงเรือไปแต่ละเที่ยวจำนวนไม่น้อยนะขอรับ ผมเองติดต่อค้าขายอยู่กับฟรังชัวส์เออลียอง รับซื้อครั่งกับผ้าไหม คราวหนึ่ง ๆ ได้เงินหลายร้อยชั่งอยู่นะขอรับ”

“มิน่าเล่าเธอจึงมีเงินใช้จ่ายเหลือเฟือ”

“ผมเคยบวชเรียนมาหลายพรรษา” หมื่นประจักษ์ฯ เปลี่ยนเรื่อง “รู้เรื่องโหราศาตร์อยู่บ้าง ผมดูลักษณะท่านมานาน”

“อ้าว, แอบดูเกี่ยวกับอะไรฉันอยู่ล่ะ?”

“ผมขอประทานอภัย ถ้าไม่เป็นละลาบละล้วงคือผมให้คนเอาวันเดือนปีของท่านมาผูกดวง ตาม

หลักโหราศาสตร์ ดวงของท่านสูงส่งทั้งด้านเกียรติยศ และเป็นดวงมหาเศรษฐี…”

“ฮ้า…จะเป็นได้อย่างไร? ฉันมีแต่ชาติตระกูลทรัพย์ของพ่อแม่ก็ไม่ได้มากมาย ไม่เช่นนั้นท่านคงส่งไปเรียนต่างประเทศอย่างลูกหลานเจ้าขุนมูลนายนี่กลับส่งมาราชการหัวเมือง?”

“ดวงคนเราไม่แน่นอนดอกขอรับ”

“แต่ค่อนข้างจะแน่นอนว่า ฉันคงไม่มีวันร่ำรวยขึ้นมาได้ หากไม่ฉ้อราษฎร์บังหลวง แต่ฉันยืนยันว่าจะไม่มีวันทำอย่างนั้นเป็นแม่นมั่น”

“ท่านขอรับ ผมคงไม่ชักชวนไปในทางเสื่อมเช่นนั้น”

“แล้วมีทางทำมาหากินสุจริตที่จะทำให้ร่ำรวยขึ้นมาได้หรือ?”

“เวลานี้เป็นการเริ่มต้นขอรับ” หมื่นประจักษ์บอก

“ผมใคร่จะชักชวนท่านมาทำการค้ากับฟรังชัวร์ เออลียอง”

“จะเป็นไปได้อย่างไร ฉันไม่ชอบฝรั่งเศสเลย”

“ผมผู้น้อยกว่าท่านในทุกทาง แต่จะขออนุญาตให้ข้อเสนอ…”

“ได้เลย” ฉันบอก “แต่ต้องไม่ลืมว่า ฝรั่งเศส

จะเอาบ้านเอาเมืองเรา หากฉันไปคบค้าด้วย ก็คงไม่

ชอบพระทัยเจ้านายที่กรุงเทพฯ”

“ผมคิดว่า การค้าขายกับเรื่องบ้านเมืองก็เกี่ยวเนื่องผูกพันกันอยู่ แต่หากจะมองกว้าง ๆ มหาอำนาจที่ได้ชื่ออย่างนั้น เพราะร่ำรวยจากการปล้นเอาทรัพย์จากดินแดนทั่วโลกไปไว้ที่พระคลังหลวง ฝ่ายพลเมืองของมหาอำนาจ ตระกูลที่ร่ำรวยอาศัยอำนาจประเทศของตน เข้ามาผูกขาดซื้อขายสินค้าต่าง ๆ ฝ่ายเราก็เป็นแต่ตัวแทนที่มีอำนาจเข้าไปซื้อสินค้า เป็นตัวแทนเข้าไปขายสินค้าให้แก่ราษฎร หาได้ทำการไม่สุจริตไม่”

“ฉันยังรับไม่ได้”

“ผมเองยังไม่ยืนยันถึงขนาดให้ท่านเห็นด้วยในตอนนี้ แต่ผมมองไปในอนาคต เกรงว่ารัฐบาลเราคงจะยอมฝรั่งเศสและอังกฤษเป็นแม่นมั่น ถึงจะสุดแสนเสียดายหัวเมืองลาวก็คงจำใจให้มหาอำนาจไป แล้วหากเราฉวยโอกาสเป็นตัวแทนของฟรังชัวส์ เออลียองทางด้านนี้ ก็คงมีผลประโยชน์มากมายไม่สงสัย”

เมื่อหมื่นประจักษ์สนิทนึกว่ามาเช่นนั้น ถึงแม้ว่าฉันจะยังยอมรับไม่ได้ แต่เรื่องที่ว่าเราอาจจะเสียดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงให้แก่ฝรั่งเศสในเวลาต่อไป ฉันเองก็คล้อยตามไปเป็นอันมาก เนื่องจากหากจะว่าไป เราก็ได้แต่สิทธิเหนือดินแดนส่วนนี้เท่านั้นการจัดรูปการปกครองและการทำให้เจริญก้าวหน้ายังไม่มีอะไรที่จะเรียกว่าได้จัดการสมควรพอที่จะเรียกว่าเป็นเจ้าของเลย

ประการหนึ่ง การติดต่อคมนาคมไม่มีความสะดวกเลย หากจัดการเอากองกำลังทหารและอาวุธยุทโธปกรณ์ขึ้นมาวางแนวป้องกันเขตแดนก็เป็นไปอย่างหละหลวมมาก ทหารก็เป็นกองทหารที่ฝึกขึ้นเฉพาะหน้าข้าศึก เป็นคนพื้นเมือง ถึงจะมีจิตใจรักแผ่นดินบ้านเกิดเมืองนอน แต่ความทันสมัยของศาสตราวุธก็เป็นอันแพ้ฝรั่งเศสแล้ว มิต้องกล่าวถึงความประสงค์ของนักล่าเมืองขึ้น ที่จะสู้หักหาญเอาดินแดนส่วนนี้ให้ได้

จริงอยู่ ที่ว่ากรมหลวงดำรงราชานุภาพ ได้รับแต่งตั้งเป็นราชทูตพิเศษ ไปประเทศรัสเซียอย่างเป็นทางการและได้เข้าเฝ้าพระเจ้าอยู่หัวซาร์เรวิชนิโคลัสที่ 2 แล้วยังได้เข้าเยี่ยมคารวะ ณ สำนักราชทูตของจักรภพอังกฤษ เดนมาร์ก ตุรกี เยอรมนี กรีซ ในช่วงเวลานี้ ซึ่งช่วยผ่อนคลายวิกฤตการณ์สยามไปได้มากทีเดียว แต่ฝรั่งเศสนั้นได้ทีขี่เสือไล่

ฉันคิดว่าหากฉันได้รู้จักฟรังซัวส์ เออลียอง ไว้เป็นการส่วนตัวก็ไม่น่าจะเสียหายอะไร จึงบอกหมื่นประจักษ์สนิทนึกไปว่า หากจะได้พบกับฝรั่งเศสคนนี้ก็คงจะได้สนทนากันในเรื่องต่าง ๆ จะนัดให้ฉันได้หรือไม่? ซึ่งบอกว่านัดให้ได้ และยังว่า นี่จะเป็นการเริ่มต้นที่สำคัญอันจะนำไปสู่ความร่ำรวยต่อไป

(โปรดติดตามต่อฉบับหน้า)

หนังสือแนะนำ



บทความที่คุณอาจจะสนใจ

WP Facebook Auto Publish Powered By : XYZScripts.com