Category

ศิลปวัฒนธรรม – ประวัติศาสตร์

กำเนิดแคน

“แคน” เป็นชื่อเครื่องดนตรีชนิดหนึ่ง ใช้เป่าเป็นเพลง ทำด้วยไม้ชนิดหนึ่งเรียกว่า ‘ไม้กู่แคน’ จัดเป็นตระกูลไม้ไผ่ เข้าใจว่าเป็นไม้ชนิดเดียวกับที่ทางภาคกลางเรียกว่า ‘ไม้ซาง’ (สารานุกรมไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน เล่ม ๗) ต้นเหตุที่จะเกิดมีแคนขึ้นนั้น มีเรื่องเล่าเป็นปรัมปราคติว่า ‘หญิงม่าย’ นางหนึ่งเป็นคนแรกที่ประดิษฐ์คิดค้นทำแคนขึ้น

ฟ้าผ่า ฟ้าแผด

เรื่องฟ้าร้อง ฟ้าผ่า คนไทยปัจจุบันอธิบายทางวัฒนธรรมได้เพียงว่า นางมณีเมขลาขยับดวงแก้วเป็นฟ้าแลบสว่าง รามสูรขว้างขวานเป็นฟ้าผ่า สรุปว่าคนไทยต้องพึ่งพาเทวดาแขก ทำฟ้าร้องฟ้าผ่าให้

X – สมัย (๑)

เมื่อสมัยเรียนในระดับชั้นป.โท จำาได้ว่ามีอยู่ชั่วโมงหนึ่งที่อาจารย์ท่านถามนิสิตวัยห่ามในห้องว่า “ในห้องนี้มีคน Gen ไหนกันบ้าง” “Y ค่ะอาจารย์” เสียงสาวน้อยที่สุดในห้องตอบด้วยน้ำเสียงสนิทสนม “ก็น่าจะมีคนเดียว ส่วนมากก็จะเป็น X เนาะ” อาจารย์ท่านยิ้ม ๆ

ตํานานพื้นบ้านในฐานะหลักฐานประวัติศาสตร์สองฝั่งโขง (๒)

ตํานานฝ่ายเมืองที่บันทึกความสํานึกของชาวอีสานและล้านช้างที่เข้าใจความเป็นมาของเผ่าพันธุ์ การสร้างสรรพสิ่งต่าง ๆ ในจักรวาล ตํานานของอีสานและล้านช้างที่ให้ทัศนะเด่นชัด ในเนื้อหาดังกล่าวที่เด่น ๆ มี๔ เรื่องด้วยกัน (อาจจะมีมากกว่านี้แต่ยังสํารวจไม่พบ) คือ (๑) ปฐมมูล (๒) ปฐมกัป หรือตํานานเจ้าแม่โพสพ (๓) นิทานเรื่องขุนบรม (๔) มหากาพย์เรื่องท้าวฮุ่ง (พระยาเจื๋อง)

สนั่น ชูสกุล นักรบวัฒนธรรมผู้พลีชีพกลางสนามรบ (๓)

สนั่นหวนคิดถึงรากเหง้าของตนเสมอ แม้ได้ใช้ชีวิตอยู่ภาคอีสานมากกว่าที่บ้านเกิดของตน มาอยู่อีสานจนส่องซอดถึงระบบนิเวศบุ่ง ทาม มาอยู่จนตั้งสร้างครอบครัว มีลูกสองคน นายนาคร ชูสกุล และนางสาววรรณลีลา ชูสกุล

สนั่น ชูสกุล นักรบวัฒนธรรมผู้พลีชีพกลางสนามรบ (๒)

ดร.เสรี พงศ์พิศ ได้แสดงตัวอย่างรากลึกทางวัฒนธรรมที่บรรพชนสร้างไว้ “การรุกเข้าไปในชุมชนเป็นไปในหลายรูปแบบ ถ้าเปรียบกับธุรกิจ นายทุนใช้ทั้งไม้แข็งไม้นวม ใช้การครอบงําแบบซื้อตัว ซื้อที่ ซื้อความรู้ความสามารถของชาวบ้าน ผู้นำชุมชน ที่เป็นอุปสรรคต่อการ ‘ฮุบ’ ที่ดิน การผูกขาดพันธุกรรม ทำลายความหลากหลาย ทําลายพันธุ์พืชพื้นบ้าน โดยการซื้อที่ดินที่ปลูกพืชเหล่านี้ก็มี แล้วให้เจ้าของที่ดินมาทํางานด้วยค่าแรงที่ไม่อาจปฏิเสธได้

สนั่น ชูสกุล นักรบวัฒนธรรมผู้เสียสละกลางสนามรบ

“ความรู้เรื่องระบบนิเวศอยู่กับชาวบ้าน ในน่านน้ำมีปลากี่ชนิดเขารู้จักและนับให้คุณฟังได้หมด รู้นิสัยของปลา รู้ว่ามันวางไข่เดือนอะไร วางไข่ที่ไหน เดือนไหนมันอยู่ที่ไหน หากินน้ำลึกหรือน้ำตื้น รู้หมด แล้วถ้าจะจับมันจะต้องมีเครื่องมือชนิดไหนเขาก็รู้ จับอย่างไรไม่เป็นการล้างผลาญเขาก็รู้ก็ทำ เขาหวงแหนและมีกุศโลบายในการดูแลให้มีอยู่มีกินถึงลูกถึงหลาน เขามีพิธีแสดงความรักความกตัญญูต่อธรรมชาติ ทั้งตาแฮก ปู่ตา แม่คงคา แม่ธรณี แม่ย่าเพีย มเหศักดิ์หลักเมือง

หมู่บ้านที่ไม่ปรากฏบนแผนที่ประเทศไทย

หมู่บ้านนี้ชาวบ้านตั้งชื่อกันเองว่า หมู่บ้าน"คาเซ" ตามชื่อหมู่บ้านในละครเรื่อง"เก็บแผ่นดิน" ที่ชาวบ้านลุกขึ้นมาต่อสู้กอบกู้แผ่นดินเกิดของตน ชื่อหมู่บ้านดั้งเดิมตั้งตามลักษณะภูมิศาสตร์ - "ตะกาดบัวผุด"

ตำนานพื้นบ้านในฐานะหลักฐานประวัติศาสตร์สองฝั่งโขง

เรื่องราวของหลักฐานประวัติศาสตร์ในประเทศไทยเป็นเรื่องกว้างน่าสนใจ และมีสิ่งใหม่ ๆ เกิดขึ้นอยู่เกือบตลอดเวลา ทั้งนี้เพราะหลักฐานทางประวัติศาสตร์มีหลากหลาย กระจัดกระจายอยู่ตามที่ต่าง ๆ และไม่มีความสมบูรณ์ในตัวของตัวเองอย่างไรก็ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ก็มีความสําคัญยิ่งในฐานะที่เป็นประทีปส่องสว่าง ช่วยให้มนุษย์สามารถประเมินความเป็นจริงของพฤติกรรมทางสังคมของมนุษย์ในอดีตได้ใกล้เคียงที่สุด

เงินตราโบราณในอีสานบ้านเฮา (ตอนที่ ๑๔)

เหรียญเงินสยามที่มีใช่แพร่หลายไปทั่วดินแดนภาคอีสาน และหัวเมืองอื่น ๆ คงจะหนีไม่พ้นเหรียญเงินตราแผ่นดินสมัยรัชกาลที่ ๕ เหรียญเงินยุคนี้เริ่มมีการพัฒนาอย่างรูปแบบชาติตะวันตกมากขึ้น มีการนําพระบรมรูปของพระมหากษัตริย์มาไว้บนเหรียญ ซึ่งในอดีตใช้เพียงตราพระราชลัญจกรของพระมหากษัตริย์เท่านั้น การเสด็จประพาสตะวันตกของรัชกาลที่ ๕ ได้นํามาสู่การเปลี่ยนแปลงหลายอย่างของสยาม รวมถึงพัฒนาการของเหรียญกษาปณ์ที่ใช้เป็นเงินตราในการแลกเปลี่ยนด้วย

กระดาษ ในยุค ๔.๐

ที่อยู่ตรงหน้าผมคือ กระดาษกองหนึ่งส่วนใหญ่เป็นจดหมายเวียนข่าวสารให้รับรู้ ยังมีเอกสารงานวิจัยทางขวามืออีกกองหนึ่ง ต้องอ่านให้เสร็จในสองสามวัน และนั่นถัดไป เป็นข้อสอบที่ออกเสร็จแล้ว รอการตรวจทานความถูกต้องอีกครั้งก่อนส่งไปทำสำเนา กองกระดาษเหล่านี้เพิ่มพูนขึ้นทุกวัน จดหมายเวียนอิเล็กทรอนิกส์นะหรือ มีไว้เพื่ออวดชาวโลกว่า เราก็ทันสมัยแล้วเราก็ใช้จริง ๆ ด้วย แต่ใช้ควบคู่ไปกับจดหมายเวียนที่เป็นกระดาษ

เงินตราโบราณ ในอีสานบ้านเฮา (ตอนที่ ๑๓)

หลังจากสยามมีการผลิตเหรียญเงินอย่างตะวันตกใช้อย่างเป็นทางการในปี ๒๔๐๓ แต่เงินปลีกที่มีราคาต่ำกว่าหนึ่งไพนั้น ก็ยังใช้เบี้ยหรือหอยเบี้ย ซึ่งเป็นหอยขนาดเล็กที่ได้จากมหาสมุทรอินเดีย ใช้เป็นเงินปลีกมาตั้งแต่สมัยอาณาจักรอยุธยา โดยอัตราแลกเปลี่ยนของหอยเบี้ยมีตั้งแต่ ๖๐๐-๘๐๐ เบี้ย เป็นหนึ่งเฟื้องแล้วแต่ความขาดแคลนหอยเบี้ย ซึ่งหอยเบี้ยนี้พ่อค้าชาวมลายู นำใส่เรือสำเภามาขาย

เงินตราโบราณ ในอีสานบ้านเฮา (ตอนที่ ๑๒)

ช่วงสมัยรัชกาลที่ ๓ จนถึงสมัยรัชกาลที่ ๔ การค้าของสยามรุ่งเรืองมาก จนส่งผลให้เงินตราที่มีใช้จ่ายในตลาดคือ เงินพดด้วง หรือเงินหมากค้อ ของคนลาวอีสาน มีจํานวนไม่เพียงพอใช้ซื้อขายแลกเปลี่ยน เพราะผลิตด้วยมือ กําลังผลิตค่อนข้างตํ่าผลิตได้วันละไม่กี่ร้อยบาท ทั้งที่ความต้องการใช้มีมากกว่านั้น ชาวต่างประเทศซึ่งเป็นชาวตะวันตกมักนำเงินเหรียญของตนมาซื้อขายสินค้า แต่ต้องนำเงินเหรียญนั้น ๆ หลอมเป็นเงินพดด้วง แล้วตีตราของทางราชการเสียก่อน จึงเป็นที่ยอมรับของพ่อค้าหรือราษฎรชาวสยาม
WP2Social Auto Publish Powered By : XYZScripts.com