กาบแก้วบัวบาน (๖)

กาบแก้วบัวบาน (๖)
ทางอีศาน ฉบับที่๖ ปีที่๑ ประจำเดือนตุลาคม ๒๕๕๕
คอลัมน์: นวนิยาย
Column: Novel “Karb Kaeo Bua Baan” (Glassy Lotus Petals)
ผู้เขียน: ณรงค์ฤทธิ์ ศักดารณรงค์

 

เหมราชตั้งใจกลับบ้านจึงเร่งเดินไม่ยอมหยุด ระหว่างทางทั้งมืด ทั้งลุ่ม ๆ ดอน ๆ เลี้ยวลัดตัดโค้ง ต้นไม้ทอดเงาบดบังแสงจันทร์ที่กำลังส่องสว่างแต่ยังพอมองเห็นทาง จึงแข็งใจเดินไปเรื่อย ๆ เดินจนเหนื่อยอ่อนแรงกะปลกกะเปลี้ยยังไม่ถึงที่หมาย ด็อกเตอร์หนุ่มจากสหรัฐอเมริกาได้แต่นึกขำตัวเอง หยิ่งทะนงว่ามีความคิดก้าวหน้าทันสมัยกลับพลัดหลงเข้าไปอยู่ในเหตุการณ์ลึกลับ ไม่ต่างไปจากความฝัน แต่กลับเป็นความจริง มองดูเสื้อผ้าที่ตัวเองสวมใส่ในแสงสลัว ประหลาดมากหากสวมใส่ชุดนักรบโบราณกลับไปจนถึงบ้าน คงเรียกเสียงหัวเราะได้เกรียวกราว แต่ต้องทำใจเพราะไม่มีชุดแต่งกายอื่นนอกเหนือจากนี้ ขณะเดินก็คิดถึงเจ้าเชียงรุ้ง ตัวเองเป็นถึงสหายดื่มน้ำสวามิภักดิ์สาบานเป็นคนเดียวกัน ให้คำมั่นสัญญาใจกับเจ้าฟ้าคำหยาด ทั้งยังได้รับเกียรติขี่ช้างศึกชมเมืองด้วยขบวนทัพยิ่งใหญ่ การปลีกตัวหนีกลับบ้านเงียบ ๆ เหมือนเป็นฝ่ายหลบลี้หนีหน้า ยิ่งคิดยิ่งสะทกสะท้านใจ

ดวงจันทร์คล้อยฟ้าต่ำลงจนแทบลับทิวไม้ละอองน้ำค้างฟุ้งลมมาเย็นยะเยือก เสียงไก่ขันเจื้อยแจ้วอยู่ข้างหน้า นั่นแสดงว่ากำลังจะถึงที่หมายปลายทาง จึงฮึกเหิมเร่งเดินเร็วขึ้นกว่าเดิมแต่ทันใดนั้นเหมือนมีเสียงคนเรียกดังขึ้นข้างหลังฟังแล้วคล้ายเจ้าฟ้าคำหยาด เขายังคงเดินต่อไปข้างหน้า ครั้นคิดถึงคำพูดของคนชุดขาวย้ำเตือนก็ยิ่งเร่งเดินไม่ยอมหยุด เสียงเรียกยังดังขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า เกือบจะหยุดเดินหันกลับไปมองข้างหลัง คำเตือนของคนชุดขาวก้องกังวานขึ้นมาอีก จึงก้าวเท้าเดินต่อไปข้างหน้าเร็วขึ้นกว่าเดิม เดินไปได้ไกลเท่าไรไม่รู้แต่พุ่มไม้ไหวยวบยาบอยู่ข้างทาง ทั้งเสียงเรียกเสียงเดินดังใกล้เข้ามากระชั้นชิดข้างหลังเริ่มลังเลจึงหยุดยืนฟังเพื่อให้แน่ใจ ทั้งเสียงเรียกเสียงเดินก็พลันหาย ฉุกคิดถึงคำเตือนของชายชุดขาว สูดลมหายใจลึกยาวแล้วเร่งเดินต่อไป

เขาตัดสินใจเด็ดขาด ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตามจะไม่ยอมหันกลับไปมองข้างหลัง

“เหมราช รอข้าด้วย”

“อย่าหนีข้าไป”

ฟังเสียงเรียกกี่ครั้งต่อกี่ครั้งเป็นใครอื่นไม่ได้นอกจากเจ้าฟ้าคำหยาด เหมราชไม่รู้จะตัดสินใจอย่างไรดี คำพูดของหลวงพ่อกังวานขึ้นมาสะกิดเตือน เหมือนกำลังยืนพูดอยู่ต่อหน้า แล้วหายไปในความมืด เสียงเรียกโหยหวนขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า เสียงเดินตามกระชั้นชิดใกล้เข้ามา ลมดึกพัดยะเยือกหนาวมากเท่าไรเสียงเรียกก็ยิ่งโหยหวนมากขึ้นเท่านั้น ยิ่งฟังก็ยิ่งมั่นใจเป็นเจ้าฟ้าคำหยาด ความรู้สึกผิดทำให้ใจเริ่มอ่อนลงเรื่อย ๆ กำลังจะหันกลับไปมองข้างหลัง คำพูดของคนชุดขาวแว่วเตือนขึ้นข้างหูเหมือนย้ำพูดอยู่ใกล้ ๆ ตัดใจเดินต่อทันที

“เหมราช รอข้าด้วย”

“อย่าหนีข้าไป”

เสียงเรียกโหยหวนขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก รู้สึกเหมือนเจ้าฟ้าคำหยาดกำลังยืนอยู่ใกล้ ๆ เหมือนถูกคว้าจับแขนฉุดดึงไม่ยอมให้ก้าวเท้าเดิน ทั้งที่แข็งใจทำตามคำเตือนของคนชุดขาว แต่กลับใจอ่อนทนต่อความสงสารไม่ได้ จึงฝ่าฝืนคำเตือนค่อย ๆ หันกลับไปมอง

ทันใดนั้น…

ภาพที่เห็นเป็นเจ้าฟ้าคำหยาดยืนร้องไห้คร่ำครวญสะอึกสะอื้นปิ่มจะขาดใจ เหมราชตื่นตะลึงยืนนิ่งเหมือนต้องมนต์ เห็นแล้วทนสงสารไม่ไหวและใจแข็งต่อไปอีกไม่ได้ จึงเดินกลับไปหาแล้วเอามือปาดเช็ดน้ำตาที่ไหลอาบแก้มเป็นทางยาว เจ้าฟ้าคำหยาดผวาเข้ากอดแล้วพูดระคนเสียงสะอื้น

“เจ้าอย่าหนีข้าไป”

“ไม่ ข้าไม่หนีเจ้าไปอีกแล้ว”

เหมราชปลอบประโลมเสียงสั่น สวมกอดเจ้าฟ้าคำหยาดที่ซุกใบหน้าลงซบอก สัมผัสอุ่นซึมซ่านไปทั่วทั้งร่าง เขากระชับกอดแน่นเหมือนกำลังปกป้องภัย ตามองตาฝ่าแสงจันทร์ในความมืด ถึงจะมืดแต่มองเห็นทะลุเข้าไปข้างในของหัวใจ เมื่อเจ้าฟ้าคำหยาดซุกซบในอ้อมแขน เขาลืมสิ้นทุกอย่าง ลืมคำพูดหลวงพ่อและคำเตือนของชายชุดขาว ได้แต่เดินตามเจ้าฟ้าคำหยาดกลับไปอย่างว่าง่าย เชื่องเหมือนแมวอ้อนเจ้าของขอกินปลาย่างระหว่างทางได้แต่ประเล้าประโลมเพื่อไถ่บาป หลั่งถ้อยคำสารภาพผิดที่หนีไปไม่บอกลา ขณะเดินมาถึงหน้าถ้ำเชิงเขา เจ้าฟ้าคำหยาดเดินนวยนาดไปยืนอยู่บนเนินหินปากถ้ำ เขาเดินตามไปยืนเคียงคู่เสียงน้ำค้างหยาดลงบนหินดังป๊อก ๆ ลมยามดึกพัดผ่านเย็นยะเยือก ถึงจะหนาวแต่สัมผัสอุ่นกรุ่นโชนใจให้เริงร่า ถึงจะมืดแต่ธิดาเจ้าเมืองเดินจูงมือเหมราชเข้าไปภายในถ้ำ

เสียงอึกทึกดังลั่นสนั่นป่า อึกทึกใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ เพียงชั่วพริบตาเท่านั้น นักรบชุดดำแปดเก้าคนพุ่งทะยานมาบนหลังม้า นักรบกลุ่มใหญ่เงื้อดาบคมขาววาววิ่งตามไปบนพื้นดิน ป่าทั้งป่าคึกโครมด้วยกองทัพที่เคลื่อนขบวน

เจ้าฟ้าคำหยาดตกใจกลัวยืนนิ่งอยู่ปากถ้ำชะงักเท้าไม่เดินเข้าไปข้างใน มองหน้าเหมราชแล้วละล่ำละลักพูด “แถนฟ้าลือ…”

“เกิดอะไรขึ้น ทำไมแถนฟ้าลือยกทัพมามากมาย” เหมราชถามด้วยความสงสัย

เจ้าฟ้าคำหยาดได้แต่เงียบ ถึงจะเงียบแต่แสดงอาการทุรนทุรายกลัวอย่างเห็นได้ชัด จากนั้นจึงพูดเสียงสั่นสะท้าน “แถนฟ้าลือ ยกทัพมาตีศรีโคตรบูร”

“ยกทัพมาตีศรีโคตรบูร” เหมราชย้ำคำพูดของเจ้าฟ้าคำหยาด เดินกลับไปมาเหมือนกำลังใช้ความคิด แต่คิดไม่ตกจึงร้อนรนถาม “เจ้าเชียงรุ้งอยู่ที่ไหน”

เจ้าฟ้าคำหยาดผู้สง่าโฉมยืนถอนหายใจ แล้วมองไปยังบริเวณปากถ้ำ เหมราชได้แต่กระสับกระส่ายด้วยจนใจช่วยอะไรไม่ได้ ไม่มีอาวุธ ไม่มีกำลังทหาร และเขาไม่ใช่ทหาร ถึงจะดื่มน้ำสวามิภักดิ์สาบานเป็นสหายกับเจ้าเชียงรุ้ง แต่เมื่ออยู่ในเหตุการณ์จริง การสู้รบไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องผ่านการฝึกใช้อาวุธ มันต้องมีประสบการณ์สู้รบมาก่อน แค่มองเห็นคนชุดดำตวัดดาบคมวาววับบนหลังช้างเห็นทหารถือทวนบนหลังม้า เห็นกลุ่มทหารเงื้อดาบวิ่งโห่ร้องตามกันไปเป็นขบวน และแม้เคยไล่ล่านกหัสดินมาก่อนแล้ว กลับตกใจกลัวจนตัวแข็งทื่อ ได้แต่มองเจ้าฟ้าคำหยาดเดินกลับไปกลับมากระทั่งธิดาเจ้าเมืองเป็นฝ่ายพูดขึ้นก่อน

“เจ้าพี่ข้ารึ ไม่หนีไปไหนอยู่แล้ว แต่…”

“สู้ไหมล่ะ”

“แถนฟ้าลือมีกำลังเหนือกว่า ข้าจึงเป็นห่วง”

“ขอเพียงสู้ เท่านั้นก็พอ”

“เจ้าไม่เคยสู้รบมาก่อน จะรู้ได้อย่างไร”

เหมราชเป็นฝ่ายปิดปากเงียบ เขาจำนนต่อคำพูดของเจ้าฟ้าคำหยาด และเป็นความจริงที่เขาไม่เคยสู้รบมาก่อน คิดเสียดายที่เจ้าเชียงรุ้งสั่งให้ฝึกอาวุธเขากลับคัดค้านเพราะไม่เห็นด้วย เมื่อตกอยู่ในสถานการณ์ที่หนีไม่พ้นจึงเห็นคุณค่า แต่สายไปเสียแล้ว ตลอดชีวิตที่ผ่านมาเขาอยู่ในแวดวงธุรกิจการค้า ชีวิตความเป็นอยู่แต่ละวันมุ่งหวังแต่ผลกำไร มุ่งมั่นอยู่กับการวางแผนขยายเครือข่ายตลาด คบหาเฉพาะกลุ่มผลประโยชน์ด้วยกันเท่านั้น ยามนี้ซึ่งหมายถึงการล่มสลายของบ้านเมืองท่ามกลางสงครามชิงอำนาจ จึงเห็นคุณค่าของการฝึกอาวุธและการเป็นทหาร ในวินาทีหน้าสิ่วหน้าขวาน บนความเป็นความตาย เขาจะช่วยศรีโคตรบูรได้อย่างไร ยิ่งคิดยิ่งมองไม่เห็นทาง

“หนีไป หนีไปให้ไกล…”

เสียงตะโกนดังขึ้นไม่ไกล และทันใดนั้น กลุ่มทหารแต่งกายสีดำเงื้อดาบ มองเห็นคมขาววับตะบึงม้าตรงใกล้เข้ามา คงเป็นใครสักคนตะโกนบอกให้รีบหนีเอาตัวรอด ทหารชุดดำควบม้ากรู ๆ ตรงเข้าหาเจ้าฟ้าคำหยาด เหมราชพุ่งเข้ากระชากจึงหลบได้หวุดหวิดและออกแรงวิ่งหนี กลุ่มทหารชุดดำควบม้าตามไล่ล่าแบบไม่ยอมปล่อย

เหมราชคว้ามือเจ้าฟ้าคำหยาดวิ่งหนีสุดชีวิตฝ่ายหนึ่งไล่ขยี้ อีกฝ่ายหนึ่งหนีหัวซุกหัวซุน ทั้งสองฝ่ายวิ่งไล่ตามกันไปจนถึงริมเหว มองลงไปข้างล่างทั้งชันทั้งลึกคดโค้งไปตามหุบเขา ครั้นจะวิ่งไปข้างหน้ามีโขดหินสูงตระหง่านขวางกั้น หากจะวิ่งกลับไปข้างหลังทหารชุดดำกำลังควบม้าตะบึงไล่ตามมาด้านขวาเป็นเหวลึก ด้านซ้ายเท่านั้นเปิดทางให้หนีเหมราชวิ่งนำหน้าไปก่อน ธิดาเจ้าเมืองออกแรงวิ่งตามแต่เริ่มช้าลงเรื่อย ๆ ขณะเดียวกันทหารชุดดำก็ควบม้าไล่ตามจวนเจียนจะถึงตัว ถ้าถูกคุมตัวได้มีหวังตกเป็นเชลย ในวินาทีนี้ไม่มีเวลาคิดหน้าคิดหลัง ทำอย่างไรให้รอดเท่านั้น ขณะกลุ่มทหารชุดดำควบม้าตามมาถึงตัว เจ้าฟ้าคำหยาดได้แต่หลับตากลั้นลมหายใจ ถึงเหมราชจะพยายามเข้ามาช่วยทุกวิถีทางแต่ก็มองไม่เห็นทางรอด

ทหารชุดดำอีกกลุ่มใหญ่โห่ร้องวิ่งออกมาจากป่า แต่ละคนวิ่งกรูเกรียวเข้าไปรุมล้อมเจ้าฟ้าคำหยาด เสียงโห่ร้องของทหารผสมเสียงกรีดร้องตกใจของธิดาเจ้าเมืองศรีโคตรบูรได้ยินไปทั่วหุบเขา เหมราชวิ่งกลับมาด้วยหวังจะบุกชิงตัวคืนเพียงชั่วพริบตาเท่านั้น เหมือนมีใครพุ่งเข้ามากระแทกเต็มแรง เขาเซเสียหลักล้มลงบนเนินหินลาดชัน พยายามหันกลับมามองดู เห็นชายชุดขาวโบกมือตะโกนให้เขารีบหนีเอาตัวรอด ตัวเองกลับโดนกลุ้มรุมจนหายไปในกลุ่มทหารชุดดำ เหมราชเงอะงะลุกขึ้นจะเข้าไปช่วยแต่หมดแรงล้มกลิ้งหลุน ๆ ลงไปตามแนวลาดชัน พยายามคว้าดึงกิ่งไม้แต่คว้ายึดอะไรไม่ได้แม้แต่ไม้กิ่งเดียว จึงลอยเคว้งคว้างหล่นลงไปบนยอดไม้ ตะเกียกตะกายหนีขึ้นไปบนชะง่อนหินข้าง ๆ จู่ ๆ ได้ยินเสียงเหมือนงูเสียงฟู่ ๆ ใกล้เข้ามา ค่อย ๆ ลุกขึ้นนั่งเขม็งมองไปยังทิศทางของเสียง สิ่งที่เห็นทำให้ถึงกับตื่นตะลึง

งูใหญ่ตัวหนึ่งเลื้อยนำหน้าใกล้เข้ามา งูอีกฝูงยั้วเยี้ยเลื้อยตามมาเรื่อย ๆ ด้วยความตกใจกลัวจึงรีบพยุงกายยืนขึ้น พยายามถอยแต่ถอยไม่ได้เพราะหมดพื้นที่บนชะง่อนหิน ฉากหนีไปซ้ายหรือจะย้ายไปขวา ล้วนแต่หลืบหินลาดชันลงไปในเหวลึก มองลงไปข้างล่างเห็นสายน้ำไหลไปตามโค้งหุบเหว ชะเง้อมองไกลออกไปเห็นภูเขาแบ่งสายน้ำสูงทะมื่น สายน้ำสีทองเชี่ยวไหลลงใต้ น้ำอีกสายสีเขียวมรกตเชี่ยวไหลขึ้นเหนือ

ความจำผุดวาบขึ้นมาทันที วันก่อนเขาแบกร่างเจ้าเชียงรุ้งมายืนอยู่ที่บริเวณแห่งนี้ จำได้ว่าตรงที่แห่งนี้เขาเสียหลักปะทะโขดหิน หลังฝ่ามือขวาครูดหินจึงเป็นแผลถลอก นั่นแสดงว่าเขามาถึงเส้นทางเดิม และเป็นเส้นทางสำหรับกลับบ้าน แต่จะกลับได้อย่างไร เพราะขณะนี้ฝูงงูเลื้อยยั้วเยี้ยใกล้เข้ามาจวนเจียนจะถึงตัว ห่างก็แค่หนึ่งช่วงแขนแต่ละตัวแลบลิ้นอ้าปากเขี้ยวแหลมโง้ง ขู่ฟู่ ๆ ใกล้เข้ามาและใกล้เข้ามา

ในพริบตานั้น งูใหญ่ที่เลื้อยนำหน้าฝูงมันผงกหัวสูงขึ้นแล้วพุ่งเข้าจู่โจม เขาเอี้ยวหลบจึงเสียหลักล้มลง ฝูงงูเลื้อยตามมาถึง แต่ละตัวผงกหัวขึ้นสูงไม่มีครั้งใดที่จะตกใจกลัวตายเท่าครั้งนี้ ตะเกียกตะกายหนีแต่ไม่มีทางหนี ค่อย ๆ ทรงตัวลุกขึ้นยืนแล้วพยายามถอย ในเสี้ยววินาทีแห่งความเป็นความตาย เขามองไม่เห็นทางรอด คิดแล้วคิดอีกคือถอยเท่านั้น จึงยกเท้าขวาขึ้นก้าวถอยหลังแล้วหลุดผลัวะหล่นลงจากชะง่อนหิน

ร่างของเหมราชลอยเคว้งคว้างลงสู่สายน้ำทางเดียวที่จะรอดคือฮึดสู้เท่านั้น จึงออกแรงตะเกียกตะกายทะลึ่งตัวขึ้นเหนือผิวน้ำ พยายามว่ายเข้าหาฝั่งแต่ถูกเกลียวคลื่นพุ่งซัด ผลุบ ๆ โผล่ ๆ กระเด็นกระดอนไปมาในสายน้ำ อ่อนระโหยโรยแรงอยู่กลางสายน้ำเชี่ยวไหล ถูกสายน้ำพัดพาไปตามโค้งหุบเขา ยิ่งเวลาผ่านไปนานก็ยิ่งหมดแรงจมดิ่งลงเรื่อย ๆ ยังพอมีสติรู้สึกตัวจึงออกแรงพุ่งให้โผล่ขึ้นเหนือน้ำอีกครั้ง ขณะกำลังกระเสือกกระสนไปกับสายน้ำ เขารู้สึกเหมือนมีใครมาช่วยมองเห็นราง ๆ อยู่ใกล้ ๆ แล้วการรับรู้ก็ดับวูบลง

เหมราชรู้สึกตัวจึงค่อย ๆ ยันกายลุกขึ้นนั่งบนลานหิน กวาดสายตามองไปทั่วบริเวณ เห็นต้นไม้เรียงรายตามริมฝั่งน่านน้ำกว้างใหญ่ แดดอ่อนส่องกระทบผิวน้ำสะท้อนแสงพราว หาดทรายเนียนขาวสงบเงียบ ตวัดสายตากลับมามองสำรวจตัวเองด้วยความสงสัย ยังมีลมหายใจหรือเป็นเพียงร่างที่ไร้วิญญาณ บีบมือพิสูจน์เพื่อความมั่นใจ จึงรู้ได้ว่าตัวเองยังไม่ตาย สูดลมหายใจลึก ๆ อีกสองสามครั้ง เพื่อขับไล่ความเจ็บปวดที่ร้าวระบมไปทั่วร่างกาย คิดแล้วอดสงสัยไม่ได้ว่าตัวเองมาอยู่บนลานหินนี้ได้อย่างไร

ชายชราคนหนึ่งนั่งเงียบ ๆ อยู่บนชะง่อนหินนั่งเงียบขรึมไม่พูดไม่ยิ้ม แต่มองมายังเขาด้วยสายตาอ่อนโยน

“คุณลุงครับ ผม…”

“ตามสบายเถิด พ่อหนุ่ม” น้ำเสียงนุ่ม ๆ ดวงตาเปี่ยมด้วยไมตรี “เห็นเจ้ากำลังจมน้ำ ข้าผู้เฒ่าสีโห ช่วยเจ้าได้ทันเวลาเลยนะ ลานหินแข็งไปซักหน่อย ไม่นุ่มนักหรอก เจ้าน่าจะทนได้”

“ขอบพระคุณมากครับ คุณลุงสีโห” เขายกมือทั้งสองข้างขึ้นไหว้ “ผมชื่อเหมราช คุณลุงพอจะบอกได้หรือไม่ครับ ขณะนี้ผมอยู่ที่ไหน มองไปทางไหนทำไมมีแต่น้ำกับน้ำ”

“ใจเย็น ๆ เอาไว้ก่อนเถิด พ่อหนุ่มเหมราช”ชายชราพูดเสียงนุ่มนวล “เจ้าคงเหนื่อยมาก พักเอาแรงเสียก่อน อีกหน่อยเจ้าก็จะรู้เอง”

“คุณลุงสีโห กรุณาเถอะครับ ผมอยากรู้ ขณะนี้ผมอยู่ที่ไหน” เหมราชพูดเร็วแทบไม่หายใจ “ผมอยากกลับบ้านที่กรุงเทพฯ ผมจะกลับทางไหน”

เสียงหัวเราะของชายชราดังกังวาน เหมราชได้แต่แปลกใจ ทำไมชายชราท่าทางใจดีถึงได้หัวเราะคงเป็นเพราะเห็นเขาหมดสภาพ หรือไม่ก็คงกำลังสมเพชที่เขาไม่รู้ทางกลับบ้านตัวเอง ชายชราใจดีผู้นี้กำลังคิดอะไรก็ตาม มันเป็นความหวังเดียวที่มีอยู่ อย่างน้อย ๆ ชายชราก็น่าจะรู้เส้นทางกลับกรุงเทพฯ และช่วยเขาได้ จึงยิ้มตอบด้วยหวังผูกไมตรี ชายชราถึงจะดูใจดีแต่ท่าทางเย็นชา หัวเราะเสียงดังกังวาน พูดแต่ละคำเหมือนไร้ความรู้สึกช่วยเขาก็จริงแต่ปล่อยให้ทุรนทุรายเดียวดายอยู่ต่อหน้า ขืนซักถามมาก ๆ ก็จะพลอยยุ่งยากกลายเป็นมีปัญหา จึงทิ้งช่วงให้ตัวเองเป็นฝ่ายเงียบ แล้วรอดูท่าที

หญิงสาวคนหนึ่งใบหน้าเรียวรูปไข่ ดวงตาเป็นประกายสดใส ปล่อยผมยาวคลุมไหล่ นุ่งผ้าซิ่นสีใบไม้ ใส่เสื้อแขนยาวรัดรูปสีเดียวกัน เธอเดินโผล่แนวหินใกล้เข้ามา เดินตรงเข้าไปหาชายชราแล้วพูดเสียงเบา

“ท่านพ่อ ทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว”

“เวียงจันทราลูกพ่อ ขอบใจเจ้ามาก” ชายชรามองหน้าหญิงสาวแล้วพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “ภารกิจทั้งหมด พ่อมอบให้เจ้ารับผิดชอบ จงนำทางเขาไปที่พัก” หันไปมองหน้าเหมราช ยิ้มอย่างใจดีแล้วพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “พ่อหนุ่มเหมราช จงตามเวียงจันทราลูกสาวข้าไป”

“ไปที่ไหนหรือครับ คุณลุง”

“ถ้าอยากรู้นัก ก็จงถามเวียงจันทราด้วยตัวเจ้าเอง”

คำพูดของชายชราทำให้เหมราชจำใจต้องลุกขึ้นเดินตามหญิงสาวไปอย่างเงียบเชียบ ทั้งที่ไม่รู้ไปไหนแต่ตามไปด้วยความประหม่า อยากถามแต่ปิดปากไม่พูด ดีที่สุดคือเดินตามไปเงียบ ๆ จนไปถึงหน้าถ้ำแล้วเดินตามเข้าไปข้างใน หญิงสาวเดินนำหน้าไปเรื่อย ๆ ไม่พูด ไม่มีอาการหวั่นกลัวแม้จะมีชายหนุ่มเดินตาม จนกระทั่งเดินมาถึงบริเวณคล้ายห้องโถงแต่เป็นอุโมงค์ใหญ่ หญิงสาวหันกลับมามองเหมราช ยิ้มนิด ๆ แล้วพูดเบา ๆ

“ที่พักของเจ้า หากต้องการความช่วยเหลือสิ่งใด โปรดบอกข้า”

“ขอบคุณมากครับ คุณเวียงจันทรา”

“เรียกข้าเวียงจันทรา” หญิงสาวพูดด้วยน้ำเสียงปกติ “ภาษาของเจ้า สำหรับพูดที่ภพภูมิของเจ้า แต่ที่นี่ภพภูมิของข้า จงใช้ภาษาของข้า”

“ผมเหมราช” เขาแนะนำตัวเอง “ถ้าผมทำอะไรผิดไป ผมขอโทษ”

“เจ้าไม่ได้ทำผิดอะไร เพียงแต่…” น้ำเสียงของเวียงจันทราเป็นกันเอง “ข้าขอร้อง จงใช้ภาษาของข้า”

พูดจบเวียงจันทราเดินกลับออกไปจากถ้ำ เมื่ออยู่คนเดียวในความเงียบ เหมราชรู้สึกเหมือนถ้ำแห่งนี้มีเงื่อนงำลึกลับ คล้ายมีใครเคลื่อนไหวแต่มองไม่เห็น คิดแล้วนึกขำตัวเองที่ยังอยู่ในเครื่องแต่งกายของทหารศรีโคตรบูร แต่เป็นทหารที่ไม่มีอาวุธ เขาต้องอยู่ในถ้ำแห่งนี้อีกนานเท่าไร เบื้องหน้าต้องพบอะไรอีกบ้าง เหตุใดสองพ่อลูกจึงอยู่กันตามลำพังในถ้ำแห่งนี้ สีโหผู้พ่อเงียบขรึมเย็นชาเวียงจันทราลูกสาวนุ่มนวลอ่อนหวาน ท่าทางห้าวหาญเหมือนมีบางอย่างแอบแฝงอยู่เบื้องหลังพยายามคิดทบทวนเหตุการณ์ แปลกมากที่ตัวเองรอดพ้นอันตรายจากกองทัพแถนฟ้าลือ กลับถูกไล่ล่าด้วยกองทัพงู หนีพ้นกองทัพงูแต่มาพบสองพ่อลูก ถึงบรรยากาศเต็มไปด้วยไมตรีแต่กลับรู้สึกเดียวดาย

เหมราชเดินสำรวจทั่วอุโมงค์ถ้ำ แสงสว่างจากข้างนอกส่องเข้ามาทางปล่องหิน ลมอ่อน ๆ พัดผ่านเข้ามาภายใน อุโมงค์ใหญ่จึงโปร่งโล่งสดชื่นเขายืนนิ่งชั่วอึดใจจากนั้นเดินออกไปบริเวณหน้าถ้ำมองสำรวจอีกครั้งแล้วนั่งลงบนชะง่อนหินใต้ต้นไม้ใหญ่ ลมโกรกพัดเย็นฉ่ำทำให้สดชื่นแจ่มใสมากขึ้นตามลำดับ เงยหน้าขึ้นมองกลุ่มเมฆบนท้องฟ้ามองภูเขาทอดเงาสูงทะมื่น มองแมกไม้เขียวชอุ่มในป่า มองน่านน้ำกว้างใหญ่สุดสายตา ใจที่รุ่มร้อนเริ่มเย็นลง ครั้นใจสงบเย็นลงจึงมองเห็นตัวตนภายในที่ซ่อนลึก ย้อนคิดถึงคำพูดของหลวงพ่อที่ว่า ธรรมทั้งหลายสำคัญอยู่ที่ใจ ฟังแล้วครั้งแรกเข้าใจยาก พยายามทำความเข้าใจความหมายที่แฝงลึกในถ้อยคำ ไตร่ตรองคิดแล้วคิดอีก ซึมซับความหมายที่แฝงลึกอยู่ในถ้อยคำ ค่อย ๆ เปิดใจให้ตระหนักรู้ด้วยตน มองเห็นตัวเองอยู่ในสภาพใจเป็นนาย ตลอดเวลาที่ผ่านมา ผ่านพบเหตุการณ์หลากหลายด้วยใจที่ปรุงแต่ง จึงแปรเปลี่ยนไม่สิ้นสุด ใจที่ไม่ปรุงแต่งต่างหากคือมองเห็นธรรม สิ่งทั้งหลายเกิดขึ้นที่ใจก็ดับที่ใจและจบลงที่ใจ คำพูดของหลวงพ่อทำให้มองเห็นข้อบกพร่องที่สั่งสมในตัวตน ส่องแสงแยงตาให้สว่าง กระจ่างแจ่มชัดตื่นขึ้นมารับรู้ด้วยใจ

ตัวเองเป็นใคร มาจากไหนและต้องกลับไปที่ใด ความคิดพรั่งพรูขึ้นสะกิดใจให้ไตร่ตรอง จึงตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยว สิ่งเดียวที่ต้องทำคือกลับกรุงเทพมหานคร

เหมราชเดินจากไปบริเวณหน้าถ้ำ เลียบเลาะน่านน้ำไปเรื่อย ๆ ผ่านสุมทุมพุ่มไม้ โขดหิน ต้นไม้น้อยใหญ่ในป่าทึบ ทะลุสู่เนินดินและลานหินกว้างทอดสายตามองไปข้างหน้า เห็นยอดเจดีย์สีขาวต้องแดดวาวสูงพ้นแนวแมกไม้ ลดสายตามองต่ำลง เห็นองค์เจดีย์ต้องแดดพราวสะท้อนแสงไปทั่วบริเวณ หลังจากหยุดยืนจ้องมองชั่วครู่จึงตัดสินใจเดินเข้าไปใกล้ ๆ และใกล้มากเท่าไรก็ยิ่งเห็นทุกอย่างมากขึ้นเท่านั้น

เจดีย์ใหญ่สูงตระหง่านอยู่บนเนินหิน ถึงลมจะพัดแต่องค์เจดีย์ทั้งนิ่งทั้งสงบ ถัดไปใต้ร่มจำปาเห็นคนชุดขาวนั่งสงบเงียบ ด้วยใจสงสัยจึงก้าวเท้าเดินใกล้เข้าไปเรื่อย ๆ กระทั่งทิ้งช่วงห่างเพียงสามช่วงแขน สังเกตเห็นผมสีดำยาวสลวยลงคลุมหลัง จะเอ่ยปากถามก็ไม่กล้าจึงได้แต่ยืนเงียบ คนชุดขาวค่อย ๆ หันกลับมาเงยหน้ามอง

“เวียงจันทรา”

“ข้ารู้ เจ้ากำลังไปจากที่นี้”

“คือว่า…” เหมราชเลือกใช้คำพูดตามภาษาของเวียงจันทรา “ข้าอยากกลับบ้าน”

“แต่ละคนมีภารกิจของตัวเอง” เวียงจันทราพูดพร้อมกับมองประสานสายตาเหมราช “เจ้าก็เหมือนกัน เมื่อภารกิจยังไม่สิ้น ข้าได้แต่หวังว่าเจ้าจะไม่ทอดทิ้งภารกิจของตัวเอง”

“หมายถึงอะไร ข้าไม่เข้าใจ” เหมราชเริ่มกล้ามากขึ้นกว่าเดิม “ที่นี้ ข้ามีภารกิจด้วยหรือ และถ้ามี ข้าต้องทำอย่างไร”

“เจ้าก็รู้” เวียงจันทราพูดพลางหันกลับไปมององค์เจดีย์ “แม้แต่องค์เจดีย์ก็ยังมีภารกิจ ข้าและเจ้าล้วนต้องรับผิดชอบ” ชี้ไปยังเนินหินฐานองค์เจดีย์แล้วพูดเสียงหนักแน่น “แผ่นหินนั้นก็มีภารกิจด้วยเหมือนกัน ดูให้ดี ๆ เจ้าก็รู้”

“ข้าไม่รู้” เหมราชปฏิเสธแล้วต่อด้วยคำถาม “ทั้งองค์เจดีย์ ทั้งแผ่นหิน มีภารกิจด้วยรึ”

“เจ้าก็รู้” เวียงจันทราย้ำคำพูดเสียงแจ่มใส “ที่ตระหง่านอยู่ต่อหน้าเจ้า คือเจดีย์พ้นทุกข์ ใครก็ตามที่มุ่งสู่ทางพ้นทุกข์ แต่ละคนดั้นด้นมากราบไหว้องค์เจดีย์ นั้นคือภารกิจพวกเขา ส่วนจะพ้นทุกข์หรือไม่ขึ้นอยู่กับวิธีการของแต่ละคน” ตวัดสายตากลับมาจ้องมองหน้าเหมราชเหมือนจะค้นหาอะไรบางอย่างที่ซ่อนลึกอยู่ในดวงตา “ทั้งเจ้า ทั้งข้า ทั้งองค์เจดีย์และผู้มากราบไหว้ ล้วนแต่มีภารกิจด้วยกันทั้งนั้น และภารกิจยังไม่สิ้นสุด”

“เจดีย์พ้นทุกข์” เหมราชรำพึงคิดในใจ “ตัวเราเอง เวียงจันทรา องค์เจดีย์และผู้มากราบไหว้ภารกิจยังไม่สิ้นสุด ยากที่จะเข้าใจ” เงยหน้าขึ้นมองยอดเจดีย์แล้วลดสายตามองต่ำลง จ้องมองน่านน้ำแล้วเงียบชั่วครู่ ค่อย ๆ หันกลับมามองสบตาเวียงจันทราแล้วถามด้วยความสงสัย “ภารกิจยังไม่สิ้นสุด ข้าไม่เข้าใจ หมายถึงอะไร”

“สรรพสิ่งล้วนมีภารกิจ ไม่มีสิ่งใดเดียวดาย” น้ำเสียงของเวียงจันทราฟังรื่นหู “เจ้ามุ่งมั่นทำสิ่งที่ตัวเองคิด ทำตามความต้องการ ขณะที่ฝันยังไม่เป็นจริง เจ้าต้องไปให้ถึงฝัน” จ้องมองดวงตาทั้งคู่ของเหมราช นิ่งเหมือนกำลังค้นหาอะไรสักอย่างที่
ซ่อนลึกอยู่ข้างใน จากนั้นจึงพูดเบา ๆ แต่มากด้วยน้ำหนัก “ก็นั่นแหละ ภารกิจที่เจ้าต้องทำ”

คำพูดของเวียงจันทราจุดประกายขยายความคิดของเหมราชให้โชติช่วงขึ้นกลางใจ คำพูดเพียงไม่กี่คำปลุกให้เขาตื่นขึ้นรับรู้ภารกิจของตัวเอง คำพูดสั้น ๆ ง่าย ๆ แต่ลึกซึ้งด้วยความหมาย ผู้หญิงคนนี้เป็นใคร เหตุใดทั้งเธอและพ่อจึงกลายเป็นคนเฝ้าเจดีย์ในหุบเขา มีเบื้องหน้าเบื้องหลังอย่างไรล้วนแต่น่าคิด

“ภารกิจที่ข้าต้องทำคือกลับกรุงเทพมหานคร” เหมราชพูดด้วยหวังจะดูท่าทีของเวียงจันทรา “เฝ้าเจดีย์พ้นทุกข์ไม่ใช่ภารกิจข้า และข้าต้องไปจากที่นี้”

“เมื่อไม่ได้มา ทำไมเจ้าต้องไป”

“ข้าต้องไป”

“ภารกิจไม่สิ้นสุด เจ้ายังไปไม่ได้”

เหมราชถึงกับอึ้ง คำพูดของเวียงจันทราสั้นกระชับ แต่มากด้วยความหมายลึกซึ้ง รู้เท่าทันความคิดเขาทุกอย่าง ถ้าได้ไปร่วมงานที่บริษัทคงทำให้กิจการก้าวหน้าอย่างรอบด้าน ตัวตนที่พบเห็นขณะนี้ดูแล้วย้อนยุคเป็นคนโบราณ แต่ไหวพริบปฏิภาณเฉียบคมทันสมัย

“ถ้าเป็นไปได้ ผมยินดีรับเข้าทำงานที่บริษัท” เหมราชเปลี่ยนคำพูดจาก ข้า เป็น ผม เพื่อให้ฟังดูดี “คุณพ่อของคุณด้วย เอ้อ…” เว้นระยะด้วยการหายใจแล้วพูดต่อ “เพียงแต่คุณเวียงจันทราต้องพาผมไปจากที่นี่ ด้วยวิธีไหนก็ได้ ผมมั่นใจมาก คุณจะช่วยงานผมได้มากทีเดียว บริษัทเครือข่ายของผมที่เวียงจันทน์ ผมกำลังวางแผนตลาด ดำเนินกิจการเมื่อไร ถ้าคุณไม่ขัดข้อง ผมจะมอบงานให้คุณรับผิดชอบทั้งหมด”

“ขอบใจมากที่วางใจข้า แต่ข้ารับไม่ได้” น้ำเสียงของเวียงจันทรายังคงกังวานแจ่มใสไม่เปลี่ยนแปลง “แต่ละภพภูมิมีภารกิจไม่เหมือนกันภารกิจของเจ้าคือนำพาบริษัทและเครือข่ายให้บรรลุฝัน ภารกิจของข้าคืออยู่เฝ้าเจดีย์พ้นทุกข์เจ้าก็รู้…” มองหน้าเหมราชแล้วเงียบ และเงียบอยู่ครู่ใหญ่จึงพูดต่อ “ภารกิจของบริษัทและภารกิจของเจดีย์พ้นทุกข์ต่างกันทั้งที่มาและที่ไป ระหว่างเจ้าและข้ามีภารกิจไม่เหมือนกัน แต่เราร่วมภารกิจด้วยกันได้”

“ผมต้องการคุณมาก” เหมราชเน้นเสียงพูดจริงจัง “คุณเวียงจันทรา เราไปด้วยกันเถอะครับ ผมมีตำแหน่งระดับผู้บริหารให้คุณและก็พ่อของคุณ”

“ภาษาของข้า เจ้ายังไม่รับผิดชอบ” เวียงจันทราไม่ยอมหลบสายตา “ภารกิจของข้า เจ้าก็ยังไม่เข้าใจ แล้วเจ้าก็ยกภารกิจของตัวเองให้ข้ามอบตำแหน่งที่ข้าไม่เข้าใจให้ข้า นั่นแสดงว่าเจ้ามุ่งมั่นจะไปให้ถึงฝัน แต่ไม่เข้าใจสิ่งที่ตัวเองฝัน”

“แล้วผมควรทำยังไง”

“ข้าเป็นห่วงเจ้า”

“ขอบคุณมากที่เป็นห่วงผม” เหมราชมีความกล้ามากขึ้นเรื่อย ๆ ความรู้สึกอบอุ่นวิ่งพล่านไปทั่วทั้งกาย มองลึกเข้าไปในดวงตาทั้งคู่ของเวียงจันทราแล้วพูดต่อด้วยน้ำเสียงนุ่ม ๆ “ถ้าเป็นห่วงผม ก็ต้องไปกับผม ระหว่างเราสองคน ภาษาไม่ได้เป็นอุปสรรคที่จะร่วมภารกิจด้วยกัน ผมพูดภาษาของผม คุณพูดภาษาของคุณ ง่าย ๆ แต่มากด้วยไมตรี มีความจริงใจ เท่านี้ก็น่าจะพอ”

ระลอกน้ำซัดสาดฝั่งดังฉาดฉ่า ใบไม้แห้งหล่นลงเกลื่อนดิน องค์เจดีย์ต้องแดดสะท้อนแสงวาวเวียงจันทราเงียบไปชั่วครู่ เหมราชไม่ได้ต่างจากหญิงสาวผู้ทำหน้าที่เฝ้าเจดีย์พ้นทุกข์ ถึงต่างฝ่ายต่างเงียบ แต่ใจทั้งสองดวงกลับคุโชนด้วยความรู้สึกล้ำลึก

“เรากลับกรุงเทพมหานครด้วยกัน” น้ำเสียงของเหมราชสั่นสะท้าน “ขอเพียงคุณตัดสินใจ ผมรอได้”

“ข้าก็รอได้” เวียงจันทราพูดเสียงกังวานสะท้านซ่านซึมเข้าไปในความรู้สึก ยืนก้มหน้านิ่งแล้วพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “เจ้าและข้า ถึงต่างภารกิจกัน นั่นมันเรื่องของภพภูมิ แต่ข้าก็หวัง…” หยุดหายใจแล้วพูดต่อ “เจ้าจะต้องอยู่ที่นี่กับข้าเพราะเจ้ามีภารกิจร่วมกับข้า และข้าขอมอบภารกิจของข้าให้เจ้า” ทอดสายตามองไปยังน่านน้ำแล้วเงียบ ท่าทางเหมือนกำลังครุ่นคิด เงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าแล้วถอนหายใจยาว มองท้องฟ้าเงียบ ๆ อยู่นานแล้วพูดเสียงสั่น “อย่าจากข้าไปข้าขอร้อง เราสองคนร่วมกันเฝ้าเจดีย์พ้นทุกข์”

คำพูดของเวียงจันทราแผดเผาเหมราชให้ร้อนรุ่มไปทั่วทั้งตัว ใจสงบเย็นกลับพล่านปะทุคุโชนด้วยความรู้สึกที่ยากจะหักห้าม ทั้งที่ตั้งใจไว้แล้วอย่างเด็ดเดี่ยว ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตามเขาต้องกลับกรุงเทพมหานคร แต่กลับเปลี่ยนใจอยู่เฝ้าเจดีย์พ้นทุกข์ร่วมกับเวียงจันทรา เป็นการตัดสินใจที่ไม่มีคำตอบให้แก่ตัวเอง.

(โปรดติดตามต่อฉบับหน้า)

หนังสือแนะนำ



บทความที่คุณอาจจะสนใจ

WP Facebook Auto Publish Powered By : XYZScripts.com