การปั้นพระปางปฐมเทศนา

ทันทีที่ทราบข่าว ผมนัดหมายกับอาจารย์กิตติพงษ์ สุริยทองชื่น จากนั้นก็เดินทางไปยังโรงปั้น อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ มีโอกาสเห็นการทำงานและได้พูดคุยสอบถาม เทียวไปเทียวมาอยู่สองสามรอบ เพื่อเก็บข้อมูล-ความคิด ปัญหา-อุปสรรค ตลอดจนการวางแผน-แก้ปัญหากระทั่งชิ้นงานสำเร็จลุล่วง

จากนั้นเป็นหน้าที่ของผม ที่จะบันทึกเรื่องราวการปั้นพระปางปฐมเทศนาเอาไว้ แม้จะไม่ได้ลงลึกในความเป็นประติมากรรมอย่างอ้างได้ตามทฤษฎีศิลปะ แต่เลือกบอกเล่าสิ่งละอันพันละน้อยเป็นหลัก ด้วยเชื่อว่านี่เป็นอีกมุมมอง ผ่านประติมากรผู้สร้างงานที่มีความน่าสนใจอยู่ไม่น้อย

ต้นทางแห่งศรัทธา

วัดแห่งหนึ่งยังขาดพระประธาน จึงติดต่อว่าจ้างผู้ปั้นพระพุทธรูป แต่เนื่องด้วยข้อจำกัดด้านงบประมาณ ทั้งหมดจึงไม่สามารถเริ่มต้นได้กระทั่งได้มาพบกับอาจารย์กิตติพงษ์ ซึ่งเมื่อรู้ต้นสายปลายเหตุ ก็ไม่รอช้าที่จะใช้โอกาสและฝีมือร่วมบุญครั้งนี้ โดยขอรับเพียงค่าวัสดุกับค่าขนส่งเท่านั้น ส่วนค่าแรงถือเป็นพุทธบูชา

“ทำเต็มที่ ถือว่าเราได้ร่วมบุญ คิดแบบนี้ดีกว่า เพราะถ้าทำแล้วกลายเป็นลักทรัพย์ผู้อื่น ผมจะกลัวมาก โอ้โฮ… ทุกคนเขาสาธุแล้วบริจาคมานะ”

สำหรับพระพุทธรูปปางปฐมเทศนานั้น อยู่ในพระอิริยาบถนั่งขัดสมาธิ พระหัตถ์ขวายกขึ้นจีบนิ้วเป็นรูปวงกลมเสมอพระอุระ พระหัตถ์ซ้ายยกขึ้นประคอง ด้านหลังแผ่พระรัศมีวงกลม (วงล้อธรรมจักร) ส่วนที่พุทธบัลลังก์มีธรรมจักรกวางหมอบ พร้อมด้วยปัญจวัคคีย์ทั้งห้า

หลังพระพุทธเจ้าตรัสรู้ได้ปฐมเทศนาโปรดปัญจวัคคีย์ทั้งห้า ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ หรือวันเพ็ญเดือนอาสาฬหปุณมี ทรงแสดงธรรมจักรกัปปวัตนสูตรใจความสำคัญคือให้งดเว้นทางสุดโต่ง ๒ สายได้แก่ กามสุขขัลลิกานุโยค คือการประกอบตนให้หมกมุ่นในกาม และอัตตกิลมถานุโยค คือการทำตนเองให้ลำบาก

ทรงแสดงมัชฌิมาปฏิปทา หรือทางสายกลาง ได้แก่ มรรคมีองค์ ๘ อันเป็นข้อปฏิบัติให้ถึงทางดับทุกข์ และอริยสัจ ๔ หรือความจริงอันประเสริฐ ได้แก่ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค และเมื่อทรงแสดงธรรมจบ โกณฑัญญะพราหมณ์หนึ่งในปัญจวัคคีย์ได้ดวงตาเห็นธรรมสำเร็จพระโสดาบัน ในวันนั้นพระรัตนตรัยได้ครบองค์ คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

วิชาการขยายแบบ

การปั้นพระพุทธรูปนั้น อาจารย์กิตติพงษ์ให้ความสำคัญกับลำดับขั้นตอนอย่างยิ่ง ทั้งหมดได้ถูกปฏิบัติอย่างเคร่งครัดมาตลอด ตั้งแต่มีโอกาสปั้นพระพุทธรูปครั้งแรก ผ่านมาหลายปีจำนวนการปั้นได้เพิ่มขึ้นตามวันเวลา แต่บนเส้นทางสายนี้มาตรฐานการทำงานไม่เคยแปรผัน

“คิดจากชิ้นเล็กก่อน คือเราตัวใหญ่ มุมมองสามารถมองแบบเครื่องบินที่บินวนเห็นรอบด้าน แม้ขนาดยังทำรายละเอียดได้ไม่เต็มที่ แต่จะเข้าใจเรื่องสัดส่วนเบื้องต้นได้ แล้วพอขยายขึ้นมาอีกระดับ เป็นเรื่องความแม่นยำแล้ว หน้าอกคอ สะโพก ขา เข่า สามารถปรับได้ชัด ดูสัดส่วนเพื่อป้องกันพลาด เพราะถ้าขยายใหญ่เลย ผิดพลาดจะแก้ยากมาก”

ทั้งหมดเป็นขั้นตอนที่ศาสตราจารย์ศิลป์พีระศรี ได้วางรากฐานเอาไว้ แต่บางครั้งประติมากรเจอเงื่อนไขให้ต้องทำงานอย่างรวดเร็ว เช่นให้ทันวางศิลาฤกษ์ เวลาทำงานจึงลดน้อยไปทันทีทำให้ต้องตัดบางขั้นตอนออกไป และถ้าเป็นขั้นตอนการขยายแบบ ก็เท่ากับตัดความรู้ขั้นสูงออกไปอย่างน่าเสียดาย

“แต่ปัญหามันไม่ได้ตัด ปัญหาไปกองอยู่ตรงหน้า แล้วที่พลาด ๆ กันมักจะเข้าใจว่าสายตาอ่านได้ แต่ความรู้ที่ผมได้เสาะแสวงหามาบอกว่าตัวเลขชัวร์ที่สุด เป็นศิลปินตาดีเฉพาะบางเรื่องแต่ถ้าสเกลมันใหญ่เกินคนจริง มีแต่ตัวเลขเท่านั้นที่สามารถควบคุมความงามได้”

นั่นคือปัจจัยภายนอก แต่ที่หนักหนาขึ้นไปอีกกลับเป็นนิสัยของประติมากรเอง บางคนเริ่มมีชื่อเสียงจึงมั่นใจว่า สามารถตัดขั้นตอนที่ยุ่งยากนี้ออกไปได้ เพราะอย่างไรเสียงานย่อมผ่านอยู่แล้ว เรียกว่าไม่เคารพตัวเอง ไม่เคารพวิทยาการที่ได้รับการถ่ายทอดมา และไม่เคารพพุทธลักษณะ

“หน้าที่ต้องสมบูรณ์ ในชีวิตจริงเราทำอะไรสมบูรณ์แบบยากมาก ต้องทำที่งานของเรานี่แหละ ขอให้เป็นเรื่องที่ดีที่สุดในชีวิต ก็เลยมาสัมพันธ์กับการทำงาน งานปั้นมองแบบนี้ ทำให้เรามองความจริงในชีวิตได้อย่างไม่สร้างปมปัญหา เพราะรู้ทุกอย่างต้องเป็นไปตามนี้”

โครงสร้างที่แอบอยู่เบื้องหลัง กับสิ่งที่ฝังอยู่ด้านลึก

ด้านหลังของพระปางปฐมเทศนา เชื่อมด้านบนสุดด้วยเหล็กเส้นติดกับคานหลังคาโรงปั้น ส่วนธรรมจักรใช้เหล็กเส้นเชื่อมเป็นตารางก่อนเชื่อมขนาบแนวนอนเป็นช่วง ๆ ด้วยเหล็กอีกรอบ ขณะที่แนวตั้งถูกเชื่อมดามด้วยเหล็กท่อเหลี่ยม โดยยันด้านล่างไว้กับฐาน ซึ่งทั้งหมดมีที่มาและเหตุผล

“หนึ่ง-เป็นตัวยึดให้ดินน้ำมันอยู่ได้ สอง-รับน้ำหนักดินน้ำมันทั้งหมด ส่วนนี้ถ้าเป็นคนคือกระดูก ถ้าไม่มีโครงเหล็กบางทีปั้นจะเสร็จแล้วล้ม เคยเจอ ตอนนั้นปั้นงานแล้วดินที่ใช้มีน้อยแล้วค่อนข้างแข็ง แต่ข้างนอกอ่อน ก็ให้เด็กมาช่วยฉีดน้ำแล้วฉีดมากไป น้ำผิวนอกซึมไปหาข้างใน แขนพระร่วงเลย แล้วรอยแตกที่ไม่ได้อุด พอน้ำเข้าไปทรวงอกก็แยกใหญ่เลย”

แม้จะเล่าอย่างอารมณ์ดี แต่ในวันนั้นอาจารย์กิตติพงษ์บอกว่า อารมณ์เป็นอีกเรื่องหนึ่งเลย จากความผิดพลาดนี่เองทำให้ต้องหาวิธีแก้ปัญหา ซึ่งคำตอบที่ได้มาจากการค้นคว้าหาความรู้ในตำรา และนอกจากทางออกของปัญหาแล้ว โลกการอ่านยังนำไปสู่เหตุการณ์ (ที่เคยเกิดขึ้น) จริง ซึ่งเป็นดั่งครูชั้นดี

“อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ อาจารย์สนั่น ศิลากรณ์ ลูกศิษย์มือขวาอาจารย์ศิลป์ พีระศรี ปั้นสองปีจะทำพิมพ์อยู่แล้ว แก้เป้สนามทหารเอาดินขึ้นไปใส่ ปั้น ๆ อยู่ทหารหล่นมา เหล็กข้างในที่ใช้มันเป็นสนิม แล้วรับน􀄞้ำหนักมากเกินไปอาจารย์สนั่นท่านเซ็งน่ะ อาจารย์ศิลป์ก็เดินมาแล้วลูบหลัง ไม่เป็นไร นายปั้นใหม่ได้ พออ่านแล้วเจอว่ามีเรื่องอย่างนี้เกิดขึ้น ไม่ต้องรอให้เจอเองหรอก นี่ข้อดีของการอ่าน”

ส่วนบริเวณองค์พระ แทนที่จะใช้โครงสร้างเหล็ก ได้นำโฟมมาตัดเป็นรูปร่างเดียวกับต้นแบบพระปางปฐมเทศนา จากนั้นใช้วิธีเหลาให้ใกล้เคียงเส้นที่ร่างไว้ โดยจะต้องลดขนาดจากเส้นร่างลงมาประมาณ ๒ เซนติเมตร เพื่อเหลือพื้นที่ให้สามารถปั้นดินน้ำมันหุ้มทับ ซึ่งเมื่อปั้นเสร็จจะได้ตามแบบที่กำหนดไว้พอดี

“ขั้นตอนการปั้นพระแต่ละองค์ต้องดูโครงสร้าง ดูเรื่องน้ำหนักเพราะน้ำหนักเยอะตอนหลังแทนที่จะขึ้นโครงสร้างเหล็กเหมือนสมัยก่อน ก็ปรับมาใช้โฟมแทน เพราะเบาเคลื่อนย้ายง่าย แก้ไขครั้งต่อไปได้ง่าย ไม่ต้องคลุมเหมือนดินเหนียว แต่ข้อดีดินเหนียวจะทำงานได้เร็ว และความฉ่ำในรอยมือจะมี จะงาม ส่วนดินน้ำมัน ถ้าจะให้ดีต้องรออุณหภูมิร้อน ๆ ถึงจะปั้นได้แบบดินเหนียว”

คุณสมบัติของโฟม จึงเป็นความลงตัวที่สุดสำหรับงานชิ้นนี้ ส่วนดินน้ำมันแม้อาจไม่เทียบเท่าดินเหนียว แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นปัญหา สามารถหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ นำไปต้มให้อ่อนตามต้องการ เมือ่ ขจัดขอ้ จำกัดได้แลว้ การขึ้นดินจึงเริ่มต้นจากมืองานของทุกคนในโรงปั้น

“เราทำงาน จะไม่ถือว่าดาบนี้ดาบเดียวจบวันนี้สวยลงตัว แต่อีกวันไม่ได้ ต้องแก้ เพราะอะไร ถ้าเกิดมีศาสตราจารย์จบด้านวิจารณ์ศิลปะเดินผ่านมา แล้วนาทีนั้นดันมีผู้นำระดับประเทศอยู่พอดี แล้วเขาคุยกันว่างานชิ้นนี้ลึก ๆ แล้วไม่เท่าไหร่ ยังมีจุดบอดอีกหลายจุด เรามีโอกาสแก้ตัวมั้ย ไม่มี มันควรแก้ตั้งแต่อยู่กับเรา ถ้าคิดอย่างนี้ก็สบายใจ ไม่ต้องคิดว่าใครไม่รู้”

ระหว่างปั้น อาจารย์กิตติพงษ์เสริมว่า จะระลึกถึงพระพุทธเจ้าผ่านพระธรรมคำสอนจินตนาการไปถึงพุทธประวัติตอนปฐมเทศนาเรียกว่าเป็นมโนคติที่สมองกับสองมือสอดประสานอย่างเป็นหนึ่งเดียว ก้าวข้ามการทำงานแบบสำเร็จรูป ซึ่งทั้งหมดนี้คือการสร้างพระพุทธรูปผ่านมุมมองของประติมากรอย่างแท้จริง

“คืองานปั้นช้าที่สุด ยากที่สุด เพราะงานหล่อใครหล่อก็ได้ หล่อวันเดียวก็เสร็จ แต่ถ้าหล่อแบบประณีตอาจจะสองวันสามวัน ทำพิมพ์ไม่นาน ถ้าพิมพ์ปลาสเตอร์แค่วันเดียวก็เสร็จ ยังไงก็เหมือนเพราะมีพิมพ์อยู่แล้ว เพียงแค่เอาวัสดุอื่นเข้าไปใส่ รู้จักใส่ยังไง ผสมยังไง แต่เวลาปั้นใครจะมาบอก ตอนปั้นคือหัวใจ”

ส่วนทางกายภาพที่เป็นงานฐานราก ก็ต้องตรวจสอบอย่างดี เช่นอาจมีแอ่งจนน้ำฝนขังอยู่ใต้ฐานและทรุดได้ในระยะยาว และอย่างเป็นเรื่องเดียวกัน ทุกส่วนของพระพุทธรูป แม้แต่ชายจีวร นอกจากความถูกต้องทางกายวิภาค และความงามทางพุทธศิลป์แล้ว ยังทำหน้าที่รับน้ำหนักทางวิศวกรรมไปพร้อม ๆ กัน

ฝึกปั้นทีละซีก ทำซ้ำๆ จนงดงาม

ในงานปั้นพระพุทธรูปแต่ละปาง มีรายละเอียดที่แตกต่างกันไป ทั้งวิธีคิดและการลงมือทำงาน แต่ในบรรดาเรื่องราวทั้งหมดซึ่งเฉพาะเจาะจงลงไปในพุทธลักษณะ มีสิ่งหนึ่งที่อาจารย์กิตติพงษ์ทำเหมือนกันในการปั้นพระพุทธรูปทุกองค์

“พระพุทธรูปทุกองค์ต้องปั้นทีละซีก

เพราะทำไปแล้วจะเห็นรอยมือข้างหนึ่งว่าเราทำสวยหรือไม่ ได้เทียบ พอเทียบแล้วก็จะแกะให้ด้านที่ยังไม่ได้ปั้นเป็นเหมือนด้านที่ปั้นแล้ว ผ่านการวัด การหยิบ การจับ การมอง ถ้ายังไม่สวยก็ทำอีกรอบ ทำซ้ำอีกจนคิดว่าแบบนี้แหละ เป็นเหมือนเดือนเพ็ญที่เจิดจรัส เป็นเหมือนแสงตะวัน เราเห็นรัศมีของท่านในงานปั้นแล้ว”

ความงามที่ว่านี้ หากนำไปติดตั้ง ณ สถานที่แห่งใดก็ตาม เมื่อมีผู้คนผ่านมาพบเห็นจะเกิดความปีติซาบซึ้ง ส่งผลไปถึงจิตใจให้สามารถอ่อนโยนลง เรียกว่าเป็นพลังความงามทางพุทธศิลป์ซึ่งถ่ายทอดไปยังมนุษย์ได้

“ความสวยเป็นกิเลสก็จริง แต่เป็นกิเลสที่นำไปสู่ความสงบ ไม่ใช่สวยงามแบบลุ่มหลง แต่ทำให้คนอยากสร้างความดี อยากทำความดีอยากเป็นหนึ่งในคนดี หรือแค่ระลึกถึงพระพุทธเจ้าก็มีพุทธานุสติแล้ว เสี้ยววินาทีนั้นจิตก็บริสุทธิ์ขึ้นมาแวบหนึ่ง เราเป็นคนปั้นก็ได้บุญเป็นศรัทธาที่เกิดจากความรู้ที่เราสรรหามา และ

เคารพต่อพระศาสดา ทำอย่างสุดฝีมือ ทำอย่างสุดชีวิต”

คำถามถึงส่วนที่ขาดหาย

จากแบบพระปางปฐมเทศนาสลักหินที่ทางวัดนำมาให้เป็นตัวอย่าง อาจารย์กิตติพงษ์ทำการขยายแบบ เพื่อกำหนดสัดส่วนที่ถูกต้องงานนี้หากไม่คิดมาก ทำตามโจทย์ทุกอย่างคงดำเนินการได้ทันที แต่ด้วยรูปแบบการทำงานที่ต่างออกไป ทำให้การปั้นยังไม่สามารถเริ่มต้นได้

“ผมเห็นว่างามได้กว่านี้ ตรงไหนที่ไม่บริบูรณ์ก็ตั้งสมมติฐานแล้วคุยกับพระอาจารย์ขออนุญาตแก้ ตอนแรกจะเคารพของเดิมทั้งหมดทุกคนชื่นชม พอใจแล้ว แต่ผมคิดแบบคนปั้นหนักแน่นว่าต้องปั้นให้สมบูรณ์ ส่วนไหนที่ช่างโบราณทำแล้วมีข้อจำกัด เพราะแกะหินมันเติมไม่ได้ แต่เราดูของท่านเป็นต้นแบบ พบว่าด้านขวาเยอะกว่าด้านซ้าย ขยับให้ท่านซะ”

เมื่อสิ่งค้างคาใจได้รับคำตอบเรียบร้อยผ่านความเห็นชอบของพระอาจารย์ผู้เป็นตัวแทนวัด ขณะเดียวกันยังคงพุทธลักษณะไว้ดังเดิมทุกประการ ถึงตอนนี้อาจารย์กิตติพงษ์พร้อมลุยงานสำคัญต่อโดยไม่รอรี ภายใต้ความเชื่อว่า

“พระพุทธรูปไม่ต้องจัดแสดง แต่อยู่กลางแจ้งแล้วเป็นของทุกคน คนทุกข์สุด ๆ เดินมากราบ เงยหน้าขึ้นมาอิ่มอกอิ่มใจ นี่คือกำไร การกระทำของเราทำให้อีกหลาย ๆ คนรู้สึกดี เขาจะเริ่มตั้งหลัก ส่วนเรากำลังถอดธรรมะของพระพุทธเจ้า มรรคมีองค์ ๘ อริยสัจ ๔ มีอะไรบ้างใส่ลงไปตอนปั้น”

แต่ขึ้นชื่อว่างานปั้น จะให้ปลอดจากปัญหาระหว่างทางคงไม่ใช่ เพราะแม้จะวางแผนมาเป็นอย่างดี ขจัดตัวแปรออกไปแล้วมากมาย แต่สิ่งที่เกินคาดมักปรากฏได้เสมอ เป็นคำถามที่ต้องหาคำตอบอีกครั้งเพื่อให้งานเดินหน้าต่อไป

“วัดขนาดธรรมจักรด้านขวา ลึกลงไปกว่าด้านซ้ายเกือบ ๆ ๕ เซนติเมตร ต้องรื้อแล้วทำใหม่ แต่ผมถือว่าเราทำเอง ขอถวายในสิ่งที่มีก็คือใจ ไม่ได้ช้าเกินไป ให้อยู่ในเวลา จนกระทั่งรู้สึกว่าดูแล้วตัวเราเองอิ่มอกอิ่มใจ นั่นทุกอย่างมันจะเคลียร์”

จากเรื่ององค์พระต้นแบบไม่สมดุลสามารถแก้ไขได้เป็นอันดับแรก ตามมาติด ๆ กับความลึกของธรรมจักรสองด้านไม่เท่ากัน ซึ่งก็สามารถจัดการได้เพราะเป็นเรื่องตัวเลขที่ชัดเจนอยู่แล้ว แต่สิ่งที่เป็นงานยากกว่ากลับเพิ่งปรากฏเพราะฐานพระปางปฐมเทศนาต้นแบบนั้น ด้านซ้ายกะเทาะออกไป ไม่สามารถเห็นได้ว่าเป็นรูปของผู้ใด

 

“ผมอธิษฐานขอให้ทำงานได้ทะลุปรุโปร่งมีสติปัญญาที่จะปั้นพระองค์นี้ให้ลุล่วง เพราะเป็นองค์ที่สวยที่สุดอีกองค์หนึ่ง”

ระหว่างนั้น อาจารย์กิตติพงษ์ได้ทิ้งช่วงไปประมาณวันสองวัน เพราะต้องการพักเรื่องนี้ไว้ชั่วคราว และถือโอกาสทำงานอื่นที่ยังคั่งค้างอยู่ขณะเปิดยูทูบฟังเพลงบรรเลงของราวี ชังก้าศิลปินชาวอินเดีย บางอย่างซึ่งเป็นความอัศจรรย์ใจได้เกิดขึ้น

“เข้าไปใน Google กี่ครั้ง ๆ ก็มีบอกเป็นพระปางปฐมเทศนาแค่นี้ สุดท้ายเสิร์ชหาคำว่า‘พระปางปฐมเทศนา’ มันฟลุ้กยังไงไม่รู้ ไปเจอหัวข้อ ‘มีเรื่องเล่ามาฝาก’ โอ้โฮ… พระปางปฐมเทศนาที่สืบค้นจริง ๆ มาแล้ว ทราบว่าผู้หญิงที่นั่งอยู่ข้างซ้ายของภาพเป็นเจ้าภาพ เป็นหญิงหม้าย สร้างถวายที่เมืองพาราณสี ไม่ใช่นางพิมพา ส่วนเด็กที่นั่งถัดมาเป็นบุตรชาย ไม่ใช่พระราหุล อย่างที่เข้าใจในตอนแรก แล้วเรื่องแบบนี้ผมจะไปบอกใครได้”

นัยความหมายเบื้องหน้าองค์พระ

อาจารย์กิตติพงษ์ก้าวกระฉับกระเฉงขึ้นไปยืนบนนั่งร้าน การปั้นพระปางปฐมเทศนาดำเนินมาถึงช่วงท้าย ถ้าคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ก็มาได้ ๙๐ เปอร์เซ็นต์แล้ว แต่ในขั้นตอนสุดท้ายอย่างการเก็บละเอียด ก็ยังเป็นสิ่งที่งดเว้นไม่ได้ด้วยประการทั้งปวง

“ตามวิธีการทำงาน อันนี้จะเป็นช่วงเก็บเนี้ยบแล้ว แต่จริง ๆ ก็เก็บเนี้ยบมาตลอดทุกขั้นตอน ส่วนที่ยังไม่เสร็จจะเริ่มปรับ อยู่ข้างล่างจะมองไม่เห็น ต้องขึ้นมายืนใกล้ ๆ”

หลังให้เหตุผลว่า ทำไมต้องขึ้นมายืนในระยะประชิดเช่นนี้แล้ว อาจารย์กิตติพงษ์ใช้เหล็กขูดและเหล็กปาด ตกแต่งพระพักตร์พระปางปฐมเทศนา ก่อนเอี้ยวตัวไปทางหลัง ขยับซ้ายขยับขวาเพื่อเล็ง โดยอาศัยหลักการเดิมคือทำทีละซีก ผ่านการมองเปรียบเทียบด้วยสายตาประติมากร

“ก่อนอื่นต้องข้ามใจตัวเองให้ได้ก่อน ทนอึด เพราะเป็นพื้นฐานของการทำสิ่งสวยงาม ยืนปั้นทั้งวัน ถ้านั่งจะขี้เกียจ แล้วพอไม่เดินทำให้การมองคลาดเคลื่อน”

ระหว่างมือทำงาน สายตายังชำเลืองด้านข้างเป็นระยะ ๆ รูปต้นแบบขยายใหญ่บนแผ่นไวนิลยังแขวนอยู่เหมือนวันเริ่มงาน เรียกได้ว่าเป็นนิสัยของประติมากร ที่ต้องมีสายตาครอบคลุมทั้งส่วนของรายละเอียด และภาพใหญ่ไปพร้อม ๆ กัน

“พอเสร็จแล้วต้องลงมาเช็ก ไม่เห็นรอยเลยใช่มั้ย นี่คือธรรมชาติ ทีนี้ถ้าเสร็จก็เสร็จได้ แต่ยังไม่พอต้องให้เกลี้ยงให้ตึงอีกรอบ”

ไม่ยอมปล่อยผ่าน ให้รายละเอียดแม้เพียงเล็กน้อยเล็ดลอดสายตาไปได้ เพราะเหนืออื่นใดเรื่องของจิตใจต้องพิถีพิถันอย่างผู้มีความเพียรเป็นเลิศ เหล่านี้เป็นสิ่งที่ประติมากรควรมีต้นทุนมาจากหลักพุทธศาสนา ด้วยยามที่ยืนอยู่ในระดับที่ต้องประสานตากับพระพุทธรูป จะได้บอกกับตัวเองได้อย่างเต็มเสียง

“สมศักดิ์ศรีเวลาปั้นพระ หมดจดภายใต้สิบนิ้วของเรา ไม่มีแยกชั้นวรรณะ เพราะนี่คือแรงผลักดันในการทำงาน ทุกคนต้องทำงานร่วมกัน แล้วสุดท้ายชีวิตคนเรา – เกียรติ ในภารกิจสำคัญที่สุด”

หลังจากปั้นเสร็จ ขั้นตอนต่อไปเป็นการทำแบบหล่อ และหล่อเป็นองค์พระออกมาเพื่อนำไปถวายวัดตามวัตถุประสงค์ของทุกฝ่ายต่อไป

หนังสือแนะนำ



บทความที่คุณอาจจะสนใจ

WP Facebook Auto Publish Powered By : XYZScripts.com