TAO Dialogue 2 “เต้า” สนทนา จากประสบการณ์อ่านวรรณคดี บนฐานคิด ‘มานุษยวิทยาสัญนิยม’

0

TAO Dialogue 2

“เต้า” สนทนา จากประสบการณ์อ่านวรรณคดี
บนฐานคิด ‘มานุษยวิทยาสัญนิยม’

โดย ชลธิรา สัตยาวัฒนา Facebook Cholthira Satyawadhna

บนฐานคิดที่ว่า ‘ภาษา’ มีชีวพันธุกรรมต้นกำเนิด มีการแตกตัว เคลื่อนไหว เดินทาง กระจายตัว แม้ถูกกลืนกลาย ก็ยังสาวหารากร่วมได้ โดยการใช้ ‘กุญแจคำ’ ไขรหัสสิ่งที่เป็น ‘วัฒนธรรมร่วมเชื้อสาย’

ข้อสมมติฐานขั้นต้นของผู้เขียน คือ คำว่า ‘ เต้า’ เป็นรากคำไท|ไต|ลาว ที่ถูกเข้ารหัสไว้อย่างแน่นหนา ในบริบทสังคมไท|ไต|ลาว  อยู่ในโครงสร้างความคิดความเชื่อของเรามาแต่โบราณสมัย

คำว่า ‘เต้า’ ที่ผู้เขียนใช้เป็น ‘กุญแจคำ’ (Keyword) ในที่นี้ เป็นได้ทั้ง คำกริยา และ คำนาม 

ในวรรณคดีไทย(สยาม) มีคำว่า ‘เต้า’ ใช้เป็นศัพท์ทั่วไป แปลว่า ‘ไป’ ดังเช่นที่ปรากฏใน ลิลิตพระลอ วรรณคดีสมัยอยุธยาตอนต้น

<ตอนพระลอเตรียมเดินทาง>

    (ร่าย) “แล้วตรัสสั่งขุนพล  พวกพหลเหี้ยมหาญ 

    เร่งเตรียมการพยุหบาตร  จตุรงคราชเรืองรบ 

    ครบทุกหมู่ทุกหมวด  ตรวจให้สรรพโดยเขบ็จ 

    จัดให้เสร็จโดยขบวร  กูจักยวรยาตรเต้า 

   ในวันรุ่งพรุ่งเช้า  แต่งตั้งเตรียมพลันฯ”

<ตอนพระลอชมดง>

     (ร่าย) “พระลอเสด็จลีลา  ชมพฤกษาหลายหลาก

     สองปลากข้างแถวทาง  ยางจับยางชมฝูง 

     ยูงจับยูงยั่วเย้า  เปล้าจับเปล้าแปลกหมู่ 

     กระสาสู่กระสัง  รังเรียงรังรังนาน 

     ไก่คราญไต่หงอนไก่  ไผ่จับไผ่คู่คลอ 

     ตอดตอจับไม้ตอด  ตับคาลอดพงคา 

     คล้าคลาจงจับคล้า  หว้าจับหว้าลอดแล 

     คับแคจับแคป่า  ดอกบัวล่าชมบัว 

     กระเวนวังนัวกระเวนดง  ช่างทองลงจับทองยั้ว 

     แขกเต้าตั้วเต้าแขก  ไต่ไม้แมกไปมา 

     บ่รู้กี่คณาชมผู้  ชมพีหคเหิรรู้  เรียกร้องหากันฯ”

         (ลิลิตพระลอ. ฉบับพิมพ์ครั้งแรก ๒๔๕๘;

         พิมพ์ครั้งที่ ๑๑, ๒๕๑๑. น.๖๒-๖๓.)

คำ ‘เต้า’ ที่ปรากฏในบทประพันธ์ข้างต้น แสดงว่ามีการควงคำ ‘เต้า’ ซึ่งเป็นคำกริยา ให้เป็นคำขยาย แล้วสร้างเป็นคำใหม่ ให้เป็นคำนาม ใช้เรียกชื่อนกพันธ์ุหนึ่งซึ่งเดิมอาจไม่เคยมีมาก่อนในพื้นที่นั้น หากได้โผผินบินมาจากที่อื่น จึงได้ชื่อว่า ‘นกแขกเต้า’

คำ ‘เต้า’ ที่ใช้เป็นคำกริยานี้ น่าจะเป็น ‘คำมรดก’  และอาจเป็น ‘ศัพท์ร่วมเชื้อสาย’ ภาษาตระกูลไทดั้งเดิมกับภาษาตระกูลมอญ-เขมร  พบว่ามีปรากฏในวรรณคดีโบราณของไทยสยาม คือ ลิลิตโองการแช่งน้ำ ซึ่งวิเคราะห์กันหลายฝ่ายแล้วว่า เป็น “โองการแช่งน้ำ” ที่ใช้กันมาตั้งแต่ก่อนหน้าพระเจ้าอู่ทองตั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี 

ใน ‘บทแช่งน้ำ’ นี้ มีการใช้คำว่า ‘เต้า’ เป็นอากัปกิริยาของ ‘แร้งกา’ ที่ค่อนข้างน่าสยดสยอง…

<บทแช่งคนไม่ซื่อต่อแผ่นดิน>

     “บ่ซื่อ…นํ้าตัดคอ      ตัดคอ…เร็วให้ขาด 

       บ่ซื่อ…มล้างออ      เอาใส่เล้า 

       บ่ซื่อ…นํ้าหยาด     ท้องเป็นรุ้ง 

       บ่ซื่อ…แร้งกา         เต้าแตกตา ฯ”

‘เต้า’ ในบริบทข้างต้น กำหนดให้อาการของนกแร้งกา ใน ‘บทแช่งน้ำ’ บินเข้าไปจิกนัยน์ตาของคน ‘บ่ซื่อ’ หมายถึง คนคด เป็นการลงโทษผู้ที่ไม่ซื่อต่อแผ่นดิน

คำกล่าวที่มีพลัง จะทำให้ได้รับในสิ่งที่ต้องการ!!

     言霊. Kotodama (Koto=word ,dama =spirit)

ชาวญี่ปุ่นเชื่อว่า ทุกๆคำพูดที่คนเราเปล่งเสียงออกมา

มีพลังและจิตวิญญาณแฝงอยู่  ทุกคำกล่าวจึงมีความศักดิ์สิทธิ์

เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น ?

เพราะในทุกคำ ที่เปล่งเสียงออกมา มีพลังสั่นสะเทือน มีความถี่

กฎแห่งแรงดึงดูด แรงโน้มถ่วงของโลก จะตอบสนองกับพลังสั่นสะเทือนและคลื่นความถี่นั้นๆ  ทั้งกระจายออกไป และกระแทกกลับคืนมา

หากคนเราใส่ความรู้สึกดีๆ พร้อมกับเปล่งเสียงคำพูดดีๆ ต่อกัน

เฉกเช่นการอำนวยพร การสวดมนต์

คำพูดที่มีความหมายที่ดี และศักดิ์สิทธิ์เหล่านั้น ..ก็จะตอบสนองกลับ

ด้วยกฎแห่งแรงดึงดูด  ทำให้มีเรื่องดีๆ เกิดขึ้นกับตัวผู้กล่าวและผู้แวดล้อม

ดังนั้น ด้วยชุดความเชื่อเดียวกันนี้ “คำแช่งชักหักกระดูก” ก็มีพลังอำนาจในตัวของมันเอง ตามกฏแห่งจักรวาลเช่นกัน

ในบริบทของวรรณคดีไทยสยาม :

 ‘นกแขกเต้า’  ในลิลิตพระลอ  รับบทบาทหน้าที่ กระจายพลังบวก

     “แขกเต้าตั้วเต้าแขก  ไต่ไม้แมกไปมา 

      บ่รู้กี่คณาชมผู้  ชมพีหคเหิรรู้  เรียกร้องหากันฯ”

 ‘นกแร้งกา’  ในลิลิตโองการแช่งน้ำ รับบทบาทหน้าที่ ‘เต้นแร้งเต้นกา’ ทำลายพลังชั่วร้าย คนคิดคด ทรยศต่อแผ่นดิน

      “บ่ซื่อ…แร้งกา  เต้าแตกตา ฯ”

=====

คำ ‘เต้า’ ใช้เป็นคำนามก็ได้ แทนสิ่งที่มีรูปทรงกลม อวบ ป่อง กางออก ป้อม  เช่น  เต้านม เต้าปูน ลูกน้ำเต้า พิณน้ำเต้า หมากเต้าปุง ฯลฯ;

และยังเป็นลักษณะนามได้ด้วย เช่น นมสองเต้า

ผู้เขียนเคยตั้งข้อสังเกตไว้ว่า ในบริบทความเชื่อของคนไท|ไต|ลาว ซึ่งมีร่วมกันนั้น  คำว่า ‘น้ำเต้า’ กับ ‘สามเส้า’ เป็นรูปสัญญะที่มีบทบาทหน้าที่สำคัญเชิงโครงสร้าง (Structural functionality) มาแต่โบราณสมัย ในห้วงเวลาทึ่น่าจะเก่าแก่เกินกว่าสมัยอยุธยาตอนต้น

ปมเงื่อนความสำคัญของรูปสัญญะเชิงโครงสร้างนี้ ใน

มหากาพย์ฯ บรรพสอง “เต้าตามไต  เต้าทางไท”

บทที่ ๑๔  ‘ต้นส้านสามง่า น้ำม้าสามแถว  หินสามเส้า น้ำเต้าสามแถว’

*โปรดติดตาม  Dam|Tao Dialogue ตอนต่อไปนะคะ

กด Like และ Share ได้ ตามอัธยาศัย

หนังสือแนะนำ



บทความที่คุณอาจจะสนใจ

WP2Social Auto Publish Powered By : XYZScripts.com