เมืองฟ้า : สวรรค์ของคนอีสาน

“…สวรรค์บ้านนาอยู่ไหน ๆ ไม่รู้อะไร ใครมองไม่เห็น บ้านนาสวรรค์ทั้งเป็น ๆ โปรด มองให้เห็นนะจะเป็นความสุข ไม่เหมือนความ ทุกข์ของคนในบาร์ ๆ …”

เสียงลําเต้ยสวรรค์บ้านนา ของพรศักดิ์ ส่องแสง แว่วมาในโสตประสาท ทําให้ผู้เขียน อยากจะชวนท่านมาเปิดผ้าม่านกั้ง ทบทวนความ รู้เรื่องสวรรค์ของคนอีสานในระดับจักรวาลวิทยา จนเกิดเป็นชุดความรู้ที่เป็นกลไกสําคัญในระบบ ควบคุมสังคม และกลายเป็นพลังขับเคลื่อน ชุมชนให้ก้าวไปสู่อุดมคติร่วมกัน

ในสังคมอีสานมีรากฐานความเชื่อที่ปรับ ปนผสมผสานกันมาจากคติ “ผี พราหมณ์ และพุทธ” ซึ่งเป็นการผสมผสานทางวัฒนธรรมที่ถูก นําใช้สร้างความเข้มแข็งของชุมชนจนเกิดเป็น เอกลักษณ์เฉพาะ

ผู้เขียนได้ศึกษาความเชื่อจาก “ลําสลอง” วรรณกรรมทางพุทธศาสนาที่กล่าวถึงอานิสงส์ของ การทําบุญด้วยวัตถุทานชนิดต่าง ๆ ที่ถูกบันทึกไว้ใน คัมภีร์ใบลาน จากลําสลองจํานวน ๓๒ เรื่องของวัด ป่าสักดาราม บ้านท่าม่วง อําเภอเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด วรรณกรรมดังกล่าวทําให้เห็นภาพสะท้อน ของความเชื่อเรื่องสวรรค์ของคนอีสาน ที่มีฐานคิด หลักมาจากคติ “พราหมณ์และพุทธ” ที่คละเคล้าด้วยกลิ่นอายวัฒนธรรม “ผีพื้นบ้าน” สวรรค์ในวรรณกรรมลําสลอง เรียกว่า “เมืองฟ้า”

เมืองฟ้า แบบพราหมณ์-พุทธ

“เมืองฟ้า” เป็นคําที่พบในวรรณกรรม อีสานที่เกี่ยวกับพุทธศาสนาของท้องถิ่นอีสาน หลายเรื่อง คําว่า “เมืองฟ้า” หมายถึง สวรรค์ หรือเทวโลก รวมไปถึงพรหมโลกตามคติทางพุทธ ศาสนา ดังนั้น การจะทําความเข้าใจเกี่ยวกับ เมืองฟ้า จึงจําเป็นที่จะต้องเข้าใจโครงสร้างของ ภพภูมิความเชื่อในคติพุทธศาสนาที่เรียกว่า “ไตรภูมิ” เป็นพื้นฐาน

ไตรภูมิ คือความเชื่อเรื่องโลกศาสตร์ของ คนโบราณแบ่งออกเป็น ๓ ส่วน ได้แก่ กามภูมิ รูปภูมิ และอรูปภูมิ ซึ่งในเตภูมิกถาหรือไตรภูมิ พระร่วงได้กล่าวถึงภูมิที่ ๔ คือโลกุตรภูมิด้วย แต่ผู้คนมักจะให้ความสําคัญกับ ๓ ภูมิแรกที่เป็น โลกียภูมิ แยกโลกุตรภูมิออกไปต่างหาก

โลกศาสตร์ในคติทางพุทธศาสนา กล่าวถึง การที่สรรพสัตว์ผู้ที่ยังไม่บรรลุถึงนิพพาน ต้องเวียนตายเวียนเกิดอยู่ในภูมิทั้งสามที่เรียกว่า “วัฏสงสาร” ได้แก่

๑. เหมฐิมวัฏสงสาร เป็นการเวียนเกิด เวียนตายอยู่ในภูมิชั้นที่ตํ่าทราม ผู้เกิดในภูมินี้จะ มีความทุกข์มาก ภูมิในเหมฐิมวัฏสงสารนี้เรียก ว่า อบายภูมิ หรือ ทุคติภูมิ แบ่งออกเป็น

นิรยภูมิ หมายถึง โลกที่ไม่มีความสุขสบาย นิรยภูมิหรือโลกนรก เป็นโลกที่เต็มไปด้วยความ ทุกข์ และปราศจากความสุขโดยสิ้นเชิง สัตว์ผู้ไป เกิดอยู่ในนิรยภูมิต้องรับกรรมทรมานจากผล แห่งอกุศลกรรมหรือบาปกรรมของตนที่ได้ กระทํามาในอดีตชาติ

เปตติวิสยภูมิ หมายถึง โลกที่อยู่ของสัตว์ ผู้ห่างไกลจากความสุข เปตติวิสยภูมิหรือโลก เปรตนี้ ไม่มีสถานที่อยู่โดยเฉพาะ สัตว์ที่ไปเกิด ในโลกเปรตแม้จะมีความทุกข์น้อยกว่าสัตว์นรก แต่ยังเป็นผู้ห่างไกลจากความสุขเป็นอันมาก มี ความหิวโหย ต้องอาศัยผลทานจากการทําบุญ ของญาติอุทิศไปให้เป็นปัจจัยดํารงชีวิต

“เมืองฟ้า” เป็นคําที่พบใน วรรณกรรมอีสานที่เกี่ยวกับพุทธศาสนาของท้องถิ่นอีสานหลายเรื่อง

คําว่า “เมืองฟ้า” หมายถึง สวรรค์ หรือเทวโลก รวมไปถึงพรหมโลก ตามคติทางพุทธศาสนา…

อสุรกายภูมิ หมายถึง โลกที่อยู่ของสัตว์ซึ่ง ปราศจากความร่าเริงสนุกสนาน ต้องอยู่อย่าง หลบ ๆ ซ่อน ๆ มีชีวิตความเป็นอยู่และการเสวย ทุกขเวทนาคล้ายคลึงกับเปรต

ติรัจฉานภูมิ หมายถึง โลกที่อยู่ของสัตว์ผู้ไปโดยขวาง ผู้เกิดในติรัจฉานภูมินี้คือสัตว์โลกทั้งหลายที่ไม่ใช่มนุษย์ เราจึงเห็นได้ง่ายกว่าผู้เกิดใน นิรยภูมิ เปตติวิสยภูมิ และอสุรกายภูมิ สัตว์ที่ไป เกิดในภูมินี้ไม่ต้องรับทุกขเวทนาตลอดเวลา เหมือนสัตว์นรกเปรต และอสุรกาย เพราะทําบาปอันเบา มีผลบุญอยู่บ้าง สัตว์ที่ไปเกิดใน ภูมินี้เวลาจะไปไหนมาไหนต้องอยู่ตามขวาง อยู่ตามยาว ต้องควํ่าอกไป มีทั้งที่เป็นสัตว์บก สัตว์นํ้า และสัตว์ปีก เป็นต้น

๒. มัชฌิมวัฏสงสาร เป็นการเวียนเกิด เวียนตายอยู่ในภูมิชั้นกลาง ถือว่าเป็นโลกชั้นดี มี โลกียสุขพอประมาณ คือมีสุขบ้างทุกข์บ้าง หรือ มีสุขโดยส่วนเดียวแต่เป็นสุขชั้นโลกีย์จึงเรียกว่า สุคติภูมิ มี ๗ ภูมิ ประกอบด้วย มนุสภูมิ ๑ ชั้น และ เทวภูมิ ๖ ชั้น แบ่งออกเป็น

มนุสสภูมิ หมายถึง โลกของมนุษย์ที่ได้เกิด มาจากครรภ์ของมารดา

จาตุมหาราชิกาภูมิ เป็นด้านที่จะขึ้นตาว ติงสภูมิ ตั้งอยู่ที่เขายุคนธร เชิงเขาพระสุเมรุ

ตาวติงสภูมิ เป็นสวรรค์ชั้นสําคัญใน เทวโลก เนื่องจากเป็นที่อยู่ของพระอินทร์

ยามาภูมิ เป็นสวรรค์ชั้นที่สว่างไสวเพราะ รัศมีแก้วและรัศมีจากกายเทวดา

ตุสิตาภูมิ เป็นที่อยู่ของพระโพธิสัตว์ทั้ง หลาย

นิมมานรดีภูมิ มีสภาพเหมือนสวรรค์ชั้นตุสิตาภูมิ แต่มีความงดงามมากกว่า

ปรนิมมิตวสวัตตีภูมิ เป็นสวรรค์ที่เทวดา มีความสุขยิ่งกว่าสุคติภูมิอื่น ๆ เนื่องจากความ ประสงค์ต่าง ๆ ของเทวดาในภูมิชั้นนี้ จะมีเทวดา อื่นเนรมิตมาให้

๓. อุปริมวัฏสงสาร คือ การเวียนเกิดเวียน ตายอยู่ในภูมิชั้นสูงที่มีสุขมาก มีอยู่ ๒๐ ภูมิ ประกอบด้วย

รูปาวจรภูมิ หรือรูปพรหม มีจํานวน ๑๖ ชั้นภูมิ ในรูปภูมิทั้งหมดนี้รวมเป็นหนึ่งกัณฑ์ เรียกว่า “สัตตมกัณฑ์” หรือเรียกว่า “โสฬส พรหม” การไปเกิดในพรหมโลกได้เป็นเพราะ อํานาจรูปาวจรกุศลคือการเจริญฌานสมาบัติ ใน พรหมโลกจะมีแต่บุรุษเท่านั้น พรหมทั้งหลายจะ มีรูปร่างงดงาม มีรัศมีรุ่งเรืองยิ่งกว่าเทวดาใน ฉกามาพจรสวรรค์และมีรัศมีรุ่งเรืองยิ่งขึ้นไป  ทุก ๆ ชั้น พรหมแต่ละองค์จะประทับนิ่งอยู่ใน ปราสาททองหรือปราสาทแก้ว ไม่มีการหายใจเข้าออก ไม่มีการกินอาหาร อุจจาระ ปัสสาวะ

อรูปาวจรภูมิ หรืออรูปพรหม มีจํานวน ๔ ชั้นภูมิ ผู้ไปเกิดในอรูปาวจรภูมิจะเป็นพรหมที่ ไม่มีรูปร่าง มีแต่จิต เจตสิก เพราะท่านเหล่านั้น เห็นว่าถ้าหากมีร่างกายอยู่จะมีแต่โทษ

ภูมิทั้ง ๓๑ ภูมิ เป็นชุดความรู้ที่เกิดจาก ความเชื่อเกี่ยวกับเมืองฟ้า ที่ได้รับอิทธิพลมาจาก คติของพุทธเถรวาทที่ปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎก เป็นความรู้ที่อธิบายว่าเมืองฟ้าเป็นดินแดนที่ตั้งอยู่สูงกว่ามนุสสภูมิขึ้นไป ตั้งแต่เทวโลกถึงพรหมโลก เมืองฟ้าจึงเป็นเรื่องราวความเชื่อของคนอีสาน เกี่ยวกับโลกหลังความตายของผู้ทําความดี

แถน หรือพระอินทร์ในฮูปแต้ม

เมืองแถน สวรรค์ในคติผีพื้นบ้าน

ก่อนที่พราหมณ์และพุทธจะเผยแผ่เข้าสู่ อีสานในช่วงพุทธศตวรรตที่ ๗ – ๘ ผู้คนในลุ่ม แม่นํ้าโขงได้ยอมรับนับถือผีแถนมาก่อน ดังที่ ปรากฏในเรื่องขุนบรม ความว่า

“…ดูรา สปุริสทั้งหลาย ดังเราจักรู้มา มีใน กาลเมื่อก่อนเถ้าเก่าเล่ามา เป็นคําปรําปราสืบๆ มาว่าดังนี้ กาลเมื่อก่อนนั้น ก็เป็นดินเป็นหญ้า เป็นฟ้าเป็นแถน ผีแลคนเที่ยวไปมาหากันบ่ขาด เมื่อนั้น ยังมีขุนใหญ่ ๓ คน ผู้หนึ่งชื่อว่าปู่ลางเชิง ผู้หนึ่งชื่อขุนคาน อยู่สร้างบ้านเมืองลุ่มกินปลา เฮ็ดนาเมืองลุ่มกินเข้า เมื่อนั้น แถนจึงใช้ให้มา กล่าวแก่คนทั้งหลายว่า ในเมืองลุ่มนี้กินเข้าให้ บอกให้หมาย กินแลงกินงายก็ให้บอกแก่แถน…”

ต่อมาเมื่อพุทธศาสนาได้เข้ามามีอิทธิพล ต่อระบบความเชื่อของชาวอีสาน โลกศาสตร์ แบบผีโบราณที่มีเมืองแถนเป็นดินแดนหลังความ ตาย มีพญาแถนหลวงเป็นเจ้าปกครอง ได้ปรับ เปลี่ยนไปโดยการนําแถนไปซ่อนทับกับเทพทาง พุทธศาสนา คือ “พระอินทร์” เมืองแถนจึงกลาย เป็นสวรรค์ชั้นดาวดึง ดังที่ในวรรณกรรมเรื่อง ปฐมกัปป์ที่ว่า

“…บัดนี้ จักกล่าวเจ้าแถนหลวงฟ้าคื่น เป็นพ่อเจ้าจอมสร้อยที่เซ็ง ก็หากแม่นสักโกไท้เทโว ตนยิ่ง เป็นมิ่งเจ้าจอมสร้อยยอดเสนห์ อันว่า แถน แต่งนั้นหากแม่นวิสสุกรรมเจ้าตนประเสริฐในสวรรค์ ทําฤทธีเป็นซู่อันสอนไว้ อันว่าแถนกลม เฒ่าทั้งบาแถนเถือก กับท้งหูหิ่งเฒ่าแถนฟ้าฟาก สวรรค์ หากแม่นจตุท้าวทั้งสี่ราชา หลิงโลกาซู่ ประการแวนเผี้ยน…”

เมื่อเทวดาพราหมณ์ – พุทธ เข้ามาซ่อนทับ คติเดิมของผี คําว่า “เมืองผี” จึงกลายเป็นโลก หลังความตายในทัศนะเชิงลบที่เปรียบได้กับนรก ในคติพราหมณ์-พุทธ แม้คําว่า “ผี” จะถูกจัด กลุ่มให้แบ่งเป็นผีดีและผีร้ายที่ให้ทั้งคุณและโทษ แต่สําหรับคําว่า “เมืองผี” ในคติคนอีสานได้ เปลี่ยนมาเป็นที่อยู่ของเปรตและผีในคติ พราหมณ์-พุทธ

พระอินทร์ เจ้าแห่งเมืองฟ้า

ในวรรณกรรมอีสานหลายเรื่องได้สะท้อนให้เห็นความเชื่อเกี่ยวกับตําแหน่งของพระอินทร์ ว่าเป็นผู้มีทิพยสมบัติที่ประเสริฐ เป็นประมุขของ เทวดาทั้งหลายในเทวภูมิ และมีหน้าที่ในการ ดูแลช่วยเหลือพุทธศาสนิกชนที่ทําดี ดังที่กล่าว ไว้ในลําสลองว่า

“…ผู้ใดแลมาพลิกมาฝังผ้ากฐินดังนั้นก็ดี เต ชนา อันว่า คนทั้งหลายฝูงนั้น คันจุติตายจาก กําเนิดเมืองคน ก็เทียรย่อมได้เอากันไปเกิดเป็น พญาอินทร์สุรินทรเทวราช ตนเป็นอาชญ์แก่ เทวดาทั้งชั้นฟ้า…”

เมืองฟ้าอันวิเศษนี้มีสภาวะที่ประณีต งดงาม ในสลองฮาวเทียนกล่าวว่า “…นรหญิง ชายทั้งหลายทายกฝูงนั้น จุตฺโต คันว่าคาดจาก ชาติอันเป็นคน อภิรมฺมนฺติ ก็ได้เอาตนเมือเกิด ในชั้นฟ้าเลิศตาวติงสา อน(-นุ)ภวิตฺวา ได้เสวย สมบัติเป็นอันมาก มีนางฟ้าหากแวดล้อมอ้อม เป็นบริวารแลเสพตุริยนนตรีทิพย์ทุกสิ่ง…”

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากการสร้างวัตถุทาน ที่กล่าวถึงในลําสลองมีหลากหลาย และมีความ แตกต่างกัน อานิสงส์ที่ทําให้ได้เสวยสุขในเมือง ฟ้าจึงไม่ได้จําเพาะเจาะจงลงไปที่การได้เกิดเป็น พระอินทร์เท่านั้น แต่อาจจะส่งผลให้ไปเกิดเป็น เทวดาอื่นๆ แตกต่างกันไปตามวัตถุทาน

พระพรหม เทวดาใหม่จากคติพราหมณ์พุทธ

จากคติพราหมณ์-พุทธ ผู้ที่จะเกิดในพรหม โลกคือผู้ที่เจริญสมาธิจนสําเร็จฌานสมาบัติ โดย การสําเร็จฌานในระดับที่แตกต่างกัน จะมี อานิสงส์ให้ไปเกิดในพรหมโลกในระดับภูมิที่ต่าง กันไป แต่ในคติพุทธพื้นบ้านเช่นในเรื่องสลองทุง เผิ่งของคนอีสานนั้น ได้อธิบายเกี่ยวกับอานิสงส์ ของการทําทานที่ทําให้ได้ไปเกิดในพรหมโลก ใน ลักษณะที่ต่างออกไปจากคติพุทธเถรวาท กล่าว คือ ขนาดของทุงเผิ่งที่สร้างถวาย จะส่งผล อานิสงส์ให้ได้ไปเกิดในพรหมโลกได้ด้วย

สุขในเมืองฟ้าในส่วนของพรหมโลกนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อของชุมชนอีสานที่ว่า ไม่ได้มีเพียงการเจริญฌานตามคติความเชื่อของ พุทธศาสนาเท่านั้นที่จะทําให้ไปเกิดในพรหมโลก แต่การสร้างวัตถุทานบางอย่างตามคติพื้นบ้าน เช่น ทุงเผิ่ง การขุดบ่อนํ้า การสร้างเพดาน รวม ถึงการฟังธรรม สิ่งเหล่านี้สามารถทําให้ไปเกิดใน พรหมโลกได้เช่นกัน สะท้อนให้เห็นถึงการ ยอมรับชุดความรู้เกี่ยวกับพรหมโลกของพุทธ ศาสนาเพิ่มเข้ามาในระบบจักวาลวิทยาแบบผีพื้นบ้าน เป็นการผสมผสานทางวัฒนธรรม (Cultural Integration) เกี่ยวกับความเชื่อเรื่องเมืองฟ้าใน วัฒนธรรมอีสาน

จากเมืองผีสู่เมืองฟ้า ด้วยทานบารมี

ความเชื่อเรื่องเมืองฟ้าในลําสลอง เป็นเหมือนคู่มือบอกวิธีการในการหลุดพ้นจากเมือง ผีเพื่อไปสู่เมืองฟ้า อันเป็นสุขอันประณีตและดี 40 นิตยสารรายเดือนของชาวอีสานและคนไททุกภูมิภาคงาม โดยจะต้องอาศัยการทําบุญด้วยวัตถุทานต่าง ๆ ดังที่กล่าวไว้ใน สลองธุงเหล็กว่า “…โยปุคฺคโล อันว่าบุคคลผู้ใดได้สร้างธุงเหล็กบูชาแก้ว ทั้ง ๓ ดังนั้น พ้นจากบาปกรรมเวรทั้งมวลคือว่า เป็นเผตแลผี ตกนารกก็ได้เกิดเป็นเทวบุตรเทวดา อยู่วิมานคําผาสาท นั้นแล…”

ดังนั้น ความเชื่อเกี่ยวกับการพ้นจากทุกข์ ในเมืองผีไปสู่สุขในเมืองฟ้าตามคติของคนอีสาน จึงสามารถเกิดขึ้นได้ด้วยการสร้างวัตถุทาน ที่จะ ส่งผลให้ได้ไปเกิดในภูมิที่สูงกว่าเหมฐิมวัฏสงสาร ซึ่งได้แก่การเกิดเป็นมนุษย์ เทวดา และพรหม รวมถึงเป็นเหตุนําไปสู่การเข้าถึงพระนิพพาน ดังเช่นที่กล่าวไว้ในวรรณกรรมลําสลอง ที่ปรากฏใน ชุมชนอีสาน เช่น สลองอัฏฐะ สลองทุงเหล็ก   สลองเสตตะสัตร สลองไฟดอก สลองไฟ สลอง บวช และ สลองสรรพทาน เป็นต้น

การสร้างวัตถุทานเพื่อจะได้พ้นจากเมืองผี นอกจากบุคคลนั้นจะทําให้กับตนเองแล้ว ยัง สามารถทําอุทิศให้กับผู้ตายเพื่อให้พ้นจาก ทุกขเวทนาในอบายภูมิได้อีกด้วย ดังปรากฏใน สลองดอกไม้ไฟว่า

“…อันว่าพ่อแลแม่แลญาติพี่น้องวงศาลูก เมียแลหลานเหลน ปาปกมฺมา ได้กระทํากรรม อันเป็นบาปด้วยปากด้วยใจ จุตฺตา ตายแล้ว     ปวตนฺติ ก็ตกไปในอบายทั้ง ๔ เต ปุคฺคลา อันว่า บุคคลทั้งหลายฝูงนั้น มุญฺเจย ก็เพิงพ้นจากทุกข์ซุคนๆ ปุปฺผลคฺคินาทานสฺสนุภาเวน ด้วย อานุภาพบุญอันแต่งไฟดอกบูชาแก้วทั้งนั้นแล…”

 

ความส่งท้าย

เมืองฟ้า ที่เกิดจากการผสมผสานทาง วัฒนธรรม (Cultural Integration) ระหว่าง ความเชื่อแบบพราหมณ์-พุทธ ที่เข้ามาซ่อนทับ พื้นที่ทางความเชื่อแบบผีของคนอีสานที่เดิมเชื่อ เรื่องเมืองฟ้า เมืองแถน การผสมผสานทาง วัฒนธรรมนี้ ทําให้คติเรื่องนรกสวรรค์ของชาวอีสานเป็นระบบเมืองผี เมืองคน เมืองฟ้า ที่มี เอกลักษณ์เฉพาะต่างจากไตรภูมิของพุทธศาสนา เถรวาท และได้มีอิทธิพลต่อระเบียบปฏิบัติใน ประเพณี พิธีกรรม วิถีชีวิต ตลอดทั้งเกิดการผลิต ซํ้าผ่านวรรณกรรมต่าง ๆ ที่ตกทอดมาถึงปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม จักรวาลวิทยาเรื่องเมืองฟ้า นี้ กําลังถูกท่าทายจากจักรวาลวิทยาแบบ วิทยาศาสตร์ตะวันตก สิ่งที่สังคมอีสานต้องตั้งรับ ให้ทันคือ การที่จักรวาลวิทยาเรื่องเมืองฟ้าซึ่งเคย ถูกนํามาใช้เป็นกลไกในการสร้างสังคมอุดมคติที่ มีสันติสุขกําลังถูกลดความสําคัญลง เพราะชุด ความรู้ใหม่เกี่ยวกับจักรวาลวิทยาแบบ วิทยาศาสตร์ตะวันตกที่อธิบายถึงเฉพาะวัตถุและ สภาพทางกายภาพ ที่ไม่สามารถเชื่อมโยงไปสู่การจัดระเบียบสังคมแบบองค์รวมเช่นชุดความ รู้เดิม จนทําให้สังคมอ่อนแอต้องใช้ระบบ กฎหมายเข้ามาเป็นเครื่องมือจควบคุมจัด ระเบียบสังคมแทน ซึ่งดูเหมือนกฎหมายจะเป็น เครื่องมือที่ด้อยประสิทธิภาพกว่า เนื่องจากไม่สามารถเข้าไปจัดการถึงระดับของจิตวิญญาณ ของชุมชน ต่างจากเรื่องเมืองฟ้าที่บรรพชน ตกผลึกมากว่าพันปี

ประเด็นการเปิดรับวัฒนธรรมในโลกยุค โลกาภิวัตน์ที่แตกต่างจากอีกซีกโลกหนึ่ง จึง เป็นประเด็นที่เราควรจะได้ถอดรหัสทําความ เข้าใจรากเหง้าวัฒนธรรมของตน เพื่อเตรียม การและเชื่อมช่องว่างระหว่างอดีตกับปัจจุบัน ให้ลงตัวและเหมาะสม ไม่หลงของเก่า ไม่เมา ของใหม่ แต่เป็นการประสานรอยต่อระหว่าง เมืองผี เมืองคน เมืองฟ้า ให้สามารถรับใช้และ คงอยู่คู่วัฒนธรรมชุมชนอีสานได้อย่างเหมาะ สมต่อไป

เขาพระสุเมรุ เขาสัตตบริภัณฑ์ และสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ (จากสมุดภาพไตรภูมิ)

หนังสือแนะนำ



บทความที่คุณอาจจะสนใจ

WP Facebook Auto Publish Powered By : XYZScripts.com