กาบแก้วบัวบาน (๙)
ทางอีศาน ฉบับที่๙ ปีที่๒ ประจำเดือนมกราคม ๒๕๕๖
คอลัมน์: นวนิยาย
Column: Novel “Karb Kaeo Bua Baan” (Glassy Lotus Petals)
ผู้เขียน: ณรงค์ฤทธิ์ ศักดารณรงค์

e-shann_กาบแก้วบัวบาน9อ่านตอนที่ ๘ คลิกที่นี่…

วาสุกรีเงียบขรึมอยู่บนหลังม้า แม่ทัพใหญ่แห่งเวียงวารินทร์กระชับดาบด้วยมือขวา มือซ้ายถือบังเหียนบังคับม้าให้ยืนอยู่กับที่ ดวงตาทั้งคู่คมกริบ การเผชิญหน้าระหว่างแม่ทัพใหญ่เวียงวารินทร์และขุนพลสีทันดรนั้น หมายถึงวินาทีแห่งการประจัญบานกำลังอุบัติขึ้น ถึงวาสุกรีจะมีทหารมากกว่าหลายเท่า เจ้าโคมคำมีทหารเพียงหยิบมือเดียวแต่ฮึกเหิมพร้อมสู้ ทั้งสองต่างคุมเชิงกันบนหลังม้า ทหารแต่ละฝ่ายประจันหน้ากันเงียบกริบ “…อย่ามัวคิดถึงแพ้หรือชนะ จงสู้ด้วยสติปัญญา”

คำพูดของเวียงจันทราแว่วขึ้นมาสะกิดเตือนนับแต่วินาทีนี้ไป เขาไม่ใช่เหมราชนักธุรกิจหนุ่มไฟแรงอีกแล้ว หากแต่เป็นเจ้าโคมคำขุนพลแห่งสีทันดร ศึกครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก วาสุกรีมีทหารแน่นขนัดป่า ตัวเองมีทหารเพียงสามสิบคน ถึงจะฮึกเหิมแต่น้ำน้อยย่อมแพ้ไฟ เมื่อตกอยู่ในวงล้อมการวางแผนสู้ด้วยสติปัญญาจึงเป็นวิธีเดียวที่จะรอด

“สู้กันตัวต่อตัวบนหลังม้า” เจ้าโคมคำพูดขึ้นก่อน “เราสองคน ถ้าคนใดคนหนึ่งแพ้ทหารต้องยอมแพ้ไม่มีเงื่อนไข” กวาดสายตามองไปรอบ ๆ ถึงจะเห็นทหารเวียงวารินทร์มากกว่าแต่เชื่อมั่นในอานุภาพดาบสายฟ้า จึงพูดเสียงดังขึ้นอีก “ท่านแม่ทัพ เราสองคนสู้กันเยี่ยงขุนพลผู้กล้าหากท่านแม่ทัพเอาชนะข้าได้ ข้าขอร้องอย่าทำร้ายผู้หญิง และจงไว้ชีวิตทหารข้า”

วาสุกรีระเบิดเสียงหัวเราะลั่น เชิดหน้ามองท้องฟ้า ตวัดสายตามองต่ำลง จ้องหน้าเจ้าโคมคำแล้วพูดเสียงดัง

“ท่านขุนพลก็รู้ คมดาบข้ากระหายเลือดยิ่งนัก หากร้องขอด้วยกลัวตาย ข้ายินดีละเว้นชีวิตมันผู้ร้องขอ เพื่อมิตรภาพระหว่างเรา ข้ารับปากทุกข้อเสนอ” เขม็งมองคมดาบแล้วยืดอกพูด “แต่ข้าขอถามคมดาบข้าก่อน”

คำพูดของวาสุกรีทั้งเย่อหยิ่งทั้งทระนงและข่มขวัญอยู่ในที ขุนพลแห่งสีทันดรกลายเป็นฝ่ายเงียบจิตใจเริ่มหวั่นไหวเพราะมองไปทางไหนมีแต่ทหารของเวียงวารินทร์ ตัวเองและทหารคู่ใจกลับกลายเป็นตกอยู่ในวงล้อม ขณะที่ทหารแต่ละคนกระโดดขึ้นหลังม้า จึงขยับมือขวากระชับดาบมือซ้ายกุมบังเหียนพร้อมสู้ เวียงจันทราเท่านั้นยืนนิ่งเงียบอยู่ข้าง ๆ สาคร

ใจเจ้าโคมคำเริ่มระส่ำด้วยเป็นห่วงคนรัก เป็นครั้งแรกที่รู้สึกหวาดหวั่นและขาดความมั่นใจ จึงพยายามรวบรวมความกล้าให้ฟื้นกลับคืน เริ่มด้วยหายใจลึก ๆ เพื่อข่มความรู้สึกให้เป็นปกติ เหลือบมองเวียงจันทราอีกครั้ง ทั้งที่อยู่ท่ามกลางเหล่าทหารกระหายเลือดของเวียงวารินทร์ เธอยังคงยืนอย่างสงบไม่แสดงอาการหวั่นกลัว ใจที่ไหวหวั่นเริ่มกล้าขึ้นตามลำดับ จึงหันไปมองหน้าสาครเป็นการส่งสัญญาณ แล้วจ้องประสานสายตากับแม่ทัพใหญ่แห่งเวียงวารินทร์

เสียงควบม้าห้อตะบึงใกล้เข้ามา กระทั่งเห็นทหารชุดเขียวดีดตัวลงจากหลังม้าแล้ววิ่งเข้ามารายงานวาสุกรี

“แจ้งท่านแม่ทัพ ท่านเจ้าเมืองนำทัพเข้าตีเมืองสีทันดร ท่านเจ้าเมืองมีชัยเหนือเจ้าสุวรรณนาคินทร์ เจ้าเมืองสีทันดรสังเวยชีวิต” หยุดหายใจแล้วรายงานต่อเสียงดัง “ให้แจ้งว่า…ท่านแม่ทัพจงเร่งเผด็จศึกโดยเร็ว”

“เจ้าแถนฟ้าลืออยู่ที่ไหน”

“กำลังนำทัพตามมา”

“ท่านเจ้าเมืองสั่งประการใดอีก”

“ศึกครั้งนี้ ไม่มีละเว้นชีวิตผู้แพ้”

คำพูดโต้ตอบระหว่างทหารและแม่ทัพใหญ่ชัดถ้อยชัดคำ ฟังแล้วไม่มีความหมายเป็นอย่างอื่นนอกจากเจ้าสุวรรณนาคินทร์แพ้ศึกและตายด้วยน้ำมือของแถนฟ้าลือ ถ้าเป็นจริงตามที่ฟังคำพูดของทหารขณะรายงานแม่ทัพใหญ่ นั่นย่อมหมายถึงเมืองสีทันดรแตกไปแล้ว สิ้นทั้งเมืองและเจ้าเมือง จึงรู้สึกหวาดหวั่นขึ้นทันที ไม่มีประโยชน์ที่จะต้องสู้ แต่อีกใจหนึ่งเริ่มฉุกคิด วาสุกรีเป็นแม่ทัพที่เชี่ยวชาญกลยุทธ์ คำพูดที่ได้ยินอาจเป็นกลลวงก็ได้ และในทางกลับกัน ถ้าแถนฟ้าลือยกทัพใหญ่เข้าโจมตีเมืองสีทันดรจริง ก็เป็นไปได้ที่เจ้าสุวรรณนาคินทร์ปราชัย เพราะกำลังทหารน้อยกว่า คิดแล้วได้แต่ถอนหายใจ ครั้นเหลือบมองเวียงจันทราที่ยืนอยู่ข้าง ๆ สาคร ถึงจะนิ่งแต่เป็นท่ายืนที่สงบงาม เวียงจันทราจึงเป็นกำลังใจให้กล้าที่จะสู้

วาสุกรีจ้องหน้าเจ้าโคมคำด้วยแววตาเหี้ยมเงียบนิ่งและดุดัน มือขวาตวัดดาบมือซ้ายกระตุกบังเหียนม้า เชิดหน้าบังคับม้าเดินกุบ ๆ ใกล้เข้ามาห่างเพียงสองสามวาก็บังคับม้าหยุด ถลึงมองเหมือนจะกินเลือดกินเนื้อ เงียบอยู่ชั่วอึดใจแล้วระเบิดเสียงพูดดังลั่น

“คมดาบข้ากระหายเลือดท่านขุนพลยิ่งนักจงมอบชีวิตให้ข้าแต่โดยดี”

“ดาบข้าเป็นดาบสายฟ้า อานุภาพไร้เทียมทาน” เจ้าโคมคำโต้ตอบทันที “คมดาบข้าปลิดชีพทหารเวียงวารินทร์นับไม่ถ้วน ถ้าไม่ถอยทัพกลับไปข้าจำเป็นต้องเอาชีวิตท่านแม่ทัพ” มองลึกเข้าไปในดวงตาวาสุกรีแล้วพูดเสียงห้าว “เพื่อมิตรภาพของเรา จงถอยทัพกลับไป ข้าจะละเว้นความตายให้ทุกคน”

“แถนฟ้าลือมาแล้ว”

เสียงตะโกนดังใกล้เข้ามาเป็นทอด ๆ นั้นแสดงว่า แถนฟ้าลือนำทัพหลวงเวียงวารินทร์มาถึงแล้วทหารของวาสุกรีอลหม่านขึ้นทันที ดาบประดาบคลุกเคล้ากลิ่นคาวเลือด เสียงโห่ร้องระคนเสียงควบม้าอึกทึกป่า ทั้งที่ตัวเองและทหารตกอยู่ในวงล้อม แต่เจ้าโคมคำฟาดฟันดาบสายฟ้าปลิดชีพทหารเวียงวารินทร์คนแล้วคนเล่า เหล่าทหารเวียงวารินทร์กรูเข้ามารุม เจ้าโคมคำและทหารสามสิบคนเงื้อดาบยืนหันหลังให้กันเป็นรูปวงกลม วาสุกรีระเบิดเสียงหัวเราะ แสยะปากเชิดหน้าหรี่ตามองอย่างเย้ยหยัน แล้วตวาดเสียงสั่ง

“ฆ่าอย่าให้รอดแม้แต่คนเดียว”

“ท่านแม่ทัพ เราตกลงกันแล้ว สู้กันตัวต่อตัวเหตุใดไม่รักษาคำพูด”

“ในสนามรบ สิ่งที่ต้องรักษาคือชัยชนะ ไม่ใช่คำพูด”

“ถ้าไม่รักษาสัจจะเยี่ยงชายชาติทหาร ถึงได้รับชัยชนะ ก็ไร้ศักดิ์ศรี”

“ทุกคนถอยไป” วาสุกรีออกคำสั่ง “ข้าจะสู้กับขุนพลโคมคำตัวต่อตัว”

เจ้าโคมคำถือดาบสายฟ้าเดินออกไปยืนรอวาสุกรีที่กำลังลงจากหลังม้า แม่ทัพใหญ่แห่งเวียงวารินทร์สั่งให้ทหารจัดแถวล้อมเป็นวงกลม ไม่ว่าแพ้หรือชนะ เจ้าโคมคำและทหารไม่มีทางหนีรอดเมื่อตกอยู่ในสภาพเป็นรองไม่มีทางเลือก คำพูดของเวียจันทราทำให้ขุนพลแห่งสีทันดรคิดวางแผนสู้ การสู้ตัวต่อตัวจึงเป็นทางเลือกเดียวดาบสายฟ้าที่อยู่ในมือปลุกวิญญาณนักรบให้คุโชนขึ้นในทันที ยิ่งคิดถึงชัยชนะเหนือขุนไกรจิตใจก็ยิ่งฮึกเหิม ขณะกำลังคิดวางแผนสู้ วาสุกรียกดาบขึ้นสูงวิ่งรี่เข้ามา เจ้าโคมคำตวัดดาบขึ้นรับ เสียงดาบกระทบกันดังสนั่น ตามด้วยเสียงโห่ร้องของทหารเวียงวารินทร์ดังกระหึ่ม จังหวะที่วาสุกรีตะลุยไล่ฟันแบบไม่ยั้งมือ เจ้าโคมคำสู้แรงปะทะไม่ไหวจึงสู้พลางถอยพลาง เมื่อสู้กันตัวต่อตัวจึงประจักษ์ด้วยตนเอง แม่ทัพใหญ่แห่งเวียงวารินทร์ฝีมือดาบร้ายกาจมาก ยากที่จะเอาชนะได้ ชั้นเชิงดาบและพละกำลังไม่รู้มาจากไหน บุกไล่ฟันจนขุนพลแห่งสีทันดรตั้งตัวไม่ติด

เหมราชแทบไม่หลงเหลือความเป็นเจ้าโคมคำขุนพลผู้เลื่องลือ สภาพไม่ต่างอะไรกับนักธุรกิจในยามขาดทุนการค้าอย่างย่อยยับ หนีจนไม่รู้จะหนีไปไหนจึงถอยวนไปรอบ ๆ วาสุกรีโหมไล่ฟันจนมองไม่เห็นทางรอด เนื้อหนังถูกคมดาบบาดลึกหลายแห่ง และในชั่วพริบตานั้น เขาถูกกระหน่ำฟันจนเสียหลักล้มลง แม่ทัพใหญ่แห่งเวียงวารินทร์หัวเราะดังลั่น เงื้อดาบขึ้นสูงแล้วฟันลงรวดเร็ว แต่เจ้าโคมคำพลิกหลบได้ทัน จังหวะเดียวกันนั้นขุนพลแห่งสีทันดรกัดฟันฮึดสู้โต้ตอบ รวบรวมพละกำลังทั้งหมดฟันดาบสายฟ้าออกไปสุดแรง

วาสุกรีสะดุ้งโงนเงนดาบหลุดร่วงลงจากมือเลือดแดงฉานทะลักไหลท่วมร่าง ไม่มีเสียงหัวเราะมีก็แต่เสียงสั่งฆ่าขาดเป็นห้วง ๆ แล้วทรุดล้มลงป่าทั้งป่าเงียบกริบ ใบไม้แห้งเท่านั้นว่อนลมลงเกลื่อนดิน ทหารเวียงวารินทร์ควบม้ากรูเข้ามาไล่ฟันทหารสีทันดร ไม่รู้ใครเป็นใครอลหม่านไปหมดทหารเวียงวารินทร์เจ็ดแปดคนควบม้าพุ่งเข้าหาสาครมองเห็นก่อนจึงพุ่งเข้าไปฉุดเจ้าโคมคำขึ้นหลังม้าควบหนีไปทันที ทหารสองสามคนตีแหวกวงล้อมออกมาช่วยเวียงจันทราขึ้นหลังม้า สองคนสู้อีกคนควบม้าพาเวียงจันทราหนีตามไป เจ้าโคมคำขอร้องให้สาครกลับไปช่วยเวียงจันทรา แต่สาครควบม้าพาหนีไม่ยอมทำตาม ทหารเวียงวารินทร์กลุ่มใหญ่ไล่ตามกระชั้นชิด เสียงโห่ร้องระคนเสียงม้าวิ่งดังสนั่นป่า ทางเดียวที่จะรอดคือต้องหนีเท่านั้น คงเป็นเพราะเลือดไหลไม่หยุด หูเริ่มอื้อ แรงก็เริ่มหมด ขุนพลแห่งสีทันดรค่อย ๆ ฟุบลงบนหลังม้า และเป็นจังหวะที่ลูกธนูปลิวตามมาเป็นห่าฝน

ลูกธนูพุ่งตามมาปักฉึกเข้ากลางหลังของสาครเจ้าตัวถึงกับสะดุ้งหล่นจากหลังม้าลงไปบนพื้นดินเจ้าโคมคำยังคงฟุบอยู่บนหลังม้า ขณะที่ม้าวิ่งหนีอย่างไร้ทิศทาง

ขุนพลแห่งสีทันดรแข็งใจฮึดสู้ พยายามรวบรวมกำลังทรงตัวขึ้นบนหลังม้า มือขวากระชับดาบสายฟ้า มือซ้ายกระตุกบังเหียนชักม้าให้วิ่งกลับ ไม่ว่าเป็นหรือตายต้องกลับไปช่วยเวียงจันทราและทหารทุกคน ทั้งที่ไม่รู้ตัวเองอยู่ที่ไหนแต่ควบม้าวิ่งกลับ และในเสี้ยววินาทีนั้น ลูกธนูพุ่งมาปักฉึกเข้าหัวไหล่ซ้ายถึงกับหงายหลังหล่นจากม้าลงสู่พื้นดิน เสียงโห่ร้องระคนเสียงม้าร้องดังไล่หลังตามมา กระทั่งมองเห็นทหารเวียงวารินทร์ควบม้าโผล่จากป่ากรู ๆ ตามกันมา ถึงตาจะพร่าแต่หูได้ยินเสียงดาบแหวกอากาศดังเฟี้ยวฟ้าว จึงตะเกียกตะกายลุกขึ้นยืนกระชับดาบสายฟ้าพร้อมสู้ สิ่งที่มองเห็นกลับกลายเป็นฝูงงู ป่าทั้งป่าเต็มไปด้วยงูเลื้อยยั้วเยี้ยใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ

งูแต่ละตัวใหญ่โตไม่เหมือนงูทั่วไป ฝูงงูเลื้อยยั้วเยี้ยใกล้เข้ามาและใกล้เข้ามา ใกล้จนเกือบจะถึงตัว ขณะที่งูใหญ่ตัวหนึ่งผงกหัวสูงขึ้นเหมือนจะพุ่งเข้ามาฉก ชั่วพริบตานั้นเหมือนมีงูใหญ่อีกตัวพุ่งเข้ามาขัดขวาง งูใหญ่ทั้งสองพันตูสู้กันจนต้นไม้ล้มระเนนระนาด เจ้าโคมคำได้แต่ลนลานหนี พยายามตะเกียกตะกายหนีแต่หมดเรี่ยวแรง เมื่อวินาทีแห่งความตายมาถึง ขุนพลแห่งสีทันดรมองเห็นแสงสีแดงอมชมพูพวยพุ่งจากท้องฟ้า ลำแสงนั้นส่องประกายอยู่ข้างหน้า ด้วยความสงสัยจึงมองแล้วมองอีก ทว่าความรู้สึกพลันดับวูบ

เวลาผ่านไปนานเท่าไรไม่รู้ แต่เจ้าโคมคำเริ่มรู้สึกตัว ขุนพลแห่งสีทันดรค่อย ๆ ลืมตาพร้อมกับงัวเงียลุกขึ้นนั่ง คิดไม่ออกเหตุใดจึงมาอยู่ที่แห่งนี้กวาดสายตามองไปรอบ ๆ เห็นต้นไม้โขดหินทอดสลับกันเป็นแนวไปจนถึงภูเขาสูงทะมื่น ด้านหน้าเป็นน่านน้ำกว้างใหญ่สุดสายตา ยอดหญ้าพลิ้วไหวตามแรงลม กลุ่มเมฆลอยไปมาบนท้องฟ้า ย้อนกลับมามองใกล้ ๆ เห็นตัวเองเอนกายพิงโขดหินอยู่ใต้ต้นประดู่ใหญ่ คราบเลือดแห้งเกรอะกรังไปทั่วทั้งตัว ครั้นขยับแขนขารู้สึกปวดหนึบ ๆ และร้าวระบมไปทั่วร่าง เหลือบมองดาบสายฟ้าวางสงบอยู่ข้าง ๆ แล้วถอนหายใจยาว พยายามคิดลำดับเหตุการณ์แต่จำไม่ได้ ไม่มีประโยชน์ที่จะคิดจึงได้แต่ทอดถอนใจ

“รู้สึกตัวแล้วรึ”

เสียงพูดดังขึ้นข้างหลัง เจ้าโคมคำหันกลับไปมองดูเจ้าของเสียง ไม่ใช่ใครที่ไหนหากแต่เป็นชายชุดขาวคนเดิม เขาเป็นใครและเหตุใดจึงมาพบในยามนี้ ตัดสินใจถามด้วยความอยากรู้ แต่น้ำเสียงกลับเบาหวิว

“มันเกิดอะไรขึ้น ข้าอยากรู้”

“อยากรู้จริงรึ”

“จริง”

ชายชุดขาวเดินมานั่งลงต่อหน้าเจ้าโคมคำดวงตาและสีหน้าบ่งบอกความห่วงใย กิริยาท่าทางก็แสดงถึงความจริงใจ ถึงจะสงสัยอยากถามให้มากแต่เจ้าโคมคำสงบปากคำกว่าเดิม ต่อหน้าชายชุดขาวขุนพลแห่งสีทันดรรู้สึกอบอุ่น เหมือนได้เพื่อนที่รู้ใจคอยให้ความช่วยเหลือยามคับขัน ย้อนคิดถึงเหตุการณ์แต่ละครั้งที่เขาปรากฏตัว มีแต่ช่วยเหลือและให้คำแนะนำด้วยความหวังดี ทั้งที่ไม่รู้จักหัวนอนปลายตีนกันมาก่อน แต่เขากลับเป็นเพื่อนที่มากน้ำใจ เมื่ออยู่ใกล้นอกจากอบอุ่นยังรู้สึกเหมือนเป็นญาติสนิท หลังจากชั่งใจคิดแล้วจึงเอ่ยปากถาม

“เรื่องทุกอย่างที่เกิดขึ้น โปรดบอกข้าตามจริง”

“ได้ ข้าจะบอกเจ้าตามจริง” น้ำเสียงชายชุดขาวหนักแน่น “แต่…เจ้าต้องกลับสู่ตัวตนของเจ้า”

“กลับสู่ตัวตนของข้า” เจ้าโคมคำฉงน “เจ้าพูดถึงสิ่งใด ข้าไม่เข้าใจ”

“ตัวตนของเจ้า คือความจริงแท้ที่เจ้าต้องทำใจยอมรับ” ชายชุดขาวพูดเสียงหนัก “ความจริงที่เกิดขึ้น ต่างภพต่างภูมิ เจ้าสัญญากับข้าก่อน…” มองหน้าเจ้าโคมคำเหมือนจะค้นหาอะไรสักอย่างที่ซ่อนลึกในดวงตา เงียบชั่วครู่แล้วพูดต่อ

“…เจ้าก็รู้ ภพภูมิของเจ้าต่างจากภพภูมิที่เจ้ากำลังพบเห็นขณะนี้ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทั้งที่เป็นความจริง แต่ก็ไม่จริงในภพภูมิของเจ้า”

“เจ้าพูดถึงอะไร”

“ความจริงที่เกิดขึ้น” น้ำเสียงของชายชุดขาวหนักแน่น “ไม่ใช่ความฝัน ไม่ใช่มายา หากแต่เป็นความจริงของแต่ละภพภูมิ”

“ยิ่งฟัง ข้าก็ยิ่งไม่เข้าใจ”

“ยิ่งเนิ่นนานมากเท่าไร เจ้าก็ยิ่งไม่เข้าใจมากเท่านั้น”

“แต่ข้าอยากรู้”

เจ้าโคมคำมองหน้าชายชุดขาวด้วยสายตาขอร้องวิงวอนให้บอกเรื่องราวที่เกิดขึ้นตามจริงชายชุดขาวกลายเป็นฝ่ายเงียบ กวาดสายตามองไปรอบ ๆ แล้วถอนหายใจยาว ท่าทางเหมือนกำลังครุ่นคิด คล้ายมีความในใจมากมาย นิ่ง ๆ ชั่วขณะแล้วมองสบตาเจ้าโคมคำ จากนั้นจึงพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

“เจ้าสุวรรณนาคินทร์สละชีพในการสู้รบ เจ้าแถนฟ้าลือกำชัยเหนือเจ้าเมืองสีทันดร เมืองหน้าด่านมหานครกาบแก้วบัวบานแตกย่อยยับ” เว้นระยะเพื่อหยุดหายใจแล้วพูดต่อ “เมืองทั้งเมืองเต็มไปด้วยทหารเวียงวารินทร์ เจ้ากลับเมืองสีทันดรไม่ได้อีกแล้ว”

“ข้าต้องกลับ”

“กลับไปอีกไม่ได้แล้ว” ชายชุดขาวยืนยัน “สีทันดรแตกพ่าย ทหารเวียงวารินทร์ยึดครองเมืองทั้งเมือง”

“ข้าเป็นขุนพลเมืองสีทันดร” เจ้าโคมคำพูดเสียงกร้าว “ถึงเมืองจะแตกพ่าย แต่ข้าต้องกลับข้าจะรวมกำลังสู้ข้าศึก ขับไล่ทหารเวียงวารินทร์ออกไปจากสีทันดร”

“ก็ข้าบอกเจ้าแล้ว ตัวตนของเจ้า คือความจริงแท้ที่เจ้าต้องทำใจยอมรับ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นล้วนแต่ความจริงทั้งนั้น ทั้งที่เป็นความจริง แต่ไม่จริงในภพภูมิของเจ้า” มองหน้าเจ้าโคมคำแล้วเน้นเสียงพูดให้ข้อคิด “เจ้าต้องกลับสู่ตัวตนของเจ้า”

คำพูดของชายชุดขาวปลุกเจ้าโคมคำให้ตื่นขึ้นมายอมรับความจริง มันเป็นความจริงที่เขาหลงติดยึดมานาน ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะรับได้ในทันที เพราะความเป็นเจ้าโคมคำทำให้เขาติดกับดักตัวเองมาตลอด ตำแหน่งขุนพลที่ได้รับแต่งตั้งจากเจ้าสุวรรณนาคินทร์ รวมทั้งดาบสายฟ้าที่เป็นดาบอาญาสิทธิ์ก็ล้วนแต่รับมอบจากเจ้าเมืองสีทันดรเจ้านิลครามม้าศึกคู่ใจ สาครและทหารอีกสามสิบคน ยิ่งไปกว่านั้น เวียงจันทราที่ครองรักกันอย่างท่วมท้นสุข แต่ละคนล้วนเป็นชีวิตจิตใจของเขาทั้งนั้น จะให้เขายอมรับว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นไม่จริงก็สุดยากที่จะทำใจ

“ข้าอยากรู้ สาครและทหารสามสิบคน พวกเขาไปไหนรึ” เจ้าโคมคำแข็งใจถาม “และก็..เวียงจันทราอยู่ที่ไหน”

“ทุกคนที่เจ้าถามถึง สละชีพกันหมดแล้ว” ชายชุดขาวพูดเสียงหนัก “เจ้านิลครามเท่านั้นยังอยู่ แต่มันก็บอบช้ำ อีกนานกว่าจะหายเป็นปกติ”

เจ้าโคมคำก้มหน้านิ่ง มันเป็นความสูญเสียที่เจ็บปวดมากที่สุด น้ำตาเอ่อไหลเป็นทางยาวลงอาบแก้มสองข้าง น้ำตาลูกผู้ชายไหลทะลักเหมือนจะท่วมใบหน้าให้จมหายไปในความเศร้าโศก เจ้านิลครามรอดตายแต่บอบช้ำมาก กว่าจะหายเป็นปกติต้องใช้เวลานาน สาครและทหารตายหมดทุกคน เหนือสิ่งอื่นใดที่กลั้นน้ำตาร้องไห้ไม่ได้ก็เพราะเวียงจันทราจากไปโดยไม่ร่ำลา เป็นการจากไปชั่วชีวิต ช่วงเวลาที่ครองรักกันแม้จะแสนสั้น ถึงจะเป็นรักที่ระกำลำบากอยู่กลางป่า แต่ดื่มด่ำเปี่ยมล้นความสุข

เวียงจันทราไม่ใช่หญิงคนแรกที่เขารัก แต่เป็นหญิงคนแรกที่ได้ครองรัก และเป็นความรักของขุนพลผู้ยิ่งใหญ่แห่งสีทันดร

“ข้าจะสู้”

“สู้อย่างไรรึ”

“ดาบสายฟ้าเป็นดาบอาญาสิทธิ์ ดาบอยู่กับข้า” เจ้าโคมคำพูดเสียงดัง “ข้าจะสั่งให้ทุกคนสู้กับแถนฟ้าลือ สู้กับทหารเวียงวารินทร์ ข้าจะสู้เพื่อกอบกู้เมืองสีทันดร” พยายามยันกายลุกขึ้นยืนแต่กลับทรุดลงที่เดิม ตะเกียกตะกายขึ้นนั่งแล้วแข็งใจระล่ำระลักพูด “เหนือสิ่งอื่นใด ข้าจะสู้เพื่อเวียงจันทรา”

“เจ้าตัวคนเดียวเท่านั้น แต่คิดจะสู้”

“ใช่แล้ว ข้าจะสู้” เจ้าโคมคำกัดฟันจนสันแก้มสองข้างนูน เขม็งมองชายชุดขาวแล้วพูดเสียงกร้าว “เจ้าไม่มีความรัก ไม่รู้รักเป็นอย่างไร หัวใจเจ้าไม่เคยโหยหารัก ไม่พลัดพราก ไม่เจ็บปวด” ถลึงตามองด้วยความคับแค้นแล้วตะเบ็งเสียงพูด “เวียงจันทรารักข้า ข้าก็รักเวียงจันทรา ต่อให้ข้าตายกี่ชาติต่อกี่ชาติ ข้าก็จะสู้”

“เพื่อผู้หญิงคนเดียว”

“เจ้าเข้าใจผิด ไม่ใช่เพื่อผู้หญิงคนเดียว หากแต่เพื่อเกียรติศักดิ์รักของข้า ข้าต้องสู้” น้ำเสียงของเจ้าโคมคำดุดัน ตามองชายชุดขาวด้วยความโกรธจัด กัดฟันข่มความรู้สึกแล้วตะเบ็งพูดเสียงกร้าว “ข้าเป็นขุนพลแห่งสีทันดร มีดาบสายฟ้าเป็นดาบอาญาสิทธิ์ เมืองทั้งเมืองแตกพ่ายกลายเป็นเชลยศึก ไม่ว่าตายหรือเป็น ข้าต้องสู้”

“ข้าเห็นด้วย เจ้าต้องสู้” ชายชุดขาวพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “แต่ต้องสู้อย่างมีสติปัญญา เวียงจันทราบอกเจ้าอย่างไร ทำไมไม่คิด” ปล่อยให้ความเงียบปกคลุมไปทั่วบริเวณ จากนั้นจึงพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ถึงเจ้าจะเป็นขุนพล แต่เมืองสีทันดรตกอยู่ในอำนาจของเวียงวารินทร์ เจ้าไม่มีใครอีกแล้ว ไม่มีกำลังทหาร ไม่มีกองทัพ มีก็แต่ดาบสายฟ้า ถึงจะเป็นดาบอาญาสิทธิ์ เจ้าจะเอาดาบไปสั่งใครได้ การจะกอบกู้เมืองสีทันดรขึ้นมาใหม่เป็นความคิดที่ดี แต่ต้องใช้สติปัญญา เวียงจันทราพูดให้ข้อคิดเจ้าอย่างไร จงสงบจิตใจแล้วไตร่ตรองให้ลึกซึ้ง” หันหน้ากลับมามองประสานสายตากับเจ้าโคมคำแล้วเน้นเสียงพูด “เจ้าและข้าถ้าร่วมกันคิด ค่อย ๆ คิด ค่อย ๆ หาวิธีสู้ ยังพอมองเห็นทางจะกอบกู้เมืองกลับคืน”

“เจ้าเป็นใคร” เจ้าโคมคำถลึงตาถามด้วยความระแวงสงสัย “ต้องการอะไร”

“เจ้าอยากรู้นักรึ งั้นข้าจะเล่าให้ฟัง” ชายชุดขาวตอบทันที “เวียงจันทราเป็นน้องสาวข้า ผู้เฒ่าสีโหเป็นพ่อข้า ในอดีตข้าเป็นราชบุตรแห่งมหานครกาบแก้วบัวบาน ชาวเมืองรู้จักข้าในนามเสือขวัญฟ้า เจ้าอนุวงศ์น้องชายพ่อข้าเป็นกบฏชิงเมือง พ่อข้าเสียเมืองให้น้องชายร่วมสายโลหิตกบฏครั้งนั้นแม่ข้าสละชีพ พ่อข้าถูกปลดเป็นสามัญชน ครอบครัวข้าถูกเนรเทศไปเฝ้าเจดีย์พ้นทุกข์ ในที่สุด…” ถอนหายใจยาวแล้วพูดต่อ “…พ่อข้า และน้องข้า หนีไม่พ้นกฎแห่งกรรม”

“เจ้าเป็นเสือขวัญฟ้า ราชบุตรแห่งมหานครกาบแก้วบัวบาน พี่ชายร่วมสายโลหิตของเวียงจันทรา” เจ้าโคมคำเสียงสั่นเครือ มองหน้าชายชุดขาวที่เปิดเผยตัวเองเป็นราชบุตรแห่งมหานครกาบแก้วบัวบานแล้วก้มหน้านิ่ง ไม่อยากเชื่อคำพูดของชายชุดขาว แต่ไม่มีเหตุผลที่จะนำมาหักล้าง ได้แต่ถอนหายใจแล้วพรั่งพรูคำถามด้วยความหดหู่ “ข้าสงสัยนัก ผู้เฒ่าสีโหเป็นพ่อของเจ้า เวียงจันทราเป็นน้องสาวเจ้า เหตุใดเจ้าวางเฉยไม่ปกป้องคนทั้งสอง ทุกครั้งที่ข้าพบเจ้า ไม่มีแม้แต่ครั้งเดียวที่เจ้าจะเป็นห่วงพ่อและน้องสาว” หยุดหายใจแล้วเงยหน้าขึ้นถลึงตาถามด้วยความโกรธ “ตลอดเวลาที่ผ่านมา เจ้านุ่งขาวห่มขาว ปิดบังตัวเอง เจ้าขี้ขลาดมาก”

“หามิได้”

“เจ้าทำเพื่ออะไร”

“ข้ามีเหตุผล”

“ไม่ เจ้าขี้ขลาด” เจ้าโคมคำพูดเสียงดังลั่น “เจ้าทอดทิ้งพ่อและน้องสาว ปล่อยให้เดียวดายอยู่กับการเฝ้าเจดีย์พ้นทุกข์ ต้องทนทุกข์ทรมาน”กัดฟันข่มความรู้สึก มองหน้าเสือขวัญฟ้าเหมือนจะกินเลือดกินเนื้อแล้วเค้นเสียงพูด “ทั้งพ่อทั้งน้องสาวสละชีพ เจ้าไม่เสียใจ กลับมาเปิดเผยตัวเองเป็นราชบุตร โหดร้ายมาก”

“ฟังข้าก่อน”

“ข้าไม่ฟัง” เจ้าโคมคำยังไม่หายโกรธ “ไปให้พ้น จงไปให้ไกลจากข้า”

ชายชุดขาวผู้เปิดเผยตัวเองเป็นเสือขวัญฟ้าอดีตราชบุตรแห่งมหานครกาบแก้วบัวบาน เมื่อฟังคำพูดที่ตกอยู่ในอารมณ์โกรธของเจ้าโคมคำ ถึงกับก้มหน้าถอนหายใจเฮือกยาว พยายามชี้แจงทำความเข้าใจแต่ไม่ได้ผล ขุนพลแห่งสีทันดรไม่ยอมฟัง ทั้งโกรธทั้งพูดโต้ตอบอย่างดุเดือด ราชบุตรผู้สูญเสียทุกอย่างจึงได้แต่นิ่ง ในขณะเดียวกันสภาพจิตใจของเจ้าโคมคำก็ไม่ต่างจากราชบุตร สิ่งที่เกิดขึ้นและได้รับก็ยากจะเยียวยา ทั้งสูญเสีย ทั้งบอบช้ำ ทั้งเจ็บปวด เสือขวัญฟ้าจึงอดทนต่อความรู้สึกที่แสดงออกของเจ้าโคมคำอย่างสงบ ปล่อยให้ระบายความปวดร้าว เพื่อฟื้นฟูจิตใจให้ค่อย ๆ กลับสู่ความเข้มแข็ง ตัวตนที่แท้ก็จะฟื้นคืนสู่สภาพปกติ

“เจ้าเสือขวัญฟ้า ข้าขอโทษ” เจ้าโคมคำพูดเสียงอ่อน มองสบตาชายชุดขาวที่กำลังนั่งสงบนิ่งอยู่ต่อหน้าแล้วพูดต่อด้วยความรู้สึกสำนึกผิด “เจ้าช่วยข้ามาตลอด ข้าพูดโดยไม่ทันคิด ข้าผิดต่อเจ้ามาก ข้าขอโทษ”

“ข้าเองก็ผิด ปกปิดตัวเองมาตลอดเวลา เมื่อเปิดเผยก็สายเสียแล้ว” น้ำเสียงของเสือขวัญฟ้าต่ำลึกในลำคอ “จงปล่อยสิ่งที่เกิดขึ้นให้ผ่านไปเถิดยิ่งจมปลักคิดถึงก็ยิ่งระทมทุกข์ นับแต่นี้ไป เจ้าและข้าร่วมเดินทางด้วยกัน”

“ข้าไม่เข้าใจ”

“แล้วเจ้าจะเข้าใจ”

เจ้าโคมคำเป็นฝ่ายเงียบ เสือขวัญฟ้าลุกขึ้นเดินหายไปหลังพุ่มไม้ ขุนพลแห่งสีทันดรมองตามถึงกับสะดุ้ง สายตาที่มองตามถึงกับชะงัก ชุดขาวด้านหลังมีรอยเปื้อนเลือดแห้งเกรอะกรัง ราชบุตรแห่งมหานครกาบแก้วบัวบานคงได้รับบาดเจ็บไม่ต่างจากตัวเอง อย่างน้อยก็คงผ่านการต่อสู้มาด้วยเหมือนกัน ทั้งที่ได้รับบาดเจ็บแต่มีน้ำใจช่วยเขาให้รอดชีวิต ความโกรธที่เกิดจากความเข้าใจผิดพลันหาย หลงเหลืออยู่ก็แต่ความสำนึกผิด เห็นอกเห็นใจ และความเข้าใจที่เปี่ยมล้นด้วยความเป็นกัลยาณมิตร

ขณะที่เจ้าโคมคำกำลังครุ่นคิดอะไรต่อมิอะไรเสือขวัญฟ้าเดินกลับมาพร้อมกับผลไม้พะรุงพะรังในมือ มีทั้งกล้วย น้อยหน่าและหัวมัน เห็นผลไม้ในมือของเสือขวัญฟ้า เจ้าโคมคำถึงกับน้ำลายสอด้วยความหิว

“อาหารสำหรับเจ้า” เสือขวัญฟ้าพูดพร้อมกับยื่นผลไม้ให้เจ้าโคมคำ จากนั้นเดินไปนั่งบนเนินห่างออกไปสองช่วงแขน มองประสานสายตาด้วยรอยยิ้มแล้วพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “ข้าดีใจที่เวียงจันทรามีคนรัก เจ้ารักน้องข้า นับเป็นบุพเพสันนิวาสแต่น้องข้าบุญน้อย จำต้องสละชีพ ข้ารู้…เจ้าเสียใจมาก ข้าเองก็เสียใจ”

“เวียงจันทรา…”

ความรักความตื้นตันท่วมท้นคับแน่นอกจนเจ้าโคมคำพูดไม่ออก น้ำตาเท่านั้นเอ่อไหลท่วมดวงตา ขุนพลแห่งสีทันดรหลั่งน้ำตาด้วยความรันทดเมื่อหวนคิดถึงเวียงจันทรา ประกอบกับตกอยู่ในสภาพสูญสิ้นทุกอย่าง น้ำตาจึงหลั่งไหลโดยไม่รู้สึกอาย ยิ่งมองสภาพตัวเองที่บาดเจ็บหมดสิ้นสภาพความเป็นขุนพล ใจก็ยิ่งปวดร้าวหม่นหมองแต่ยังพอมีกำลังใจให้อบอุ่นอยู่บ้าง ก็เพราะมีเสือขวัญฟ้าเป็นเพื่อนในยามยาก ถึงระกำลำบากยังพอมีความหวัง แม้จะเป็นความหวังที่มองไม่เห็นทางกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้อีก ถึงจะอ่อนแรงอ่อนใจแต่ความเข้มแข็งเป็นแรงหนุนให้ค่อย ๆ แกร่งกล้าขึ้น ผลไม้ที่ได้รับจากเสือขวัญฟ้าไม่อร่อยปากแต่อิ่มท้อง พอท้องอิ่มพละกำลังจึงฟื้นกลับคืนจิตใจระส่ำป่วนเริ่มกลับสู่สภาพปกติ

“เสือขวัญฟ้า…”

“ถ้าพูดแล้วจิตใจสบายดีขึ้น ก็จงพูด” ราชบุตรแห่งมหานครกาบแก้วบัวบานมองหน้าเจ้าโคมคำแล้วพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “แต่ถ้าสิ่งที่พูดบั่นทอนความรู้สึกและจิตใจ ก็อย่าพูด”

“เจ้าสุวรรณนาคินทร์สละชีพในสนามรบสีทันดรตกเป็นเมืองขึ้นของเวียงวารินทร์ เราสูญเสียเมืองหน้าด่าน” น้ำเสียงของเจ้าโคมคำขาดเป็นห้วง ๆ “ทั้งสาคร ทั้งทหาร ทั้งเวียงจันทรา ล้วนแต่สละชีพ…” หยุดหายใจแล้วตกอยู่ในความเงียบเงียบจนกระทั่งบริเวณใกล้ ๆ พลอยเงียบตามกวาดสายตามองไปรอบ ๆ แล้วถอนหายใจเฮือกยาว นิ่งอีกครู่ใหญ่แล้วหลุดคำพูดแผ่วเบาออกมาจากริมฝีปาก “…ข้าละอายใจนัก”

“เจ้าทำสิ่งที่ต้องทำแล้ว ทำอย่างสมศักดิ์ศรีขุนพลผู้พิทักษ์น่านน้ำสีทันดร” น้ำเสียงเสือขวัญฟ้ากังวานแผ่ซ่านเข้าไปในความรู้สึกเจ้าโคมคำ “สิ่งที่เจ้าทำกล้าหาญเยี่ยงขุนพลนักรบ ไม่มีสิ่งใดที่เจ้าต้องละอายใจ”

“เสือขวัญฟ้า” น้ำเสียงเจ้าโคมคำเต็มไปด้วยความหวัง ทั้งกังวาน ทั้งเข้มแข็ง ทั้งกร้าวกล้า มองสบตาชายชุดขาวแล้วพูดเสียงเข้ม “สิ่งที่ข้าทำกล้าหาญเยี่ยงขุนพลนักรบ จริงรึ”

“กล้าหาญมากที่สุด”

คำพูดของเสือขวัญฟ้าทั้งปลอบทั้งปลุกใจให้เจ้าโคมคำกลับสู่สภาพปกติ จิตวิญญาณแห่งนักรบเริ่มฟื้นกลับคืนมาอีกครั้ง สภาพที่ล้มละลายกลายเป็นกล้าแกร่งขึ้นตามลำดับ ขุนพลแห่งสีทันดรเริ่มมีความหวัง เป็นความหวังระหว่างเสือขวัญฟ้าและเจ้าโคมคำที่เชื่อมประสานด้วยสายธารแห่งกัลยาณมิตร.

(โปรดติดตามต่อฉบับหน้า)

หนังสือแนะนำ



บทความที่คุณอาจจะสนใจ

WP Facebook Auto Publish Powered By : XYZScripts.com