ป้ายประกาศ

อีสานบ้านเฮา

กิจกรรมงานสายธารวัฒนธรรมเพื่อชีวิตฯ ทัวร์วัฒนธรรมอีศาน ณ บ้านหัวงัว อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์

คำว่า “วัฒนธรรม” หรือมีผู้เสนอใช้คำ “พฤติธรรม” ที่ถอดมาจากคำภาษาอังกฤษ “Culture” ในส่วนงานวัฒนธรรมสมควรทำหน้าที่บำรุงเลี้ยงและกำกับสั่งงานการเมืองและงานความมั่นคง เสมือนหัวใจและสมองที่หล่อเลี้ยงและสั่งงานแขนขา รวมทั้งอวัยวะส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย คำว่า “เพื่อชีวิต” ไม่เพียงผูกโยงกับงานการเมือง แต่ครอบคลุมทุกองคาพยพทุกมิติของการขับเคลื่อนทางสังคม

ข ว ย จี ห ล่ อ

“แม่นไผ บักใด๋เข้ามาขุดจีหล่อในวัดน่ะ บาปตกนรกหมกไหม้เด้อ บ่ได้ผุดบ่ได้เกิดเด้อ สิบอกให้ หยุดเด้อ! บาป ๆ” พูดแล้วหลวงพ่อก็ รีบเดินเข้าหาคนขุดจีหล่อ! พอหลวงพ่อเดินเข้าไปใกล้คนขุดจิ้งหรีด จึงเห็นว่าเป็นบักแก้วผู้เป็นลูกเขย “ที่ข่อยมาขุดจีหล่อนี่ก็จะเอาไปทอดมา ถวายหลวงพ่อนี่ละ!”

คำเต็มของ ตม.

พันตำรวจโทคำแพง เป็นนายด่านตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) นครพนม ท่านมีลูกสาวสวย สิบตำรวจโทคำตา ประจำอยู่ที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองที่ทำงานดีมาก จึงมีโอกาสได้เป็นลูกเขยของพ่อเฒ่าพันโทคำแพงแบบไม่ยากนัก

ปีวอก

ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ “ทางอีศาน” จำนวนมาก มีความเชื่อในการดูดวงชะตาราศี รวมถึงพ่อเฒ่าขำด้วยพ่อเฒ่าขำแกเป็นคนเชื่อเรื่องโชคลาง มักจะไปดูดวงชะตากับหมอดู ที่เขาลือว่าดูแม่นเสมอ ๆ แม้ระยะทางจะห่างไกลไปหน่อย พ่อเฒ่าขำก็จะไปดูดวงให้ได้ โดยอาศัยขอแรงให้บักสีผู้ลูกเขยขับรถพาไปดูดวงอยู่บ่อย ๆ บักสีมันก็ต้องทนปฏิบัติตามใจผู้เป็นพ่อเฒ่าของมัน

ที่ บ้ า น ก็ มี

บักน้อยจอมกะล่อน มันว่างงานอยู่บ้านกับพ่อเฒ่านมสองต่อสอง “พ่อเฒ่า...ช่วงนี้รถข้อยว่าง บ่ค่อยมีงานไปหากินเหล้า เว้าหยอกสาวน้อยกับข้อยบ่?” บักน้อยเอ่ย “ไปกินอยู่ไสล่ะ” เข้าทางพ่อเฒ่านมอีกแล้ว “ร้านหลบเมีย! ร้านนี้ลับตาคนดีมาก ผมเคยไปมาแล้ว มีสาวน้อยจากประเทศเพื่อนบ้านบางคนอ๊อฟได้เด้อ สิบอกให้...เฮามาพากันหลอยไป ดีไหม?”

เ ส า ห ลั ก ฮั้ ว

พ่อเฒ่าช้าง เป็นคนชอบดื่มเหล้าขาวและยาดอง แต่ละวันถ้ามีเพื่อนพ้องน้องพี่มาชวนก็เป็นต้องตอบสนองทันที หรือยามไม่มีใครชวนก็เป็นฝ่ายออกปากหาพวกเสียเอง เมื่อได้เพิ่มดีกรีเข้าไปหน่อย คำพูดความคุยก็เริ่มพรั่งพรูออกมา แต่ละคนในวงเหล้า จะมีเรื่องสัพเพเหระเล่าสู่กันฟัง บางเรื่องมีเนื้อหาสาระความรู้ บางคนก็เล่าเรื่องตลกขบขัน แกล้งกันในวงเหล้าก็เคยมี แต่ก็ถือเป็นเรื่องสนุกสนาน ไม่ถือสากัน แม้เป็นเรื่องโป้หรือคำหยาบบ้างก็ถือเป็นเรื่องปกติ

ข้ า ว จุ ก ค อ

สองพ่อลูกรักผูกพันกันมาก เนื่องจากลูกชายเป็นเด็กช่างพูด ถึงจะช่างพูดแต่ก็น่ารักสองพ่อลูกไปไหนมาไหนด้วยกันเสมอ ต่อมาวันหนึ่งพ่อชวนลูกชายไปเยี่ยมเพื่อนที่ต่างหมู่บ้านเพื่อนของพ่อดีใจมากถึงกับจับไก่มาเชือดทำลาบเป็นอาหาร แถมยังจับปลาในบ่อมานึ่งอีกต่างหากเมื่อได้เวลากินข้าว เพื่อนของพ่อพร้อมด้วยครอบครัว เชิญสองพ่อลูกให้กินข้าวด้วยกัน ผู้เป็นพ่อมีข้อบกพร่องประจำตัวที่แก้ไม่หาย นั้นคือเมื่อกินข้าวคราวใดมักจะเกิดอาการข้าวจุกคอ ทางเดียวที่ช่วยได้คือต้องกินนํ้ามาก ๆ

กินข้าวป่า (๒)

กินข้าวป่าครั้งนี้ นอกจากต้มปลา ปิ้งกบแล้ว ผมสนใจเรื่องปูนา เพราะเพื่อนคนที่ชวนพวกเรามากินข้าวป่า เขาถนัดเรื่องทำอาหารจากปูนามาก เริ่มจากพวกเราลงลุยนํ้า จับปูใส่ถังนํ้ามีปูอ่อน ปูแก่ ตัวเล็กตัวโตเอาหมด ได้ปูเยอะพอสมควร เราก็มาแยกปูออกล้างนํ้าให้สะอาด ปูอ่อนยังตัวนิ่ม ๆ สีขาว ๆ ส่วนปูไข่ตัวโตกระดองใหญ่ไข่เต็มท้อง ปูตัวขนาดกลางกระดองยังแข็งมากนักก็นำมาทำ “ตำปู”

ภูมิใจ

พ่อเฒ่าสีโห ผัวแม่เฒ่าสีกา ไทบ้านท่ามะโก มีลูกเขยชื่อว่า ทิดโท “บักทิดโท” มันเป็นคนดี มีสัมมาคารวะ อยู่ในกรอบของฮีตเก่าคองหลังบ่คือพ่อเฒ่าสีโห ซึ่งมีนิสัยมักม่วน หยอกผู้สาวสํ่าน้อย เว้าเล่นแกมอีหลี จนผู้คนชาวบ้านคึดว่าเรื่องมาจากปากพ่อเฒ่าสีโหนั้นเป็นความจริงไปทั้งหมด! ทั้ง ๆ ที่บางเรื่องไม่เป็นความจริงเหมือนที่แกว่าเลย

กินข้าวป่า (๑)

“กินข้าวป่า” เป็นธรรมเนียม ประเพณีของชาวอีสานมาแต่โบราณ “กินข้าวป่า” คือการนัดแนะเปลี่ยนบรรยากาศไปกินข้าวนอกบ้านโดยจะนัดแนะกันในหมู่เพื่อนฝูงหนุ่มสาว หรือกลุ่มญาติ ๆ ไปจนถึงชุมชน ซึ่งเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านมาแต่ดึกดำบรรพ์ ทำให้สังคมชุมชนได้มีโอกาสพบปะสังสรรค์ ร่วมกิจกรรมให้เกิดความสามัคคีผูกพันในหมู่คณะ ถ้าเปรียบสมัยนี้ก็เหมือนกับนัดกันไปกินข้าวนอกบ้าน หรือไปปิกนิกแบบชาวตะวันตก

การเดินทางสู่โลกของชาวนา ครัวเรือนชาวนา (๒)

ในงานวิจัยรางวัลโนเบลของนักเศษฐศาสตร์อย่าง เอลินเนอร์ ออสทอร์ม ที่มีบทที่พูดถึงการถือครองทรัพยากรของท้องถิ่นในแบบ “common property” อันเป็นแบบแผนเดียวกันของชาวนาในการตั้งถิ่นฐานและการถือครองกรรมสิทธิ ซึ่งปัญหาด้านการถือครองที่ดินนี้มักจะเป็นปัญหาขัดแย้งกับสังคมภายนอกที่มีระบบระเบียบกติกาที่แตกต่างไปจากโลกของพวกเขา ซึ่งเป็นที่มาของปฏิกิริยาทางสังคม-เศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในหลายกรณีเมื่อชาวนาต้องอยู่ร่วมกับโลกปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างต่อเนื่อง ความแตกต่างดังกล่าวได้สร้างความอึดอัดขัดแย้งและเกิดเป็นกรณีปัญหาขึ้นมากมายนำไปสู่การศึกษาวิจัยกันหลากมิติ

การเดินทางสู่โลกของชาวนา ก้าวแรกที่บ้านกระพี้

แม้สังคมทั่วไปในช่วงนั้นจะมองภาพของสังคมชาวนา/ชนบทในมิติเดียวด้วยทัศนะที่คับแคบ โดยสร้างวาทกรรมขึ้นพูดกันติดปากทั่วไปโดยเฉพาะจากคนของภาครัฐฯว่า “โง่ จน เจ็บ” ทั้ง ๆ ที่ลึก ๆ แล้วบรรดาข้าราชการอำมาตย์ทั้งหลายก็มีสภาพโง่/จน/เจ็บไม่แพ้ชาวนาเลย แถมหลาย ๆ คนมีการศึกษาขั้นโงหัวลืมตาอ้าปากชุบตัวผ่านระบบการศึกษาเล่าเรียนมาได้ ก็ด้วยหยาดเหงื่อแรงงานของพ่อ-แม่ที่เป็นชาวนา/เป็นเกษตรกรมาทั้งนั้น!

ฝันเห็นกบ แปลเป็นเลข ๓๒

หลาน... “งวดนี้ เจ้าฝันว่าจั่งได๋น้อ พ่อใหญ่...” พ่อใหญ่... “กูฝันเห็นกบ...มันโตนน้ำ...” หลาน... “เจ้าแปลจั่งได๋ พ่อใหญ่ ฝันเห็นกบเจ้าจั่งแปลเป็นเลข ๓๒ เว้าเบิ่งดู้...”

รอด พอเพียง มั่นคงยั่งยืน

ประเด็นร่วมของชุมชนชาวนาไม่ว่าที่เวียดนาม พม่าหรือไทยในสังคมเกษตรกรรม คือความอยู่รอดได้ด้วยการพึ่งพาอาศัยกันของชุมชน หรือที่เรียกสั้น ๆ ก็ได้ว่า “ทุนทางสังคม” ที่แสดงออกทางจารีตประเพณีวิถีชุมชน กฎระเบียบของการอยู่ร่วมกัน ซึ่งสะท้อนโลกทัศน์ชีวทัศน์ ความเชื่อ ความสัมพันธ์กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ความสัมพันธ์กับธรรมชาติ การอยู่แบบเกื้อกูลไม่เอาเปรียบกัน ไม่เอาเปรียบธรรมชาติ

ดวงตาใหม่

วันหนึ่ง นายแพทย์ป๋องผู้ลูกเขย ถามความรู้สึกของพ่อเฒ่าอ่อน เหมือนเป็นการประเมินผลไปด้วย “เป็นไงพ่อ...ตาใหม่ที่ผมเปลี่ยนให้ มีข้อดีข้อเสียอย่างไรบ้าง?” “ข้อดีเรอะ! กลางคืนมืดแค่ไหนก็ตาม ที่ใต้ถุนบ้านเรา พ่อวิ่งได้โดยไม่ชนเสาบ้านเลย! มันชัดกว่าเก่าเยอะ! แต่ข้อเสียมันก็มีนะ!” พ่อเฒ่าอ่อนว่า
1 2 3 5
WP Facebook Auto Publish Powered By : XYZScripts.com