By

กอง บ.ก.

ปิดเล่ม ฉบับที่ 13 ประจำเดือนพฤษภาคม ๒๕๕๖

การปรับปรุงรูปเล่มในฉบับเดือนเมษายน มีเสียงสะท้อนด้านดี ชมเชยมาพอสมควร ทำนองว่าเดินมาถูกทางแล้ว ส่วนเสียงวิจารณ์ข้อผิดพลาดบกพร่อง เราน้อมรับเป็นข้อเตือนใจตลอดไป นักอ่านหลายท่านมาให้กำลังใจกันถึงบูธ “ชนนิยม” ในงานสัปดาห์หนังสือฯ ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ท่านฝากฝังขอให้ทำ “ทางอีศาน” ให้อยู่รอด นี่เป็นกำลังใจที่ยิ่งใหญ่ให้ทีมงาน...เราวิเคราะห์กันว่า เราสามารถทำ “ทางอีศาน” ปีที่สองได้ตลอดรอดฝั่งแน่นอนจุดที่ยังกังวลอยู่บ้างคือ จะทำอย่างไรให้“ทางอีศาน” มีหลักประกันว่าจะมั่นคงไปถึงห้าปีสิบปี ยี่สิบปี และยาวนานตลอดไป

เฮาอยู่ยะลา : เสี่ยดำ (คนขายเกิบ)

ในปี พ.ศ. นั้น ดำขาย ‘ภาพโปสเตอร์’ อยู่บนฟุตบาธกลางเมืองยะลาได้สามปีแล้ว พี่คนที่ชักนำให้ดำลงมาอยู่ยะลาย้ายกลับอีสานบ้านเฮา ไปสอบบรรจุเข้ารับราชการครูใหม่อีกครั้ง ปัจจุบันญาติผู้พี่ของดำท่านนี้เป็นผู้อำนวยการโรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดสุรินทร์ “ช่วงเฮาขายโปสเตอร์ เฮาลำบากหลายเติบกินข้าวกับไข่ต้มเกือบทุกวัน บ้านก็เช่า ข้าวก็ซื้อ” ดำย้อนความหลัง “ยังดีที่เฮาบ่ได้จ่ายค่าเช่าที่ขายของให้กับใคร” โปสเตอร์ที่ดำขายจะเป็นภาพต่าง ๆ ตั้งแต่ภาพดารา ภาพวิวทิวทัศน์ ภาพเด็ก ๆ ในวัยน่ารักเขาจะวางภาพโปสเตอร์เหล่านั้นบนผ้ายางที่ปูบนฟุตบาธหน้าร้านขายเสื้อผ้า

คำของ ‘ท่านกูฏ’ อัตชีวประวัติ พงษ์ศักดิ์ จันทรุกขา ตอนที่ ๓

ที่นี่ผมได้พบกับคนมีชื่อเสียงของจังหวัดอุบลราชธานี ถึง ๒ คน คนแรกคือ อาจารย์ไพบูลย์ สุวรรณกูฏ หรือที่คนในวงการศิลปะเรียก “ท่านกูฏ” ศิษย์รุ่นแรกของ ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี และอีกท่านคือ ศิลปชัย ชาญเฉลิม หรือ “นายหนหวย” นักเขียน-นักหนังสือพิมพ์ และยังเป็นนักจัดรายการที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวเนื่องจากท่านทั้งสองมาบวชที่วัดสุปัฏวนาราม และเป็นโอกาสดีที่ผมได้เป็นผู้รับใช้ใกล้ชิดท่านทั้งสอง

ผักกะแญง แรกแย้ม: อัตชีวประวัติ พงษ์ศักดิ์ จันทรุกขา ตอนที่ ๑

ตอนเรียนอยู่ ม.๕ ไปหาซื้อของเร่ขาย ขายแป้งบาหยัน ขายสบู่ ร้องเพลงเลาะขาย สมเกียรติมาบอกแม่ว่า อ้ายพงษ์ไปเลาะขายของบ่ไปโรงเรียน แม่ใจหายวับเป็นห่วงลูก ย่านลูกเรียนบ่จบ ไอ้พงษ์มันแปลกบ่คือผู้ได๋ เกือบลูกบ่จบ ม.๖ อาจารย์เฉลิม สุขเสริมมาบอกแม่ว่า ลูกเจ้าบ่เข้าเรียนสิบ่ได้สอบ แม่ได้ขอครูให้ลูกสอบ ถึงบ่เข้าเรียนลูกกะบ่แม่นคนชั่วบ่มีนิสัยเกเร มันไปเรียนรู้ตามอารมณ์ของมัน ครูเลยให้สอบ ผลการเรียนออกมา ไอ้พงษ์สอบได้ที่ ๑

“ตลาดนัดสีเขียว” สุรินทร์ ประชาธิปไตยที่กินได้

ตลาดนัดสีเขียว คือเครื่องมือสำคัญ เป็นพื้นที่ตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ถูกนำร่องทดลองตั้งขึ้นในหลายพื้นที่ เช่น สงขลา เชียงใหม่ ขอนแก่น มหาสารคาม สุรินทร์ ยโสธร ส่วนมากจะจัดตั้งอยู่ในพื้นที่สาธารณะของเมือง เช่น หน้าที่ว่าการอำเภอ สนามหน้าองค์การบริหารส่วนจังหวัด หอนาฬิกา สวนสาธารณะ ด้วยความคำนึงว่ามีผู้บริโภคจำนวนมากที่ต้องการบริโภคสินค้าเกษตรอินทรีย์ แต่ไม่สามารถเข้าถึงได้ และสินค้าเกษตรอินทรีย์ก็มีราคาแพง ในขณะเดียวกัน ผู้ผลิตเมื่อผลิตแล้วไม่มีที่ขาย กระบวนการจะไปไม่ได้

ทางอีศาน 13 : ส่องซอด

คอลัมน์: ส่องซอด ทางอีศาน ฉบับที่ ๑๓ ปีที่ ๒​ เดือนพฤษภาคม ๒๕๕๖ ผู้เขียน: บุญเย็น วอทอง อดีต ส.ส. จังหวัดอุบลราชธานี (พ.ศ. ๒๕๑๒-๒๕๑๔) อดีตอาจารย์คณะรัฐศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ฯลฯ จากหนังสือ แอก ! จัดพิมพ์โดย ฝ่ายวิชาการชุมนุมนักศึกษาชาวอีสาน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พ.ศ. ๒๕๑๘

จักรินทร์ สร้อยสูงเนิน

ทางอีศาน 12: “ผมเป็นนักเขียนได้เกิดจากการอ่านหนังสือคนจะเขียนหนังสือต้องอ่านหนังสือ ถ้านักเขียนคนไหนไม่อ่านหนังสือ คุณจะเป็นนักเขียนได้แค่เศษสวะ และเป็นวรรณกรรมที่มาแล้วหายไป จะไม่มีชื่อปรากฏในวงการนักเขียนไทย เป็นงานแค่หลอกล่ออารมณ์ของผู้อ่านเท่านั้น เป็นความบันเทิงในทางร้าย และเป็นภัยต่อเยาวชนคนรุ่นใหม่ เพราะงานประเภทนี้เยาวชนเสพเยอะ ทำให้เกิดค่านิยมไม่ดีขึ้นในสังคม คนเป็นนักเขียนควรจะคำนึงเวลาเขียนอะไรออกมา ว่าคนอ่านจะได้รับอะไรจากสิ่งที่คุณเขียน

วรรณกรรมไทยจากมุมมองญี่ปุ่น ผ่านข้อเขียนของ โช ฟุกุโทมิ

ทางอีศาน 12: ส่วนวรรณกรรมไทยนั้น ได้รับความสนใจจากคนญี่ปุ่นน้อยมาก เว้นแต่งานเขียนของนักเขียนหนุ่มรุ่นใหม่อย่างปราบดา หยุ่น ซึ่งได้รับการแปลเป็นภาษาญี่ปุ่นแทบทุกชิ้น และคนอ่านญี่ปุ่นให้การต้อนรับค่อนข้างมาก เพราะอะไร เดี๋ยวค่อยพูดถึง โช ฟุกุโทมิ ชี้ว่า คนญี่ปุ่นมองวรรณกรรมไทยอย่างเป็น (แค่) “ไกด์บุ๊ค” ซึ่งก็คือหนังสือนำเที่ยวนั่นเอง !

คำโตงโตย : ทางอีศาน 12

อย่าได้วาจาเพี้ยงเขาฮอขมขื่น คำปากอย่าได้ตื้นคือหม้อปากแบน อย่าได้แสนแพนหน้าวาจาเว้าอ่ง ฝูงพี่น้องพงษ์เชื้อซิบ่มี(วรรณคดี “ย่าสอนหลาน”)

มองเครือข่ายชาวบ้านราษีไศล

การชุมนุมปิดล้อมหัวงานเขื่อนเป็นเวลา ๖ เดือนในปี ๒๕๕๒ ปีที่ ๑๖ ในการเคลื่อนไหวต่อสู้ของชาวราษีไศลและเขื่อนหัวนาเป็นช่วงเวลาแห่งการก้าวกระโดดครั้งใหญ่ ระหว่างการชุมนุม มีสมาชิกและแกนนำเสียชีวิตลง ๑๑ คน จึงมีการสมทบเงินฌาปนกิจศพขึ้นและเขาได้พากันเหมารถไปดูงานกองทุนสวัสดิการออมวันละบาทและเชิญวิทยากรมาบรรยาย จนที่สุดมีการจัดตั้งกองทุนสวัสดิการออมวันละบาทขึ้นในที่ชุมนุม โดยเป็นกองทุนสำหรับช่วยเหลือสมาชิกยามเกิด แก่ เจ็บ ตาย และสวัสดิการอื่น ๆ ในชีวิต

สองอาจารย์ศิลปะแห่ง มข.

ทางอีศาน ๑๑: ศิลปะนำชีวิตขอนำเสนอบุคคลที่เป็นอาจารย์และศิลปิน ซึ่งเริ่มต้นบนเส้นทางศิลปะคล้าย ๆ กัน เพราะทั้งสองท่านมาจากรั้วจามจุรีหรือจุฬาฯ คือ อาจารย์เอรุ่นพี่ อาจารย์บีรุ่นน้องชื่อเล่นจริง ๆ ที่ไม่ใช่นามสมมุติไม่ใช่นามแฝง ทั้งสองเป็นบุคลากรที่มีความสำคัญด้านการศึกษาวิชาศิลปะ สิ่งที่เหมือนกันคือการเข้ามาเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น

สัมภาษณ์ คุณวรพันธ์ โลกิตสถาพร “สถาพรบุ๊คส์”

ในบ้านเราทุกวันนี้ ยิ่งเศรษฐกิจเติบโตก็ยิ่งเกิดช่องว่างระหว่างรายได้ เกิดช่องว่างระหว่างฐานะมากขึ้น อันนี้จะกลายเป็นปัญหาในอนาคต สิ่งที่เราคิดมาตลอดคือ ทำยังไงเราจึงจะเป็นส่วนหนึ่งในการทำหน้าที่ปิดช่องว่างทางสังคม ปิดช่องว่างในด้านโอกาส ซึ่งผมเชื่อว่าคนทุกคนเท่าเทียมกันไม่ได้โง่หรือฉลาดต่างกันเลย เพียงแต่ว่าโอกาสในการเข้าถึงข้อมูลความรู้ของคนบางกลุ่มมีน้อยกว่าเราไปเติมโอกาสให้เขาได้มั้ย เพื่อให้คนเหล่านี้มีโอกาสที่จะได้พัฒนาตนเอง...ทำยังไงให้เราเติบโตไปได้ และทำยังไงให้คนอื่นเขาได้เติบโตตามเราไปด้วย นี่คือสิ่งที่เราคิดและพยายามทำมาตลอด"

ทำหม่ำกินเอง

นำหม่ำที่ได้ไปผึ่งลมหรือตากแดดจนแห้งหรือแขวนผึ่งไว้ในร่ม เก็บได้ ๔-๕ วัน โดยห่อด้วยกระดาษซับมัน ตอนทำเสร็จใหม่ ๆ รสชาติจะออกเค็ม ๆ บรรจุถุงพลาสติกกันเปื้อนอีกชั้น เก็บไว้ในตู้เย็นจะเก็บได้นาน รสชาติจะออกเปรี้ยว ๆ ปรุงให้สุกก่อนรับประทาน โดยจะทอด ย่าง อบ นึ่ง ก็ได้

จีนาภิวัตน์กับอาเซียน ๒ ทุนจีนรุกไทย (จบ)

ประเด็นสำคัญคือจีนไม่เลือกใช้สูตรสำเร็จของการปฏิรูปเศรษฐกิจและเปลี่ยนผ่านสู่ระบบเศรษฐกิจตลาดตามแนวทางของนักเศรษฐศาสตร์ตะวันตกที่เรียกว่า “ฉันทามติวอชิงตัน” (Washington Consensus)หากแตจีนกลับเลือกที่จะกำหนดนโยบายและมาตรการต่าง ๆ ตามแนวทางของตนเอง จนมีผู้เรียกว่า “ฉันทามติปักกิ่ง” (Beijing Consensus) ซึ่งนักวิชาการชื่อ โจชัว คูเปอร์ราโม (Joshua Cooper Ramo) เป็น คนแรกที่เริ่มใช้คำศัพท์นี้ในปี ๒๐๐๔

คำโตงโตย ทางอีศาน 11

คำว่าแกว ได้แก่ พรรค พวก เผ่า ผันทะนัง ได้แก่ไม้ค้อหรือไม้สะคร้อ จอนฟอน ได้แก่พังพอน สัตว์สี่จำพวกคือ กากับนกเค้า หนูกับแมว หมีกับไม้สะคร้อ จอนฟอนกับงูเห่า สัตว์สี่จำพวกนี้ไม่ถูกกันอยู่ร่วมเป็นมิตรสหายกันไม่ได้ สาเหตุที่ไม่ถูกกันมีดังนี้ เมื่อพวกสัตว์เลือกเอานกเค้าเป็นนาย กาคัดค้าน นกเค้าจึงเป็นศัตรูกับเขามาจนทุกวันนี้ แมวกัดหนูและลูกหนู...
WP2Social Auto Publish Powered By : XYZScripts.com